ชุมชน​กับ​ไมโครไฟแนนซ์

สถาบันการเงิน​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​รูปแบบ​ใด​ ​ซับซ้อนเพียง​ใด​ ​ใหญ่​โตแค่​ไหนก็ตาม​ ​มีหน้าที่หลักคือการ​เป็น​ตัวกลางทางการเงิน​ ​ที่ทำ​หน้าที่ระดมเงินออม​จาก​ผู้​ฝากมาจัดสรร​ให้​กับ​ผู้​กู้​ ​หัวใจหลัก​ใน​การทำ​หน้าที่​ทั้ง​สองด้านย่อมหนี​ไม่​พ้น​ ​"​ความ​น่า​เชื่อถือ" ​หรือ​ ​"​ความ​เชื่อใจ" (trust) ​เราคง​ไม่​กล้า​เอา​เงินไปฝากสถาบัน​ใด​ ​ไม่​ว่าสถาบัน​นั้น​จะ​เสนอดอกเบี้ย​ให้​สูงเพียง​ใด​ ​หากเรา​ไม่​เชื่อใจสถาบัน​นั้นๆ​ ​เลย​ ​เช่น​กัน​ ​สถาบันการเงิน​จะ​ไม่​ปล่อยกู้​ให้​กับ​ผู้​กู้​ ​ไม่​ว่า​เขา​จะ​เสนอกู้​ด้วย​อัตราดอกเบี้ยสูงแค่​ไหน​ ​หาก​ผู้​ปล่อยกู้​ไม่​มี​ความ​เชื่อใจ​ผู้​กู้​เลย​

 

คำ​ถามคือ​ ​แล้ว​ความ​เชื่อถือระหว่างสถาบันการเงิน​กับ​ทั้ง​ผู้​ฝาก​และ​ผู้​กู้​เกิดขึ้น​ได้​อย่างไร​ ​คำ​ตอบคือข้อมูล​เป็น​รากฐานของ​ความ​น่า​เชื่อถือ​ ​ใน​ชีวิตเราคงมีบางครั้งที่ถูกเพื่อนฝูงเอยปากขอยืมเงิน​ ​ส่วน​สำ​คัญของการตัดสินใจของเราว่า​จะ​ให้​ยืม​หรือ​ไม่​ ​ย่อมขึ้น​กับ​ว่า​เรา​ "รู้จัก" ​เพื่อนคน​นั้น​แค่​ไหน​ ​เขา​เป็น​คนมีลักษณะอย่างไร​ ​เช่น​ ​ใช้​เงินฟุ่มเฟือย​ ​ใจแคบ​ ​เหนียวหนี้​ ​หรือ​เป็น​คนกล้า​เสีย​-​บ้าบิ่น​ ​ตัดสินใจแบบ​ไม่​คิดหน้าคิดหลัง​ ​ถ้า​เป็น​คนแบบนี้​เราย่อม​ไม่​ให้​เขา​กู้​เงินแน่นอน​ ​เพราะ​เรารู้จัก​เขา​มากพอที่​จะ​มีข้อมูลว่า​เขา​เป็น​คนเช่นไร​ ​แต่​ไม่​ว่า​เรา​จะ​รู้จักเพื่อนคนนี้มากเพียง​ใด​ก็ตาม​ ​เราคงรู้จักตัว​เขา​น้อยกว่าที่​เขา​รู้จักตัวเอง​ ​เขา​ย่อมรู้มากกว่า​เราว่า​เขา​มี​ความ​สามารถ​และ​ความ​ตั้งใจที่​จะ​จ่ายคืนเงินกู้​เรามากน้อยแค่​ไหน​ ​นักเศรษฐศาสตร์​เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า​ ​"​ความ​ไม่​สมมาตร" ​ของข้อมูลระหว่างลูกหนี้​และ​เจ้าหนี้​ ​ซึ่ง​เป็น​ปัญหารากฐานของสถาบันการเงินทุกชนิด​ ​ทุกประ​เภท​

 

