Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


CHANGE: ถนนสู่ทำเนียบขาว

ชื่อหนังสือ: CHANGE: ถนนสู่ทำเนียบขาว

ผู้เขียน: ปกป้อง จันวิทย์

พิมพ์ครั้งแรก: ตุลาคม 2551

ราคา: 220 บาท


ทำไม ‘นักเลือกตั้ง’ อเมริกันถึงไม่สามานย์

ในที่สุด คนอเมริกันและคนค่อนโลกที่ได้ติดตามการประลองฝีมือและฝีปากของบรรดาผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่มาหลายเดือนก็หายตื่นเต้น เมื่อที่ประชุมใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครตลงมติให้นายบารัค โอบามา วุฒิสมาชิกจากมลรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นคนผิวดำคนแรก ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพรรคลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไป เป็นการยุติการแข่งขันในการเลือกตั้งขั้นต้นระหว่างโอบามากับนางฮิลลารี คลินตัน วุฒิสมาชิกจากมลรัฐนิวยอร์ก ผู้เป็นม้าตีนต้นไปอย่างระทึกใจ ในขณะที่ทางฝ่ายพรรครีพับลิกัน ซึ่งไม่ได้สร้างความตื่นเต้นมากเท่ากับค่ายเดโมแครต เพราะประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือนายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช นั้นมาจากพรรครีพับลิกัน ก็เลือกนายจอห์น แม็คเคน วุฒิสมาชิกจากมลรัฐแอริโซนาไปตามความคาดหมาย เพื่อให้ทันเกมของฝ่ายเดโมแครต แม็คเคนก็เลือกนางซารา เพลิน ผู้ว่าการมลรัฐอะแลสกาเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดี

เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า เครื่องมืออันสำคัญและจำเป็นยิ่งอันหนึ่งในระบบประชาธิปไตยอเมริกาได้แก่ การเลือกตั้ง ทำไมต้องมีการเลือกตั้ง? เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนนั่นเอง และความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยถือว่าทุกคนเท่าเทียมกัน (แม้สติปัญญายังไม่เท่ากันก็ตาม) ดังแสดงออกที่คะแนนหนึ่งเสียงที่แต่ละคนมีเท่ากัน
กล่าวได้ว่าคนที่เป็น ‘นักเลือกตั้ง’ เก่าแก่และปฏิบัติมานานนมที่สุดในโลกคือ ชาวอเมริกันและนักการเมืองอเมริกัน ถามว่าแล้วการเลือกตั้งในสหรัอเมริกา เคยทำให้การเมืองของเขาสามานย์จนกลายเป็นปฏิกูลบ้างไหม คนส่วนใหญ่น่าจะตอบว่า ‘ไม่’ แต่เสียงส่วนน้อย เช่น ปัญญาชนฝ่ายซ้ายสมัยทศวรรษปีค.ศ. 1960 และนักสู้ผิวดำสาย Black Power ที่มุ่งโค่นอำนาจรัฐขาว ก็ต้องตอบว่า ‘ใช่’ อย่างแน่นอน

ว่าไปแล้วกลุ่มคนที่มีปัญหาและดำเนินการต่อสู้กับระบบเลือกตั้งอเมริกามานานและหนักหน่วงดุเดือดรุนแรงกว่าชนกลุ่มใดๆในสหรัฐอเมริกาก็คือคนแอฟริกันอเมริกันหรือคนผิวดำนั่นเอง ที่สำคัญ นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามกลางเมือง และการได้รับสิทธิเสรีภาพของพลเมืองเหมือนคนผิวขาวทั่วไปจากบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 13 14 และ 15 อันหมายถึงสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งและรับสมัครเลือกตั้งในระบบการเมืองประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน แต่ในทางปฏิบัติ คนผิวดำกลับไม่ได้รับสิทธิการเมืองดังกล่าวเลย ด้วยฝีมือของนักการเมืองและนักกฎหมายผิวขาวในมลรัฐทางใต้ที่พร้อมใจกันออกกฎหมายระดับมลรัฐมากีดกัน กระทั่งขัดขวางไม่ให้คนดำได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ทางออกของพวกเขาก็คือ การหันไปใช้การออกเสียงด้วยตีนแทน! (Voting by feet) นั่นคือ ที่มาของการเดินขบวนเรียกร้องสิทธิทางการเมือง กระทั่งนำไปสู่การผนึกกำลังกันกลายเป็นขบวนการสิทธิพลเมือง (Civil Rights Movement) อันยิ่งใหญ่ ภายใต้การนำของสาธุคุณมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ในที่สุดรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ต้องยอมออกรัฐบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงให้แก่คนดำในปี ค.ศ. 1965 รวมเวลาในการต่อสู้เรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งของคนผิวดำราว 100 ปีหลังจากประธานาธิบดีอับราฮัม ลิงคอล์น ประกาศเลิกทาส

