apichat@econ.tu.ac.th
สามัญสำนึกบอกเราว่า ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม/ฝ่ายต่างๆ ในสังคมเป็นสิ่งไม่ดี ตัวอย่างชัดเจนในปัจจุบัน คือ ความขัดแย้งระหว่างคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดง นับเฉพาะตั้งแต่กลุ่มเสื้อเหลืองเริ่มชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจนถึงเหตุการณ์ยึดสนามบิน สังคมไทยได้ก้าวข้ามร่างของ "วีรชน" ไม่ว่าจะสังกัดฝ่ายใด ซึ่งไม่ว่าเราจะเรียกขานอย่างให้เกียรติยศมากเพียงใด สุดท้ายแล้ว เขาก็คือซากศพที่สังคมใช้เซ่นสังเวยความขัดแย้ง ณ จุดนี้ แม้ว่าฝ่ายเสื้อเหลือง ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็คือกลุ่มพลังที่สังกัดชนชั้นกลาง-สูง อภิสิทธิ์ชน หรือชนชั้นนำตามจารีต จะหยุดชุมนุม เพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ผมยังไม่เชื่อว่าโอกาสแห่งการหลั่งเลือดของ "วีรชน" คนต่อๆ ไปจะหมดลง เพียงแต่ว่าคราวนี้ วีรชนคนต่อไปน่าจะเป็นผู้ใส่เสื้อแดง แน่นอนว่าราคาที่ต้องจ่ายให้แก่ความขัดแย้งของสังคมไม่ได้มีเพียงแค่ร่างไร้วิญญาณเท่านั้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็เห็นได้ชัดเจน คงอีกหลายวันกว่าเราจะบวกตัวเลขความเสียหายจากการปิดสนามบินได้หมด สงครามกลางเมืองคงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า ความขัดแย้งสามารถก่อให้เกิดความพินาศได้มากน้อยเพียงใด
อย่างน้อยสังคมไทยก็ "โชคดี" ในลักษณะหนึ่ง คือเป็นสังคมที่มีความกลมกลืนทั้งด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และวัฒนธรรม (ยกเว้นสามจังหวัดภาคใต้) สังคมที่ประกอบด้วยคนหลายศาสนา/วัฒนธรรม ย่อมมีโอกาสที่รอยแยกแห่งความขัดแย้งจะแบ่งตามความแตกต่างเหล่านี้ และมันง่ายที่นักการเมือง หรือผู้นำกลุ่มต่างๆ จะฉกฉวย ตักตวงประโยชน์จากเส้นแบ่งพวกนี้ โดยไม่แคร์ว่าราคาที่สังคมจะต้องจ่ายนั้นจะเป็นอะไร การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างตุ๊ดซี่และฮูตูในรวันดา ระเบิดพลีชีพระหว่างนิกายชีอะกับสุหนี่ในอิรัก คือตัวอย่างของความขัดแย้งที่ตั้งอยู่บนเส้นแบ่งทางวัฒนธรรม/ชาติพันธุ์ แต่เราก็ "โชคร้าย" ที่ช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นสูง/ล่าง หรือเมือง/ชนบท แยกถ่างกว้างขึ้นทุกที ซึ่งส่วนสำคัญเป็นผลจากยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่เท่าเทียมในรอบ 50 ปีที่แล้วมา จนกระทั่งรายได้ของคนจนที่สุดยี่สิบเปอร์เซ็นต์น้อยกว่าคนรวยที่สุดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ของประเทศถึงประมาณ 13-14 เท่า จนความแตกต่างนี้มีขนาดเข้าใกล้กลุ่มประเทศละตินอเมริกา ซึ่งมีระดับการกระจายรายได้เลวร้ายที่สุดในโลกเข้าไปทุกที เราจึงไม่ควรแปลกใจว่า เส้นแบ่งระหว่างคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงนั้นได้แบ่งตามความแตกต่างทางชนชั้น ในแง่นี้ ผมคาดว่าเราคงจะต้องใช้เวลาอีกนานหลายปี กว่าที่ความขัดแย้งนี้จะคลี่คลายลง
เพราะความขัดแย้งสามารถสร้างความสูญเสียมหาศาลได้ในพริบตา อารยสังคมจึงสร้างสถาบันหลากหลายรูปแบบขึ้นเพื่อจัดการกับความขัดแย้ง ไม่แปลกเลยที่สังคมโลกใช้เวลากว่าสองพันปีในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย จนกระทั่งได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นระบบการเมืองที่ดีที่สุดในปัจจุบัน เพราะส่วนประกอบสำคัญๆ ของระบอบนี้ต่างก็ทำหน้าที่เป็นสถาบันแห่งการจัดการความขัดแย้ง (institution of conflict management) สถาบันเหล่านี้ เช่น การเลือกตั้งอย่างเสรีและยุติธรรม สถาบันตัวแทนแบบต่างๆ หลักนิติรัฐ (rule of law) ระบบศาลที่เป็นอิสระ เป็นกลาง และมีคุณภาพสูง เสรีภาพในการรวมกลุ่มจัดตั้งสมาคม/สหภาพแรงงาน เสรีภาพในการแสดงออกในทุกช่องทาง สื่อที่เป็นกลางและเป็นอิสระ สถาบันประกันสังคม สถาบันตัวแทนของชนกลุ่มน้อย/คนชายขอบ ฯลฯ