แล้ว​สถาบันการเงิน​ใน​ระบบ​ ​เช่น​ ​ธนาคารพาณิชย์​ ​แก้ปัญหา​ความ​ไม่​สมมาตรของข้อมูลอย่างไร​ ​คำ​ตอบก็คือนอก​จาก​ธนาคาร​ต้อง​ทำ​การวิ​เคราะห์สินเชื่อ​ ​เพื่อประ​เมิน​ความ​สามารถ​ใน​การจ่ายหนี้ของ​ผู้​กู้​แล้ว​ ​ธนาคารมัก​จะ​เรียกหลักประ​กัน​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​สินทรัพย์​เช่นที่ดิน​ ​หรือ​คนค้ำ​ประ​กัน​ ​เพื่อ​เป็น​หลักประ​กัน​ว่าลูกหนี้​จะ​ไม่​เบี้ยวหนี้อีก​ด้วย​ ​ด้วย​การเรียกหลักทรัพย์ค้ำ​ประ​กัน​เงินกู้​ ​และ​การที่ธนาคารมีต้นทุนธุรกรรมสูง​ ​ดัง​นั้น​ธนาคาร​จึง​มัก​ไม่​สามารถ​ปล่อยกู้​ให้​กับ​ "ชาวบ้าน" ​ราย​เล็ก​-​รายน้อยที่​ต้อง​การเงินกู้จำ​นวน​ไม่​มากนัก​ ​เช่น​ ​หลักร้อย​ ​หลักพัน​ ​หรือ​ไม่​กี่หมื่นบาท​ ​เพราะ​ชาวบ้าน​ไม่​มีหลักทรัพย์ค้ำ​ประ​กัน​และ​กู้​ใน​วงเงินที่​ไม่​คุ้ม​กับ​ต้นทุนธุรกรรมของธนาคาร​ ​นายทุนเงินกู้นอกระบบ​จึง​มีช่องทางทำ​มาหากิน​กับ​ชาวบ้าน​ ​ซึ่ง​เข้า​ไม่​ถึง​เงินกู้​ใน​ระบบ​ ​โดย​มัก​ไม่​เรียกหลักทรัพย์ค้ำ​ประ​กัน​ ​แต่มักเก็บดอกเบี้ย​ใน​อัตรามหา​โหด​ ​เช่น​ ​อาจ​จะ​สูง​ถึง​ร้อยเปอร์​เซ็นต์ต่อปี​ ​หากท้องที่​นั้นๆ​ ​มีนายทุนเงินกู้​เพียงรายเดียว​ ​เป็น​ต้น​ ​แล้ว​ทำ​ไมนายทุนเงินกู้​จึง​ยอมปล่อยกู้​ให้​ชาวบ้าน​ใน​ขณะที่ธนาคารทำ​ไม่​ได้​ ​คำ​ตอบคือนายทุนรู้จักชาวบ้านมากกว่าธนาคาร​ ​นายทุนมัก​เป็น​คน​ใน​ท้องที่​และ​รู้จัก​ผู้​กู้​เป็น​ส่วน​ตัว​ ​รู้ว่า​เป็น​คนมีนิสัยใจคออย่างไร​ ​ทำ​มาหากินอะ​ไร​ ​ขยันทำ​งาน​หรือ​ไม่​ ​ดัง​นั้น​ความ​เสี่ยง​ใน​การปล่อยกู้ของนายทุน​จึง​น้อยกว่าธนาคาร​ ​รวม​ทั้ง​นายทุนมีต้นทุนธุรกรรมต่ำ​กว่าธนาคาร​และ​เก็บดอกเบี้ยสูงกว่าสถาบันการเงินมาก​ ​นายทุน​จึง​ยอม​ให้​ชาวบ้านกู้​ได้​ใน​วงเงินที่​ไม่​มาก​และ​ไม่​เรียกหลักทรัพย์ค้ำ​ประ​กัน​

 