พลเมืองอีกชั้นชนหนึ่งที่ถูกลิดรอนสิทธิในการเลือกตั้งมานานก็คือสตรีทั้งหลาย ไม่ว่าผิวสีอะไรก็ตาม กระทั่งนำไปสู่การเกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิในการเลือกตั้งของสตรีอเมริกัน(ส่วนใหญ่ผิวขาว) ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 อันนำไปสู่การแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตราที่ 19 ในปี 1920 ดังนั้น ที่มาและความหมายนัยของการเลือกตั้งในระบบการเมืองอเมริกันจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และไม่ใช่สมบัติของใครคนใดคนหนึ่งได้ ไม่ว่าจะมีอำนาจและความมั่งคั่งแค่ไหนก็ตาม

จากภูมิหลังในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาข้างต้นนี้ ทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุดที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นการเลือกตั้งที่มีความหมายนัยและลักษณะเด่นที่ต่างจากการเลือกตั้งก่อนๆ นี้เป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งประธานาธิบดี (แม้จะมาจากพรรคเดียวกันคือพรรคเดโมแครต) เป็นสตรีและคนผิวสี หมายความว่า ตำแหน่งประมุขสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปิดกว้างอย่างเต็มที่ให้แก่คนสองกลุ่มที่ในอดีตกาลเคยถูกปฏิเสธสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงสิทธิในการเลือกตั้งและรับเลือกตั้งมาก่อนแล้ว ครั้งนี้ระบบการเมือง อันรวมถึงพรรคการเมือง รัฐสภา กลุ่มพลังการเมืองต่างๆ ไปจนถึงสื่อมวลชนและกองทัพ ไม่มีใครสามารถออกมาปฏิเสธ หรือแสดงความกังขาสงสัย ต่อการที่จะมีสตรีขึ้นมาเป็นจอมทัพของกองกำลังทหารอันมีอานุภาพมากที่สุดในโลก ต่อการที่อาจจะมีคนผิวดำขึ้นมาเป็นประธานใหญ่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้ตัดสินชะตากรรมการเมืองและความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก

เกิดอะไรขึ้นในการเมืองอเมริกา หรือว่านี่เป็น ‘การเมืองใหม่’ ?

บทความที่รวบรวมมาตีพิมพ์ในหนังสือของ ปกป้อง จันวิทย์ เล่มนี้ แม้จะพูดถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเรื่องเดียว แต่ผู้เขียนได้ทำการบ้านในการอธิบายที่มาและที่ไปของวิธีการ กฎระเบียบ และธรรมเนียมมากมาย ที่ประกอบกันเข้าเป็นกระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้ผู้อ่านได้ความรู้และความเข้าใจในสายสนกลในต่างๆ ของการเลือกตั้งสไตล์อเมริกัน และหากคิดให้ลึกและนานหน่อย ก็อาจจะเข้าใจถึงความใหม่ในบางมิติของการเมืองอเมริกันได้เหมือนกัน กล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือว่าด้วยการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในภาคภาษาไทย

หากจะสรุปประเด็นใหญ่ๆที่สำคัญในหนังสือเล่มนี้ ผมขอแบ่งออกเป็นสองประเด็น ประเด็นแรก ว่าด้วยลักษณะสำคัญของการเลือกตั้งประธานาธิบดี อันได้แก่ การเลือกตั้งขั้นต้นหรือไพรมารี (Primary) และการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคการเมืองและสื่อมวลชน ประเด็นที่สองได้แก่ ลักษณะเด่นของการเมืองอเมริกัน อันประกอบไปด้วยเรื่องของเชื้อชาติ ชนชั้น ศาสนา เพศสภาพ เศรษฐกิจ และนิเวศวิทยา

ในประเด็นแรกนั้น เห็นได้ว่าการเลือกตั้งแบบอเมริกันถูกกำกับและตรวจสอบโดยราษฎรกันเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่จากคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ หรือจากรัฐธรรมนูญ หรือกระทั่งจากศาลฏีกาและศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวอย่างสั้นๆ คือ ทำให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องของประชาสังคม อย่าทำให้การเลือกตั้งเป็นกิจการและเรื่องของรัฐและสถาบันรัฐ(ไม่ว่าจะเป็นสถาบันตรวจสอบอิสระอะไรก็ตาม) หลังจากนั่งดูและติดตามการเมืองอเมริกันพักใหญ่ ท่านจะได้ข้อสรุปว่า การเมืองอเมริกันนั้น เอาเข้าจริงๆแล้วอาศัยสามัญสำนึกมากๆ กระทั่งอาจมากกว่าอาศัยนักกฎหมายและการตีความตามตัวอักษรในข้อกฎหมาย เป็นต้น ประเด็นนี้ตรงข้ามกับการที่คนอเมริกันอาศัยกฎหมายในการจัดการความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในปริมณฑลชีวิตทางสังคมสูงยิ่ง