สถาบันเหล่านี้ทำงานโดยส่งสัญญาณเตือนคู่ขัดแย้งว่า ผู้ชนะจะไม่ได้เป็นผู้ชนะตลอดกาล และผลได้จากชัยชนะจะมีจุดจำกัด ในขณะเดียวกันก็บอกฝ่ายพ่ายแพ้ว่า เขาจะไม่ตกเป็นผู้สูญเสียไปตลอดไป พูดอีกแบบคือสถาบันเหล่านี้จะสร้างแรงจูงใจให้คู่ขัดแย้งประนีประนอมกัน หรือสร้างแรงจูงใจให้ร่วมมือกัน โดยจะไปลดผลได้จากการไม่ร่วมมือซึ่งกันและกัน หลักนิติรัฐและระบบศาลที่สถิตแห่งความยุติ-(ความขัดแย้งอย่างเป็น)-ธรรม เป็นตัวอย่างสะท้อนการทำงานของหลักการข้างต้นอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คงไม่มีสังคมใดอยู่ได้อย่างปกติสุข ถ้าผู้คนต่างพากันเชื่อว่า มีการเลือกปฏิบัติ/บังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เท่าเทียม (เช่น ม็อบมีเส้น-ปิดสนามบินได้ง่ายๆ ทำผิดหลักการชุมนุมอย่างสันติและปราศจากอาวุธ/ความรุนแรง แต่ถูกสลายไม่ได้) หรือศาลไม่เป็นอิสระ มีธง และเลือกข้าง พูดภาษาทั่วๆ ไปก็คือ ความขัดแย้งจะหาที่สิ้นสุดไม่ได้ ถ้ากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ รวมทั้งกลไกรัฐอื่นๆ เลือกปฏิบัติต่อคนกลุ่มต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียม และสองมาตรฐานเสมอ
ในแง่นี้ก็ไม่แปลกที่สังคมกำลังเฝ้าดูอย่างใกล้ชิดว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์จะจัดการอย่างไรกับปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งก็คือการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันเปิดสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งจะเตรียมรับมือในระยะต่อไปอย่างไรกับกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ที่คงจะต้องเกิดขึ้นเรื่อยๆ ของกลุ่มเสื้อแดง จะดำเนินคดีต่อการทำผิดกฎหมายต่างๆ ของฝ่ายพันธมิตรที่ผ่านมาหรือไม่ อย่างไร จะบังคับใช้กฎหมายกับม็อบเสื้อแดงด้วยมาตรฐานเดียวกับม็อบเสื้อเหลืองหรือไม่ หากปรากฏชัดว่าผู้กุมอำนาจรัฐทั้งที่อยู่บนโต๊ะและใต้โต๊ะ รวมทั้งผู้เล่นที่กุมการนำในสถาบันแห่งการจัดการความขัดแย้งทั้งหลายยังคงเลือกข้าง และไม่พยายามที่จะส่งสัญญาณแห่งการประนีประนอมแล้ว ฝ่ายเสื้อแดงซึ่งปัจจุบันอยู่ในภาวะอารมณ์โกรธและคับแค้น โดยสังเกตได้จากพฤติกรรมขว้างปาก้อนอิฐก้อนหินใส่รถของ ส.ส.ที่หน้ารัฐสถาในวันเลือกตัวนายกฯ คงจะสู้สุดตัวในทุกรูปแบบ เพราะอาจจะเห็นว่าฝ่ายตนไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว หากไม่สู้อย่างถึงที่สุด ฝ่ายตนจะพ่ายแพ้ตลอดไป
หากภาพที่วาดมาข้างต้นเป็นจริง ความขัดแย้งทางการเมืองของคนสองกลุ่มจะย้อนกลับไปตอกย้ำเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นทางเศรษฐกิจให้ชัดเจนขึ้น อาจพูดได้ว่าความขัดแย้งในปัจจุบันนั้นแสดงออกมาในปริมณฑลทางการเมือง โดยมีความแตกต่างทางชนชั้นในแง่เศรษฐกิจเป็นปัจจัยหนุนหลัง แต่ถ้ามันยืดเยื้อต่อไปโดยที่สถาบันแห่งการจัดการความขัดแย้งทำงานไม่ได้ หรือถูกบ่อนเซาะไปเรื่อยๆ ก็เป็นไปได้ที่ความขัดแย้งในระยะต่อๆ ไปจะแสดงออกในปริมณฑลทางเศรษฐกิจ และอาจถึงขั้นที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำรุนแรงอย่างยาวนาน ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับหลายประเทศในละตินอเมริกาช่วงทศวรรษที่ 1980
