Currency Mismatch, Global Imbalance and Global Economic Crisis

apichat@econ.tu.ac.th

The Economist นิตยสารทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกของอังกฤษ ที่เพิ่งถูกแบนโดยสายส่งไทยเป็นครั้งที่สองในรอบสองเดือนจากความกลัวข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเรื่องเด่นของฉบับนี้คือการพยายามวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ของวิกฤตเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน The Economist เห็นว่าปัญหาระดับโลกที่เรียกกันว่า global imbalance นั้นเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้าง หรือสภาพแวดล้อมที่เป็นเนื้อหาดินอันอุดมให้ต้นกล้าของวิกฤตการเงิน-การธนาคารเติบโตขึ้นในอเมริกา แล้วจึงลามสู่ทั่วโลก

ปัญหา imbalance ก็คือ ปรากฏการณ์ "ประหลาด" ในรอบสิบกว่าปีที่ผ่านมาและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของเรื่องนี้มีอยู่ว่า ประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจทั้งหลาย (emerging economy) ในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมาก (current account surplus) กับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกา สหรัฐขาดดุลบัญชีนี้ในทุกปีมาตั้งแต่ 1992 ซึ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หลังปี 1997 จนกระทั่งขาดดุลสูงสุดในมูลค่า 788 พันล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 6% ของ GDP อเมริกัน ในปี 2006 (ดูรูป 1)

เมื่อประเทศเกิดใหม่เกินดุลเรื่อยๆ ทุนสำรองระหว่างประเทศของเขาย่อมพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่แทนที่จะเอาเงินสำรองนี้ไปใช้จ่าย หรือลงทุน ประเทศเหล่านี้กลับส่งออกเงินสำรองของตนไปยังตะวันตกในรูปเงินกู้ เช่น การซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกา ซึ่งอเมริกาก็เอาไปจ่ายส่วนที่ตนขาดดุลในบัญชีเดินสะพัดของตัวอีกรอบหนึ่ง และเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในอีกทางหนึ่งก็แปลว่า อเมริกามีเงินไหลเข้าในรูปเงินกู้จากประเทศโลกที่สามจำนวนมหาศาล จึงทำให้อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาต่ำมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 2001 (ส่วนหนึ่งเป็นผลของนโยบายการเงินขยายตัวของธนาคารอเมริกาเอง) เมื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำย่อมเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีต่อการปั่นฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นจุดกำเนิดของวิกฤตโลกรอบนี้ พูดโดยสรุปของปัญหานี้ก็คือ การที่ประเทศโลกที่สามทำมาหากินแล้วมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ทำให้เกิดเงินออมขึ้นจำนวนมหาศาล แล้วจึงส่งออกเงินออมเหล่านี้ไปให้ประเทศตะวันตกใช้นั่นเอง


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คำอธิบายทางเศรษฐศาสตร์ต่อปรากฏการณ์ประหลาดนี้มีอย่างน้อยสองชุด คือ หนึ่ง ภาคการเงินของประเทศโลกที่สามพัฒนาไม่ทันกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินพอเพียง หรือน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะรองรับปริมาณเงินของผู้ออมที่มีอยู่ได้ จึงต้องส่งออกเงินออมไปอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ภาคการเงินพัฒนามากที่สุดแทน ส่วนทรรศนะที่สองนั้นเห็นว่าเงินออมของประเทศโลกที่สามนั้นเป็นผลพวงของนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นหลัก ในความหมายที่ว่ามันไม่ใช่เกิดจากการออมโดยสมัครใจของชาวบ้าน กล่าวคือประเทศเหล่านี้ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ที่มีการจัดการ (manage float) โดยใช้ธนาคารกลางของตัวเองเข้าซื้อเงินดอลลาร์ เพื่อกดค่าเงินตราของตนให้ต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อทำให้ตนส่งออกได้มากกว่าที่ควร และนำเข้าได้น้อยกว่าที่ควร จึงทำให้เกิดเงินออมขึ้นจำนวนมหาศาล สุดท้ายแล้วก็เอาไปเก็บเป็นทุนสำรองเงินตราของประเทศเหล่านี้ (รูป 2) ซึ่งจำนวนมากเก็บในรูปพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกา แต่ไม่ว่าคำอธิบายใดในสองชุดนี้จะน่าเชื่อถือมากกว่ากันก็ตาม ปรากฏการณ์ global imbalance นี้เกิดขึ้นจากการที่ประเทศโลกที่สามมีเงินออมมาก และส่งออกเงินออมเหล่านี้ไปให้ประเทศร่ำรวยใช้อยู่นั่นเอง

ทำไมปรากฏการณ์นี้จึงประหลาด มันประหลาดก็เพราะประเทศโลกที่สาม เช่น จีน ซึ่งยังจนกว่าอเมริกามาก กลับเอากองทุนเงินสำรองระหว่างประเทศของตนไปให้อเมริกาซึ่งรวยกว่ามากกู้ แทนที่จะเอาไปบริโภค หรือลงทุนในประเทศตนเอง เช่น ในโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและทุนมนุษย์ ซึ่งจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นในระยะต่อไป ถามอีกแบบหนึ่งคือ ทำไมประเทศเหล่านี้จึงถือเงินสำรองไว้มากมาย "เกินความจำเป็นขนาดนี้" (เกินความจำเป็นในความหมาย เช่น ขนาดของเงินสำรอง "ที่เหมาะสม" นั้นควรมีมูลค่าเพียงแค่เพียงพอต่อการนำเข้าเป็นเวลาสามเดือน หรือเท่ากับขนาดเงินกู้ระยะสั้นของประเทศก็พอแล้ว เป็นต้น)