ผลด้านบวกของการที่การเมืองเป็นเรื่องของสามัญสำนึกคือทำให้การเมืองเป็นเรื่องของราษฎรพลเมืองมากขึ้น นั่นคือ พรรคการเมืองในอเมริกาไม่ได้มีสถานะพิเศษหรือเป็นสถาบันสำคัญอย่างยิ่งเหมือนในบางประเทศ ตรงกันข้าม พรรคการเมืองอเมริกันมีฐานะเหมือนสมาคมนักเขียนหรือสมาคมฌาปนกิจศพ คือตัวผู้บริหารและหัวหน้าพรรคไม่มีอำนาจและบารมีเหนือกว่าสมาชิกพรรค ตรงนี้ต้องยกนิ้วให้กับการปฏิวัติภายในพรรคการเมืองของบรรดาสมาชิกรุ่นเก่าๆ ที่ยื้อแย่งอำนาจของหัวหน้าและคณะกรรมการบริหารพรรคมาได้ จนทำให้เกิดระบบการเลือกตั้งขั้นต้นหรือไพรมารีนั่นเอง ดังนั้น การเลือกตั้งและการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองในอเมริกาจึงดำเนินไปได้ด้วยการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนอย่างกว้างขวางและเอาจริงเอาจัง

นี่คือคำตอบว่าทำไมจึงไม่ต้องมีคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ ไม่ต้องมีกฎหมายพรรคการเมือง ไม่ต้องมีการแก้แล้วแก้อีกในรัฐธรรมนูญเรื่องพรรคการเมือง แล้วก็ยุติกันไม่ได้ ต้องไปให้ศาลฏีกา ศาลรัฐธรรมนูญมาช่วยตัดสินกันอีก

ขอเล่าเกร็ดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี 2000 ที่นายจอร์จ บุช ได้ชัยเหนือนายอัล กอร์ แห่งพรรคเดโมแครต ระหว่างการนับคะแนนในมลรัฐฟลอริดานั้น พบว่ามีการนับคะแนนของนายกอร์ผิดไป จึงขอให้มีการนับคะแนนใหม่ เรื่องไปถึงศาลสูงแห่งมลรัฐ แหล่งข่าววงในเล่าว่าศาลสูงนับใหม่แล้วพบว่าคะแนนนายกอร์มากกว่าที่ได้แจ้งไว้จริง อันมีผลทำให้เขาจะได้ชัยชนะเหนือนายบุช ถ้าศาลสูงประกาศคะแนนใหม่ออกมาอย่างนั้น ก็จะเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ศาลสูงเข้ามาเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง แน่นอนว่าทางค่ายรีพับลิกันก็ต้องไม่ยอมแพ้แน่ๆ การทะเลาะขัดแย้งหาทางเล่นงานฝ่ายตรงข้ามก็จะตามมาไม่สิ้นสุด ทั้งในส่วนของพรรคและประชาชนผู้สนับสนุนของทั้งสองฝ่าย ในที่สุดศาลสูงจึงกระซิบบอกนายกอร์ว่าให้ยอมรับความพ่ายแพ้นี้ไปเถอะ เพื่อความสงบและความเรียบร้อยของระบบการเมืองต่อไป ในที่สุดค่ายเดโมแครตก็จำต้องยอมยกหูโทรศัพท์ไปแสดงความยินดีในชัยชนะของนายบุช ส่วนศาลก็ให้ยกเลิกการพิจารณาเรื่องการนับคะแนนใหม่ไปเสีย เป็นอันจบเรื่องไปด้วยสามัญสำนึกของสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

ประเด็นที่สองคือเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนาและเพศสภาพ ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่แต่ถูกจำกัดไว้ในกล่องมาโดยตลอด คนที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์อเมริกา จะทราบดีว่าสหรัฐอเมริกานั้นเป็นประเทศที่ไม่มีศาสนาอันเป็นทางการ (ฟังแล้วน่าตกใจสำหรับบางประเทศที่อยากบรรจุศาสนาประจำชาติของคนส่วนใหญ่ไว้ในรัฐธรรมนูญ) เพราะอเมริกามีการแยกระหว่างศาสนาออกจากรัฐและการเมือง ตั้งแต่ตั้งประเทศเป็นสาธารณรัฐขึ้นมา แต่ในทางปฏิบัติก็เหมือนทุกๆที่ในโลกที่ยากจะไม่ให้ศาสนาแทรกเข้าไปในการเมืองได้ จะโดยอ้อมหรือเอียงอย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งขั้นต้นที่เพิ่งผ่านพ้นไป โดยเฉพาะนายบารัค โอบามานั้น ต้องฝ่ามรสุมของการที่ผู้นำศาสนาคือสาธุคุณเจเรไมห์ วไรท์ ผู้เป็นนักเทศน์ประจำครอบครัวโอบามา ออกมาวิพากษ์สังคมและประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างสาดเสียเทเสียในการเทศน์ประจำสัปดาห์ของท่าน ถึงขนาดเทศน์ด้วยประโยคว่า “God Damn America!”

