ผลสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา พบว่าตัวเลข ผู้สนับสนุนของทั้งฝั่งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงแม้ว่าจะขึ้นๆ ลงๆ ตามความร้อนแรงของสถานการณ์เฉพาะหน้าอยู่บ้าง แต่พูดได้ว่าต่างฝ่ายต่างกุมฐานมวลชนที่แน่นอนอยู่จำนวนหนึ่ง พฤติกรรมที่เหมือนกันของเหล่าแฟนพันธุ์แท้ทั้งสองฝั่งคือการเลือกข้าง จงรักภักดีต่อฝ่ายตนเองอย่างสุดจิตสุดใจ ไม่ว่าข้างตัวจะพูดประเด็นใด ด้วยเหตุผล-ข้อมูลอะไร ก็เป็นอันถูกหมด อีกฝ่ายผิดหมด ไม่ยอมที่จะฟังข้อมูล/ ข้อถกเถียงของฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งเลือกรับเฉพาะสื่อในฝ่ายตัวเท่านั้น ถ้าคุณใส่ เสื้อเหลือง คุณก็ดู ASTV เล่น Internet ใน web ผู้จัดการ อ่านเฉพาะหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการและฟังวิทยุคลื่น 97.5 ถ้าใส่เสื้อแดงก็ดูรายการความจริงวันนี้ อ่าน น.ส.พ.ประชาทรรศน์และฟังคลื่น 92.25
คำถามคือเรา โดยเฉพาะนักเศรษฐศาสตร์จะเข้าใจปรากฏการณ์ข้างต้น ซึ่งดูเหมือนว่ามวลชนทั้งสองฝั่งถูกล้างสมอง กลายเป็นคนไร้เหตุไร้ผลไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ข้อสมมุติพื้นฐานที่สุดของวิชานี้คือ มนุษย์เป็นผู้มีเหตุมีผล วิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Neoclassical Economics) จึงเข้าใจปรากฏการณ์นี้ไม่ได้
สาเหตุที่เข้าใจไม่ได้ก็เพราะวิชากระแสหลักไม่สนใจ ไม่วิเคราะห์สิ่งที่เรียกว่าอุดมการณ์ เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ใช่ว่ามวลชนเหล่านั้นเลิกใช้สมองชั่วคราวหรอก มันเพียงแต่เป็นการใช้สมองที่มองผ่านแว่นตาแห่งอุดมการณ์เท่านั้นเอง
พูดอย่างสั้นที่สุด อุดมการณ์คือชุดของความเชื่อที่เรียงร้อยเข้าด้วยกัน หรือก็คือโลกทัศน์ชุดหนึ่ง ซึ่งเราใช้เป็นแว่นในการมอง เชื่อมร้อย จัดประเภท จัดระเบียบข้อเท็จจริงต่างๆ ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างคำอธิบาย หรือทำให้เราเข้าใจได้ถึงปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น พูดอีกแบบแล้ว อุดมการณ์ก็เทียบเคียงได้กับทฤษฎีใหญ่ๆ ชุดหนึ่งที่เราใช้ในการทำความเข้าใจและอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในแง่นี้อุดมการณ์ก็เป็นเช่นเดียวกับทฤษฎีทุกชิ้นที่เราไม่มีทางยืนยัน (confirm) ความถูกต้องได้จากการเอาข้อมูล/ข้อเท็จจริงมาทาบวัด เราทำได้เพียงแค่บอกว่า ทฤษฎีหนึ่งๆ ผิด เพราะมีข้อมูลจำนวนหนึ่งขัดแย้งกับคำอธิบายของทฤษฎีนั้น เช่น ทฤษฎีบอกว่าโลกแบน ไม่ใช่กลม เราจะไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของมันได้โดยเอาแนวระนาบของผิวโลกมาเป็นหลักฐานพิสูจน์ความถูกต้องของทฤษฎี แต่เราพูดได้ว่าทฤษฎีโลกแบนผิด เพราะเราสามารถเดินทางกลับมาที่จุดเริ่มต้นได้โดยไม่ต้องย้อนกลับทางเดิม
เมื่อใดที่มวลชนเสื้อแดง-เหลืองทั้งหลายจะปฏิเสธว่า อุดมการณ์ฝ่ายตนผิด ? ก็ต่อเมื่อมวลชนเหล่านั้นสะสมข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่งที่ขัดกับชุดความเชื่อ ของฝ่ายตนเมื่อนั้นเขาก็จะเลิกเป็นแฟนพันธุ์แท้ของฝ่ายนั้น แต่เอาเข้าจริงแล้ว การได้มาซึ่งข้อมูลเพื่อพิสูจน์ว่าอุดมการณ์ฝ่ายตนผิด ย่อมต้องเสียต้นทุนในการเก็บข้อมูล เช่น ต้องยอมอ่านสื่อของฝ่ายกลางและฝ่ายตรงข้าม ต้องแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นนั้นๆ ข้อมูลไหนเป็นการโกหก เต้าข่าวเอง เสร็จแล้วก็ต้องเรียงร้อย ข้อเท็จจริงเหล่านั้นเข้าด้วยกันด้วยทฤษฎีย่อยๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ โดยตรง และต้องทำอย่างนี้กับทุกเรื่องทุกประเด็นที่กำลังเถียงกันอยู่ระหว่างสองฝ่าย (แค่เรื่องขายชาติ-เขาพระวิหารและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง เราก็ต้องรู้ข้อเท็จจริงและทฤษฎีย่อยๆ จำนวนมหาศาล) จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งตนก็จะสรุปได้ว่าจะเลิกเชื่อข้างตัวเองแล้วยัง ทั้งหมดนี้ย่อมต้องเกิดต้นทุนสูงแก่มวลชนแต่ละคน แล้วแต่ละคนมีเวลาแค่ไหนในหนึ่งวันที่จะมาทำเช่นนี้
ปัญหาที่ใหญ่กว่าเรื่องต้นทุนในการเก็บข้อมูลคือ ในหลายๆ เรื่องมันไม่มีข้อมูลพอเพียงที่จะพิสูจน์ชัดว่าทฤษฎี/อุดมการณ์ที่เป็นคู่ แข่งกันอยู่นั้นอันใดผิด ต่อให้เรามีเวลาและเงินในการเก็บข้อมูลก็ตาม ดังนั้นก็ไม่แปลกที่มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแต่ละฝ่าย
สอง ประเด็นข้างต้นคือสิ่งที่เหมือนกันระหว่างทฤษฎีกับอุดมการณ์ แต่ลักษณะต่อไปนี้คือสิ่งที่ทำให้อุดมการณ์ต่างจากทฤษฎี หนึ่ง อุดมการณ์เป็นเครื่องมือที่ทำให้กระบวนการตัดสินใจของเราง่ายขึ้น จากปัญหาต้นทุนข้อมูล/ความพอเพียงของข้อมูล กระบวนการตัดสินใจของเราจะเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ตลอดเวลา เคยมีครั้งไหนบ้างที่เราตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ คำตอบคือไม่มี ดังนั้นบ่อยครั้งที่เราตัดสินใจกระทำการผ่านการชี้นำของอุดมการณ์โดยไม่รู้ ตัว เพราะอุดมการณ์คือแว่นหรือแผนที่ในการมองโลกของเรานั่นเอง นี่คือสาเหตุหนึ่งที่แฟนพันธุ์แท้ทั้งเหลืองและแดงเลือกข้างเชียร์ แทนที่จะเลือกเชียร์เป็นประเด็นๆ ไป เช่น เรื่องเขาพระวิหารสนับสนุนฝ่ายเสื้อแดง แต่เรื่องซุกหุ้นหนุนฝ่ายเสื้อเหลือง แต่การทำเช่นนี้ต้องอาศัยข้อมูลเป็นจำนวนมากในการตัดสินใจในแต่ละประเด็น
สอง เราเลือกข้างก็เพราะอุดมการณ์หนึ่งๆ แยกไม่ออกจากการมองว่าอะไรคือความถูกต้องทางจริยธรรมและศีลธรรม ดังนั้นเมื่อข้อมูลไม่สมบูรณ์เต็มร้อย ทักษิณจึงไม่เคยเป็นฝ่ายถูกเลยในทุกๆ ประเด็น โครงการสามสิบบาทซึ่งเป็นโครงการที่ดีที่สุดในรอบยี่สิบปีของรัฐไทย (ในสายตาของอัมมาร สยามวาลา) จึงมีค่าเป็นเพียงแค่หนึ่งในนโยบายประชานิยมที่มอมเมารากหญ้าในสายตาของคนเสื้อเหลืองเท่านั้น
สาม เราเลือกข้างก็เพราะอุดมการณ์ทุกชนิดต้องชี้นำว่า โลกที่ดำรงอยู่นั้นมันเลวร้าย (รากหญ้าเป็นคนโง่และ/หรืองก จึงขายเสียง อันเป็นต้นธารแห่งความชั่วร้ายทั้งปวงของระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน) พร้อมไปกับการชี้นำทางสว่างไปสู่สังคมยุคพระศรีอาริย์ด้วย (ดังนั้นทางแก้ความเลวร้ายเพื่อกู้ชาติก็คือ การเมืองใหม่ที่ประชาธิปไตยของคน 70% มีค่าเท่ากับคนอีก 30% และเมื่อการเมืองใหม่สำเร็จ คอร์รัปชั่นจะหมดไป เศรษฐกิจจะโตวันโตคืน ฯลฯ)
เราก็ไม่สมควรแปลกใจที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งเรามักคาดหวังแบบผิดๆ ว่า เมื่อเป็นนักวิชาการแล้วจะมีวิธีคิดที่ลุ่มลึกและเข้าใจกลไกของอุดมการณ์อยู่บ้าง กลับใส่แต่เสื้อสีเหลืองเป็นอาจิณ ท่านคงจะลืมไปแล้วกระมังว่า ท่านควรใส่เสื้อสีแดงบ้าง หรือสีส้มบ้าง ซึ่งเป็นสีผสมระหว่างสีเหลืองกับแดง เพราะมันเป็นสีประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาตั้งแต่ก่อตั้ง รวมทั้งท่านก็ควรจะร้องเพลงมอญดูดาวบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งก็เป็นเพลงประจำมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับเพลงยูงทองที่ท่านร้องบ่อยครั้ง
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2551