ชุมชนคืออะ​ไร​ ​เราอาจนิยามว่าชุมชนคือกลุ่มคนที่มี​ความ​สัมพันธ์ระหว่าง​กัน​ใน​หลายๆ​ ​ด้าน​ ​และ​สัมพันธ์​กัน​อย่าง​ใกล้​ชิด​-​แนบแน่น​ด้วย​ ​ดัง​นั้น​เวลา​เราพูด​ถึง​ชุมชน​ ​ภาพที่มักเกิดขึ้นคือภาพหมู่บ้าน​ใน​ชนบทที่สมาชิกรู้จัก​กัน​หมด​ ​ไม่​เพียงแค่รู้จัก​กัน​ว่า​ใคร​เป็น​ใคร​เท่า​นั้น​ ​แต่​ยัง​รู้ว่า​แต่ละคน​เป็น​ลูกเต้า​เหล่า​ไหน​ ​ทำ​กินแบบไหน​ ​นิสัยน่าคบค้า​หรือ​ไม่​ ​ขยันทำ​มาหากิน​หรือ​เสเพล​ ​ฯลฯ​ ​โดย​สรุปคือข้อมูลข่าวสารไหลเวียนสูงภาย​ใน​หมู่บ้าน​ ​ดัง​นั้น​หากชุมชน​สามารถ​รวมตัว​กัน​จัดตั้งสถาบันการเงินของตัวเองขึ้น​ ​เพื่อทำ​หน้าที่ตัวกลางระหว่าง​ผู้​ออม​และ​ผู้​กู้​ ​โดย​หลักการ​แล้ว​ ​สถาบันการเงินชุมชน​จึง​น่า​จะ​มีปัญหา​ความ​ไม่​สมมาตรของข้อมูลระหว่างสถาบัน​กับ​ผู้​กู้น้อยกว่าธนาคารพาณิชย์​ ​ทำ​ให้​สามารถ​ปล่อยกู้​ได้​โดย​ไม่​ต้อง​เรียกหลักทรัพย์ค้ำ​ประ​กัน​ ​และ​ปล่อยกู้​ใน​จำ​นวนน้อยๆ​ ​ได้​ ​เพราะ​ต้นทุนธุรกรรม​ไม่​น่า​จะ​สูงนัก​ ​เนื่อง​จาก​ไม่​ต้อง​มีระบบการบริหารจัดการที่ซับซ้อนมาก​ ​ทำ​ให้​ชุมชนมีศักยภาพที่​จะ​เข้า​แทนที่นายทุนเงินกู้นอกระบบ​ได้​

 

ใน​โลกแห่ง​ความ​เป็น​จริงของชนบทไทย​ ​มีสถาบันการเงินชุมชนหลายรูปแบบ​ ​มี​ทั้ง​ที่ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ ​จนทำ​ให้​นายทุนเงินกู้หมดไป​จาก​ชุมชน​ ​สมาชิก​สามารถ​กู้​เงินไปสร้างงาน​ให้​ตัวเองจนทำ​ให้​มีชีวิต​ความ​เป็น​อยู่​ดีขึ้นอย่างเห็น​ได้​ชัดเจน​ ​มีขนาดสินทรัพย์​เป็น​ร้อยๆ​ ​ล้านบาท​และ​มีสมาชิกนับพันราย​ ​แต่ก็มีสถาบันการเงินชุมชนล้มเหลวจนล้มหายไปจำ​นวนมาก​ ​กองทุนหมู่บ้าน​ ​หรือ​ที่​เรียก​กัน​ว่ากองทุนเงินล้านหลากหลายแห่งที่​แม้​จะ​ยัง​ไม่​ตายสนิท​ ​แต่ก็มีสภาพ​ไม่​ต่าง​จาก​ผีดิบ​เท่า​ไรนัก​

 

คำ​ถามสำ​คัญ​จึง​มี​อยู่​ว่า​ ​ปัจจัยอะ​ไรที่ทำ​ให้​สถาบันหนึ่งประสบ​ความ​สำ​เร็จ​ ​ใน​ขณะที่อีกแห่งหนึ่งประสบ​ความ​ล้มเหลว​ ​แน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้มีจำ​นวนมาก​ ​และ​อาจ​จะ​ขึ้น​อยู่​กับ​กาละ​และ​เทศะของแต่ละ​แห่งอีก​ด้วย​ ​อย่างไรก็ตามเราอาจ​จะ​พอคิด​ถึง​ปัจจัยร่วมคร่าวๆ​ ​ได้​ดังต่อไปนี้

 

หนึ่ง​ ​ความ​ทุ่มเท​ ​ความ​เสียสละ​และ​ศักยภาพของ​ผู้​นำ​ ​ปัจจัยนี้ถูก​ให้​ความ​สำ​คัญมาก​ใน​หมู่​ผู้​เกี่ยวข้อง​ ​ผมคง​ไม่​เถียงว่าปัจจัยนี้​ไม่​มีผลเลย​ ​แต่ต่อ​ให้​มัน​เป็น​ปัจจัยที่สำ​คัญที่สุดก็ตาม​ ​นัยที่ตามมาคือเรา​จะ​ไม่​สามารถ​เอา​เรื่องนี้​ไปปรับ​ใช้​กับ​ที่​อื่นๆ​ ​ได้​เลย​ ​นอก​จาก​การจัดสัมมนาอบรมเพื่อเพิ่ม​ความ​สามารถ​ให้​คนที่มี​แววว่า​จะ​เป็น​ผู้​นำ​ ​ซึ่ง​ก็มีการทำ​กัน​มามากมาย​แล้ว​ ​ส่วน​ความ​ทุ่มเท​และ​ความ​เสียสละ​นั้น​ ​เอา​เข้า​จริง​แล้ว​ ​ผมอดสงสัย​ไม่​ได้​ว่ามัน​จะ​สอน​กัน​ได้​ด้วย​หรือ​ ​โดย​เฉพาะต่อ​ผู้​ที่​โต​เป็น​ผู้​ใหญ่​แล้ว​ ​ใน​ทรรศนะของผม​ ​คำ​ถามนี้ควรถาม​ใหม่​ว่า​ ​เรา​จะ​เข้า​ใจ​ได้​อย่างไรว่า​ความ​ทุ่มเท​และ​ความ​เสียสละของ​ผู้​นำ​ ​หากสำ​คัญจริงๆ​ ​แล้ว​ ​มันเกิด​จาก​ปัจจัยอะ​ไร​ ​แรงจูงใจ​ใน​ความ​เสียสละ​นั้น​สร้างขึ้น​ใน​ที่​ใหม่​ได้​ไหม​ ​เป็น​ต้น​

 

สอง​ ​ความ​เข้มแข็งของชุมชน​ ​ปัจจัยนี้ดู​เหมือนว่า​ได้​กลาย​เป็น​ยาสามัญประจำ​บ้านไป​แล้ว​ ​ไม่​ว่าพื้นที่หนึ่งๆ​ ​จะ​เป็น​โรคอะ​ไรก็ตาม​ ​เรามัก​จะ​สั่งยา​ "ชุมชนเข้มแข็ง" ​เสมอ​ ​เท่า​ที่ผม​เข้า​ใจ​ ​ความ​เข้มแข็งมักหมาย​ถึง​การที่ชุมชน​สามารถ​สร้าง​ความ​ร่วมมือ​ใน​หมู่สมาชิกชุมชน​ให้​เกิดขึ้น​ได้​ ​แน่นอน​ ​สามัญสำ​นึกบอกเราว่า​ ​ความ​ร่วมมือ​เป็น​ปัจจัยสำ​คัญ​ใน​การแก้ปัญหา​ส่วน​รวม​ ​แต่​ "ปัญหาของ​ส่วน​รวม" ​โดย​ตัวมันเอง​แล้ว​ ​ย่อมมีนัยว่า​ ​แม้ว่า​เรา​จะ​ไม่​เข้า​เป็น​ส่วน​หนึ่งของการแก้ปัญหา​ ​แต่​ถ้า​ปัญหา​นั้น​ถูกแก้​ไขสำ​เร็จ​ ​เราย่อม​ได้​ประ​โยชน์​โดย​ไม่​ต้อง​ลงทุน​-​ลงแรงอะ​ไรเลย​ ​เรา​จึง​มี​แรงจูงใจที่​จะ​ "ตีตั๋วฟรี​" ​โดย​ปล่อย​ให้​คน​อื่น​เป็น​ผู้​แก้ปัญหา​แทนเรา​ ​ดัง​นั้น​คำ​ถามที่​แท้จริง​จึง​ควรถามว่า​ ​ความ​ร่วมมือเกิดขึ้น​ใน​ชุมชน​ได้​อย่างไรต่างหาก​ ​หรือ​ถามว่าปัจจัย​ใด​กำ​หนดระดับ​ความ​ร่วมมือ​นั้น​เอง

 

สาม​ ​แม้ว่าสถาบันการเงินชุมชน​จะ​มีศักยภาพ​ใน​การ​เข้า​ถึง​ข้อมูลของ​ผู้​ขอกู้สูงกว่าสถาบันภายนอก​ ​ด้วย​ต้นทุนที่ต่ำ​กว่าก็ตาม​ ​แต่นี่​ไม่​ได้​แปลว่าสถาบันการเงินชุมชน​ไม่​ต้อง​พึ่งการบริหารจัดการข้อมูลอย่างรัดกุม​ ​ตัวอย่างเช่น​ ​ใน​สถาบันการเงินระดับตำ​บลแห่งหนึ่ง​นั้น​ ​การพิจารณา​เงินกู้​จะ​แบ่งออก​เป็น​สามขั้นตอน​ ​ขั้นแรก​ผู้​พิจารณา​จะ​ประกอบ​ด้วย​ ​"​ผู้​มีบารมี​" ​ซึ่ง​เป็น​คนที่​ผู้​ขอกู้​เกรงใจ​และ​รู้จัก​ผู้​ขอกู้​เป็น​อย่างดี​ ​ขั้นที่สอง​จะ​เป็น​การพิจารณาของฝ่ายสินเชื่อ​ ​ซึ่ง​จะ​เป็น​ผู้​ดู​ความ​เป็น​ไป​ได้​ของโครงการที่​ผู้​กู้​จะ​นำ​เงินไป​ใช้​ ​ส่วน​ขั้นสุดท้าย​จะ​เป็น​การพิจารณาของกรรมการสถาบัน​ทั้ง​หมด​ ​นอก​จาก​นี้​ยัง​มีการแบ่งลูกค้าออก​เป็น​หกระดับตามประวัติ​ความ​น่า​เชื่อถือ​ ​แม้ว่าสถาบันนี้​ยัง​ไม่​ได้​ตั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตามระดับ​ความ​น่า​เชื่อถือ​ ​แต่​จะ​ใช้​ประกอบการพิจารณาวงเงินกู้​แทน​ ​และ​เนื่อง​จาก​เป็น​สถาบัน​ใน​ระดับตำ​บล​ ​ซึ่ง​มีจุดเริ่มต้น​จาก​กลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านแห่งเดียว​ ​ดัง​นั้น​ผู้​ต้อง​การสมัคร​เป็น​สมาชิก​จาก​ภายนอกหมู่บ้าน​จึง​ต้อง​ผ่านการรับรอง​โดย​สมาชิกภาย​ใน​หมู่บ้านก่อน​ ​ซึ่ง​ก็คือเครื่องมือการคัดกรองข้อมูลแบบหนึ่งนั่นเอง

 

สี่​ ​ความ​โปร่งใส​และ​ความ​เป็น​ธรรม​ ​ตัวอย่าง​จาก​สถาบันข้างต้น​ใน​ข้อนี้คือ​ ​มี​ผู้​ตรวจสอบบัญชี​ถึง​สองคน​ ​และ​ปิดประกาศงบการเงินอย่างเปิดเผย​ไว้​ภายนอกตัวอาคารที่ทำ​การ​ ​ใน​ขณะที่อีกแห่งหนึ่ง​ ​สมาชิกกล่าวหาว่ากรรมการบริหารกองทุนเงินล้านของหมู่บ้านแบบ​ไม่​โปร่งใส​ ​ขอดูบัญชีก็​ไม่​ได้​ ​หรือ​ไม่​ได้​รับการชี้​แจงผลการดำ​เนินงานอย่างเพียงพอ​ ​รวม​ทั้ง​กล่าวหาว่ากรรมการพิจารณา​เงินกู้​โดย​เล่นพรรคเล่นพวก​ ​อาจกล่าว​ได้​ว่า​ความ​โปร่งใส​และ​ความ​เป็น​ธรรมนี้​เป็น​พื้นฐานของ​ความ​ไว้​เนื้อเชื่อใจ​ ​ซึ่ง​จะ​นำ​ไปสู่​ความ​ร่วมมือ​ใน​ข้อสอง​ ​หากองค์กรปราศ​จาก​ความ​โปร่งใส​และ​ความ​เป็น​ธรรม​แล้ว​ ​ก็คง​จะ​เป็น​การยากที่สมาชิก​จะ​เชื่อใจ​และ​ให้​ความ​ร่วมมือ​

 

สา​เหตุต่างๆ​ ​ที่กล่าวมาข้างต้น​นั้น​เป็น​เพียงบาง​ส่วน​ของปัจจัย​ทั้ง​หมด​ ​ซึ่ง​สัมพันธ์​กัน​อย่างซับซ้อน​ ​เราคง​ต้อง​ทำ​การศึกษาวิจัยอีกมาก​ ​เพื่อที่​จะ​เข้า​ภาพรวม​ทั้ง​หมด

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก​: ​หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ​ ​ฉบับ​วันที่​ 28 กุมภาพันธ์ 2552