สังคมละตินอเมริกาเป็นสังคมที่มีช่องว่างระหว่างชนชั้นสูง และมีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวมวลชนยาวนาน (political mass mobilization) ดังนั้นการเมืองจึงมีลักษณะของการต่อสู้ระหว่างชนชั้นที่ชัดเจน เมื่อวิกฤตการณ์น้ำมันเกิดขึ้น ทำให้อัตราทางการค้า (term of trade) ของประเทศเหล่านี้ลดลงมาก ผลที่ตามมาคือการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงิน และเมื่ออยู่ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราแบบคงที่ ในภาวะเช่นนี้ทางแก้คือ การใช้นโยบายรัดเข็มขัดทางเศรษฐกิจ เช่น ลดรายจ่ายของภาครัฐและขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดการใช้จ่ายของเอกชน หรือไม่ก็ต้องลดค่าเงิน ในภาพรวมนโยบายทั้งสองจะทำให้เศรษฐกิจหดตัว ทำให้คนตกงานเพิ่มขึ้น แน่นอนว่านี่คือความเจ็บปวดที่สังคมต้องจ่ายเพื่อการปรับตัวทางเศรษฐกิจ แต่หลายประเทศกลับไม่ยอมกลืนยาขม ปล่อยให้เศรษฐกิจอมโรคต่อไป ซึ่งก็แปลว่าเศรษฐกิจจะคงอยู่ในภาวะชะงักงันต่อไปเรื่อยๆ ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักเศรษฐศาสตร์เรียกทศวรรษที่ 1980 ของละตินอเมริกาว่าทศวรรษที่หายไป (the loss decade)
คำถามคือทำไมไม่ยอมกลืนยาขม คำตอบคือความขัดแย้งระหว่างชนชั้นทำให้ตกลงกันไม่ได้ ว่าใครจะเป็นคนกลืนยาขมและจะต้องกลืนคนละกี่เม็ด อย่าลืมว่านโยบายรัดเข็มขัดนั้น โดยตัวมันเองเป็นคำถามทางการเมืองว่าจะให้ใครเป็นคนรัดเข็มขัด ตัวอย่าง เช่น การลดค่าใช้จ่ายทางการคลังนั้น ในรายละเอียดแล้ว รัฐบาลจะต้องเลือกว่าจะตัดค่าใช้จ่ายอะไร หากลดเงินประกันการว่างงาน หรือสวัสดิการทางสังคมอื่นๆ แล้ว คนงาน/คนจนย่อมต้องเป็นผู้กลืนยาขมมากกว่าเมื่อเทียบกับการลดการอุดหนุนราคาน้ำมันรถยนต์ ซึ่งเป็นผลประโยชน์แก่คนชนชั้นกลาง หรือหากต้องลดค่าเงินแล้ว คนงานในอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ซึ่งต้องนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบขั้นกลางก็จะเสียประโยชน์ ในขณะที่ผู้ส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นเจ้าที่ดินขนาดใหญ่จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ เป็นต้น โดยสรุปแล้วการที่ประเทศละตินอเมริกาไม่ยอมกลืนยาขมนั้น เป็นเพราะสถาบันแห่งการจัดการความขัดแย้งของสังคมไม่สามารถทำให้พลังทางสังคมกลุ่มต่างๆ ตกลงประนีประนอม หรือร่วมมือกันได้ ว่าใครจะต้องกลืนยาคนละกี่เม็ด ตราบใดที่ยังตกลงกันไม่ได้ ตราบนั้นเศรษฐกิจก็จะชะงักงันต่อไป หรือในกรณีของประเทศชิลี ก็ต้องรอจนกระทั่งนายพลปิโนเช่ทำการรัฐประหารและปราบปรามฝ่ายซ้ายอย่างโหดเหี้ยมสำเร็จเสียก่อน จึงทำการปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจได้ ซึ่งอย่างหยาบๆ แล้วก็เท่ากับเป็นการบังคับให้ชนชั้นล่างเป็นผู้กลืนยาขมนั่นเอง
คำถามสำหรับเรา คือ หลังจากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงซึ่งคงจะต้องกินเวลาอีกหลายปียุติลง เมื่อนั้นเราจะยังเหลือสถาบันแห่งการจัดการความขัดแย้งที่ยังทำงานได้อีกหรือไม่ ถ้าไม่แล้วและเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นอีก สภาพสังคมเศรษฐกิจไทยจะเป็นเช่นไร
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 1 มกราคม 2552