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

The Economist ตอบว่า มันเกิดจากบทเรียนอันเจ็บปวดในวิกฤตเศรษฐกิจของเอเชีย เมื่อปี 1997 ที่เมื่อต่างชาติขาดความเชื่อมั่นแล้วต่างพากัน "ตามแห่" ถอนเงินออกจากภูมิภาคนี้ จนทำให้เศรษฐกิจพังทลายกันไปทั้งระบบ ดังนั้นการถือเงินสำรองในมูลค่าสูงๆ จึงเปรียบเสมือนการมีกองทุนประกันความเสี่ยงจากความผันผวนของการไหลของเงินทุนระหว่างประเทศ The Economist จึงเสนอต่อไปว่า ตราบใดที่ปัญหา global imbalance นี้ยังไม่ถูกแก้ไข ตราบนั้นโอกาสที่วิกฤตเศรษฐกิจจะยังคงเกิดขึ้นได้เสมอไป เพราะคงไม่มีภาคการเงินของประเทศใดในโลกที่ต่อให้ก้าวหน้าเพียงใด จะทนทานต่อขนาดการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมหาศาล เช่นที่เกิดกับอเมริกาได้

เมื่ออ่านถึงจุดนี้ ไม่ว่าจะเห็นด้วยแค่ไหนกับคำอธิบายข้างต้นก็ตาม ประเด็นที่ควรคิดต่อ คือ ปัญหา currency mismatch ของประเทศโลกที่สาม ซึ่งเอาเข้าจริงแล้ว คือ แรงจูงใจรากฐานที่ทำให้ประเทศโลกที่สามต้องสะสมทุนสำรอง "เกินความเหมาะสม" พูดอย่างหยาบๆ แล้ว ปัญหา mismatch ก็คือ ปัญหาที่ประเทศผู้กู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจค่อนข้างเล็ก ไม่สามารถกู้เงินจากต่างประเทศในรูปเงินตราท้องถิ่นของตัวเองได้ เพราะนักลงทุนไม่ยอมรับสกุลเงินเหล่านั้น ทำให้ประเทศโลกที่สามต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งขึ้นกับ "อารมณ์" (พูดเพราะๆ หน่อย อารมณ์ก็คือความเชื่อมั่นนั่นเอง) ของนักลงทุนต่างประเทศอย่างมาก ในโลกโลกาภิวัตน์ด้านการเงินปัจจุบันนั้น นักลงทุนมักมีพฤติกรรมตามแห่ (ส่วนทิศทางของการตามแห่นั้นขึ้นกับอารมณ์) แต่กลับสามารถย้ายเงินจำนวนมากมายข้ามโลกได้ในพริบตา อัตราแลกเปลี่ยนจึงต้องขึ้นลงตามพฤติกรรมตามแห่ของนักลงทุน ดังเช่นที่เคยเกิดกับประเทศไทย อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ เมื่อสิบกว่าปีก่อน ดังนั้นมันจึงสมเหตุสมผลที่ประเทศเหล่านี้ รวมทั้งจีนด้วย จะสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเกินกว่าระดับที่เหมาะสม

ทางออกต่อเรื่องนี้อย่างน้อยมีสามทาง คือ หนึ่ง ทั่วโลกหันมาใช้เงินตราสกุลเดียวกันหมด ซึ่งไม่มีความเป็นไปได้ทางการเมืองเลยในปัจจุบัน ไม่ว่ามาตรการนี้จะมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไรก็ตาม สอง ลดระดับการกู้ยืมเงินระหว่างประเทศ ซึ่งก็เท่ากับการลดระดับ หรือเว้นวรรคโลกาภิวัตน์ทางการเงินลง ซึ่งจะดีจะเลวเพียงใดก็คงเป็นที่ถกเถียงกันยืดยาว และคงจะหาข้อสรุปแบบชนะขาดกันไปข้างหนึ่งไม่ได้ในปัจจุบัน (แต่วิกฤตเศรษฐกิจโลกคราวนี้ คงทำให้ฝ่ายที่เน้นการเปิดประเทศด้านเงินอย่างค่อยเป็นค่อยไป ระมัดระวัง และไม่ตามแห่ไปกับพวกเสรีนิยมใหม่ มีโอกาสชนะขาดมากขึ้น) สาม สร้างหน่วยเงินตราระหว่างประเทศ "เทียม" ขึ้นเพื่อทดแทนเงินสกุลแข็ง เช่น เงินดอลลาร์ หรือเงินเยน ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อจูงใจให้นักลงทุนยอมถือ ในขณะเดียวกันก็เป็นการลดภาระความเสี่ยงของประเทศโลกที่สามจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนลงด้วย แต่วิธีนี้ก็ต้องการความร่วมไม้ร่วมมือระหว่างประเทศในระดับโลกอย่างมาก และคงต้องปฏิรูปองค์กรโลกบาล โดยเฉพาะ IMF ด้วย ซึ่งคงเกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนักเช่นกัน

แต่อย่าลืมว่า กรุงโรมไม่ได้สร้างขึ้นในวันเดียว ดังนั้นการแก้ปัญหาระดับโลกย่อมไม่ง่ายเป็นธรรมดา

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2551