ความจริงเรื่องนี้ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องภายในของชุมชนและโบสถ์คนดำในชิคาโก บังเอิญว่านายโอบามากลายเป็นดาวรุ่งการเมืองดวงใหม่ขึ้นมา สื่อมวลชนก็พากันเจาะข่าวทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังออกมาเสนอกันเป็นการใหญ่ เรื่องราวของการเทศน์ในโบสถ์ซึ่งพวกเขาคงได้กระทำกันอยู่เป็นนิจศีลอยู่ก่อนแล้ว เมื่อกลายมาเป็นข่าวหน้าหนึ่งและออกโทรทัศน์ระดับประเทศ แถมทางอินเทอร์เน็ตอีก ก็เลยกลายเป็นลูกระเบิดน้องๆ ปรมาณูไปเลย หลายคนคิดว่าโอบามาคงถูกถล่มพังยับเยินแน่ในครานี้

แต่การณ์กลับตรงกันข้าม กรณีสาธุคุณวไรท์กลับเปิดโอกาสให้โอบามาได้แสดงความสามารถในการแก้ปัญหาทางชนชาติสีผิวในระบอบประชาธิปไตยอเมริกันได้อย่างงดงาม อย่างน้อยก็ในสุนทรพจน์และไหวพริบในการชี้แจงอธิบายจุดยืนและท่าทีของเขาต่อปัญหาสีผิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยตอบคำถามว่า การที่คนดำจะขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศนั้น จะเป็นไปได้หรือในสังคมที่รู้กันดีว่าบาดแผลและความบาดหมางระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำนั้นมีมานานและลึกกินใจคนทั้งสองสีเป็นอย่างยิ่ง

โอบามาไม่ปฏิเสธและตัดเยื่อใยกับสาธุคุณวไรท์โดยทันที หลังจากการเทศน์ที่วิพากษ์เรื่องการเหยียดผิวอย่างรุนแรง แต่เขาเลือกที่จะแสดงทัศนะเชิงบวกของเขาต่อปัญหาประวัติศาสตร์นี้ เขากล่าวว่าความผิดของสาธุคุณวไรท์อยู่ที่ เขาพูดถึงเรื่องเชื้อชาติในอเมริกา “ราวกับว่ามันไม่มีความก้าวหน้าอะไรเกิดขึ้นมาเลย” เขาเปรียบเทียบทัศนะของวไรท์กับทัศนะของเขาซึ่ง “ท้าทาย” (audacity) ในการหวังในสิ่งที่เราสามารถทำและต้องได้ในวันพรุ่ง กล่าวคือ โอบามามองว่าปัญหาการเหยียดผิวนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลง และแน่นอนมีความก้าวหน้าในทางบวกเกิดขึ้นระดับหนึ่ง

จุดยืนและทัศนะดังกล่าวจึงบอกผู้ฟังให้รู้ว่า โอบามาไม่ได้มองปัญหาสีผิวและเชื้อชาติแบบคนผิวดำทั่วไปอีกแล้ว หากแต่แท้จริงแล้วเขากำลังมองและจะดำเนินการกับมันในฐานะที่เป็นเรื่องของความเป็นอเมริกันและเป็นเรื่องของชาติ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยก็คือ ในวรรคทองซึ่งกลายมาเป็นชื่อหนังสือ Audacity of Hope ของเขานั้น โอบามากลับนำมาจากคำเทศนาของสาธุคุณวไรท์เมื่อหลายปีก่อน

ในที่สุดหลังจากถูกบังคับให้เป็นทาสมานับศตวรรษ คนผิวดำหรือแอฟริกันอเมริกันจะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำรัฐที่กดขี่พวกตนมาอย่างยาวนานได้อย่างสมภาคภูมิหรือไม่?

บารัค โอบามา จะทำให้ “ความฝันของข้าพเจ้า” อันเป็นความฝันของคนผิวดำที่ถูกจุดประกายขึ้นมาโดยสาธุคุณมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ สามารถแปลงเป็นความจริงไปได้หรือไม่?

เราคงต้องติดตามกันต่อไป


ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

2 กันยายน 2551

ท่าพระจันทร์


สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter