ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม: ล่องไหลในความลุ่มหลงและสงสัย ผู้รู้เพียงรู้ ตัวละครมากปัจเจกในเรื่องสั้นสมัยใหม่
- อุทิศ เหมะมูล -
การเกิดของภาณุ ตรัยเวช ในฐานะนักเขียนหนุ่มเลือดใหม่ ถือเป็นปรากฏการณ์น่าตื่นใจในแวดวงวรรณกรรมไทยยุคปัจจุบัน ด้วยความสามารถมากหลายของเขาโดยเฉพาะชั้นเชิงทางวิทยาการความรู้ อันเป็นต้นทุนที่เขาได้ศึกษาเล่าเรียนมา ทำให้ ‘แวดวง’ นึกนิยมความสามารถของเขาที่ถอดถ่ายมาในรูปวรรณกรรมสร้างสรรค์ได้อย่างสะอาดหมดจด มีชั้นเชิง และฉลาดเฉลียว จนเกือบทุกคนอยากฝากความหวังไว้กับเขา เรียกเขาว่า ดาวดวงใหม่ในวงการนักเขียนไทย
ภาณุเป็นนักเรียนดีเด่นมาแต่ไหนแต่ไร เป็นนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ที่ได้รับทุนและมีเกียรติประวัติสำคัญยาวเหยียด มีความสามารถรอบด้าน มุ่งหวังถึงสิ่งใดก็ไขว่คว้าถึงสิ่งนั้นอย่างไม่เหลือบ่ากว่าแรง ปัจจุบันเขากำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาอุตุนิยมวิทยาและสมุทรศาสตร์ที่อเมริกา ความสามารถใน (ข้อมูลความรู้) ด้านวรรณกรรม คนทั่วไปรู้จักเขาในฐานะ แชมป์แฟนพันธุ์แท้วรรณกรรมเยาวชน ทว่าความสามารถในชั้นเชิงการสร้างสรรค์วรรณกรรมก็โดดเด่นเป็นคุณไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เพียงชั่วเวลา 4 – 5 ปีที่ผ่านมา เขาสร้างสรรค์ผลงานไว้หลากเล่มหลายแนวทาง ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย บทละคร รวมถึงการแปลวรรณกรรมต่างประเทศ ทุกเรื่องทุกเล่มที่เขาสร้างสรรค์มีรางวัลพ่วงท้าย รวมเรื่องสั้นวรรณกรรมตกสระ ได้รับรางวัลดีเด่น Young Thai Artist Award ปี 2004 นวนิยายเด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์ เข้ารอบ 10 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี 2549 (เป็นนักเขียนผู้อาจหาญนำประเด็นเพศที่สามท้าทายการอ่านของคณะกรรมการฯ) บทละครสวยแล้วที่รัก ได้รับรางวัลชนะเลิศบทละครสดใสอวอร์ด ครั้งที่ 8
ล่าสุด รวมเรื่องสั้น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม ได้รับการตีพิมพ์ออกมาเมื่อต้นปี 51 ตัวงานรวมเรื่องสั้นเล่มล่านี้ รอเพียงเวลาประทับรับรองศักยภาพของมัน ในหลายเวทีประกวดวรรณกรรมที่กำลังจะมาถึง กระนั้น แต่ละเรื่องในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ก็ได้สำแดงศักยภาพในตัวมันเองให้เป็นที่ประจักษ์ ยอมรับ และได้รับความนิยมยกย่องมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ
น้องเมย์ไปงานเลี้ยงปีใหม่ ได้รางวัลชมเชย เรื่องสั้นชีวจริยธรรม
ปรากฏการณ์ที่ใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตของใครอีกคน ได้รางวัลยอดเยี่ยม รางวัลเรื่องสั้นกนกพงศ์ สงสมพันธ์
และ ผู้ไร้เหย้า เรื่องสั้นที่สร้างเสียงฮือฮาด้านความสามารถและชั้นเชิง ในช่อการะเกด 42 และกลายเป็นตัวเต็งในบัดดลที่จะได้รับการประดับรางวัลช่อการะเกด ในงานที่จะมีขึ้นช่วงสิ้นปีนี้
กล่าวได้ว่า ภาณุ ตรัยเวช เป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าเอาใจใส่อย่างแท้จริง เขาเป็นไอ้หนูมหัศจรรย์แห่งวงการน้ำหมึก ฝักใฝ่ฝึกฝนความสามารถทางการเขียน ทั้งด้านประเด็นความคิดที่คมชัด แพรวพราว สอดประสานกับศิลปะการประพันธ์ที่ร่ำรวยการเสกสรรปั้นแต่ง ถ้อยภาษากระชับ เกลี้ยงเกลา แต่กระตุ้นยั่วยุในนักอ่านสืบหานัยยะที่ซ่อนแฝง เล่นล้อกับความรู้สึกของคนอ่านในเนื้อหาเรื่องราวที่นำเสนอได้อย่างพอดิบพอดี และมีรสนิยม – ความสามารถในเชิงนี้ของเขาพัฒนาแกร่งกล้าขึ้นอย่างต่อเนื่องและเร่งรุด
พิจารณาตามความคิดรวบยอด ซึ่งสรุปออกมาเป็นชื่อรวมเรื่องสั้น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม สังเกตได้ว่า ตัวละครแต่ละเรื่องเป็นผู้ถือครองชุดความรู้หนึ่งๆ ซึ่งกำกับความคิดและพฤติกรรมของเขาและเธอ สังเกตได้อีกด้วยว่า ชุดความรู้ซึ่งกลายมาเป็นหลักคิดในการดำเนินชีวิตนั้นล้วนเป็นความรู้ที่เป็นศาสตร์ เป็นวิทยาการ ซึ่งได้ร่ำเรียน ได้อ่าน ได้เห็นในระดับข้อมูลข่าวสาร น้อยครั้งนักที่จะผ่านประสบการณ์ตรงจนกลั่นตัวเป็นความเข้าใจ เมื่อความรู้ความเข้าใจของตัวละครเป็นไปในลักษณะดังนี้ ตัวละครส่วนใหญ่จึงรู้เพียงรู้ จึงลุ่มหลงและตรอมตรมเพราะไม่สิ้นความสงสัยแคลงใจ
ความสงสัยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความศรัทธาในการเข้าถึงแก่นของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ความสงสัยก็เป็นเครื่องมือชั้นดีในการทำความเข้าใจชีวิตและโลก ภาวะขัดแย้งนี้เองที่เล่นล้ออยู่ในพฤติกรรมของตัวละครต่อเหตุปัจจัยของเรื่องราวที่นำเสนอ น้ำเสียงของภาณุแสดงชัดว่าถือข้างความรู้ที่เป็นศาสตร์เป็นวิทยาการ (ผู้เขียนบทความไม่สงสัยในข้อนี้ เมื่อดูจากความมานะอันสัมฤทธิ์ผลจากประวัติการศึกษาของเขา) แต่ภาณุก็ให้ ‘พื้นที่’ กับสิ่งที่อธิบายได้ไม่สะดวกดาย ที่สุดท้ายแล้วตัวละครต้องตกอยู่ในผลกระทบจากการกระทำของตน ที่มีกลิ่นไอของเคราะห์กรรม โชคชะตา และความศรัทธา เพื่อเปิดรสชาติแห่งอารมณ์รู้สึกในด้านที่เป็นคุณธรรม และมนุษยธรรม ซึ่งสะท้อนสะท้านหวั่นไหว ส่งผลให้ตัวละครมีเลือดมีเนื้อ
ทว่าก็มีบางเรื่องเช่นกัน ที่ภาณุเสนอภาวะนามธรรมของเคราะห์กรรม โชคชะตา และความศรัทธา ในฐานที่เป็นศาสตร์หรือหลักความรู้ที่อธิบายได้ เขาจึงนำเสนอในแง่ของความ ‘ซ้ำซ้อน’ ที่เหล่าเคราะห์กรรม โชคชะตา ความศรัทธา และข้อเท็จจริงต่างๆ นานา มักซ้ำรอยตัวมันเองบนเส้นทางสายประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ไม่เว้นแม้แต่ประวัติศาสตร์วรรณกรรมที่ภาณุนำมาเล่นล้อต่อยอดผ่านเรื่องเล่าของเขา ที่มองเห็นการยึดโยง ผนวกผสานของวรรณกรรมรุ่นเก่าก่อนในผลงานของภาณุได้อย่างโดดเด่น ภาณุจึงเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุองค์ความรู้ทั้งมวลคนหนึ่ง ที่ได้ปะติดปะต่อประวัติศาสตร์ผ่านทักษะและชั้นเชิงอย่างแม่นฉมัง เป็นประดิษฐ์กรรมเฉพาะตัวในรูปวรรณกรรมของเขา
ต่อการประนีประนอมเรื่องถือข้างความรู้นั้น ภาณุเสนอว่า ‘โลกนี้มีทั้งทุกข์ที่เกิดจากความรู้และไม่รู้ เราไม่อาจเปรียบเทียบได้ว่าอย่างไหนหนักหน่วง รุนแรงกว่ากัน แต่สิ่งหนึ่งที่บอกได้คือ ในปลายทางความทุกข์อันเกิดจากความรู้ย่อมมีแสงสว่างรออยู่ เรารู้ เราตื่น เพื่อเราจะได้ทุกข์ เราทุกข์ เพื่อเราจะได้ดับความทุกข์นั้น’ (คำนำผู้เขียน)
การรู้/ความรู้ ในรวมเรื่องสั้นชุดนี้มีอยู่จริง และเป็นไปในลักษณะที่ตัวละคร ล่องไหล/หลับใหล ไปในความสงสัย คลางแคลงใจ และตรอมตรมไปกับการไปไม่ถึงจุดมุ่งหมาย หรือเส้นทางอีกสายที่เขา/เธอไม่ได้เลือก กระทั่งลัดรู้ความจริงในอนาคตมาเป็นอรรถาธิบายแห่งตน... แต่การตื่นนั้นคงหวังใจไว้ให้สำหรับผู้อ่านกระมัง
ตัวละครทั้งหลายจึงเป็นผู้ตกทุกข์ในการรู้/ความรู้ กระเสือกกระสนดิ้นรน หรือกลายเป็นเครื่องมือที่ถูกเล่นล้อ ยั่วยุ ตกอยู่ใต้อำนาจข้อรู้ที่เป็นกรอบ เป็นเงื่อนไข ให้ชีวิตของหลากตัวละครสำแดงความเปล่าเปลี่ยว ขันขื่น ถูกเสียดเย้ย เศร้าสงัด และสะท้อนใจ ที่แม้บิดเบี่ยงไปทางใดย่อมได้รับผลทุกข์จากการเลือกของตน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ในเรื่องสั้น สระว่ายน้ำ กล่าวถึงโมงยามงามเศร้าของชายหนุ่มหญิงสาวที่เคยเป็นคนรักกันมาก่อนสมัยเรียน ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้งในวัยทำงาน บัดนี้หญิงสาวเป็นเสือผู้ชาย มีความฉาดฉาน ทะมัดทะแมง และเจนโลกย์ไม่เหมือนก่อน เธอยึดคติใช้ชีวิตเพียงวันนี้ ต่างกับชายหนุ่ม เมื่อก่อนเป็นเสือผู้หญิง ทว่าปัจจุบันเขากำลังจะแต่งงาน ยึดวันพรุ่งนี้เป็นความหวังในอนาคต ทางชีวิตผกผันของคนทั้งสองสะท้อนในกันและกัน ไม่เพียงสะท้อน แต่ยังปลุกความรัญจวนจิตที่ท้าทายความเป็นตัวตนทั้งอดีตและปัจจุบันของกันและกัน สำหรับเขา เธอเซ็กซี่เพราะเปิดเผยตรงไปตรงมามากขึ้น อันกระตุ้นกระสันความเป็นเสือผู้หญิงในอดีตของเขา สำหรับเธอ การที่เขาเป็นผู้ชายรักครอบครัว มองหาความมั่นคงในอนาคตที่เขาเป็นนั้น ก็กระตุ้นกระสันที่จะท้าทายคติคิดและจริยธรรมที่ล้อมกรอบเขาไว้ ทั้งสองใช้ถ้อยคำโอ้โลมรุกเร้ากันและกัน จนมาสุดปลายทางที่สระว่ายน้ำ อันเป็นสถานที่ที่ต่างฝ่ายต่างรู้ว่า มันจะเป็นสถานที่ เริ่มต้น/จุดจบ อันเป็นผลที่จะตามมาในอนาคต เขาจึงยับยั้งชั่งใจ ปฏิเสธการเชิญชวนไปยังสระว่ายน้ำของเธอ
ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจึงให้ผลลัพธ์สมน้ำสมเนื้อกัน อันเกิดจาก ‘คาดการณ์รู้’ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากทั้งสองอยู่ในสระว่ายน้ำ
เธอเองต้องอยู่กับทุกข์ของการใช้เซ็กซ์เป็นกิจกรรมดับความเปลี่ยวเหงาที่กร่อนลึกต่อไป ซึ่งสะท้อนผ่านคำพูดชวนสะท้านใจ “หนูชอบจัง กลางคืนเงียบๆ แบบนี้ ได้ยินเสียงฝีเท้ากระทบพื้นคอนกรีตด้วย” (หน้า 11)
ส่วนเขาก็ไปมีครอบครัวที่อบอุ่น ‘พอประมาณ’ และยังคงระลึกถึงด้วยความแคลงใจไม่วาย นึกวาดฝันไปว่า สระว่ายน้ำที่ไม่เคยเห็นนั้นจะสวยขนาดไหน
ฝ่ายหนึ่งใช้ชีวิตอิสระตามคติคิดเพื่อวันนี้ก็ทุกข์ ฝ่ายหนึ่งใช้ชีวิตตามคติคิดเพื่อวันหน้า มีเหย้าเรือน มีลูกเต้าตามภาพชีวิตสามัญก็ทุกข์ ทุกข์เพราะรู้ เพราะยับยั้งชั่งใจ และเพราะไม่รู้ในอนาคต
ทว่าการไม่รู้ในอนาคตก็ตกไป เพราะบางเรื่องคาดการณ์ได้อย่างเป็นหลักตรรกะและวิทยาศาสตร์ จากการเฝ้าสังเกตการณ์ของ ‘ผม’ ตัวละครในเรื่อง ปราชญ์แห่งเซ็นเตอร์พอยต์ ผมเป็นเพื่อนรักของทอง (และส่อว่าผมรักทองมากกว่าคำว่าเพื่อน) ทองเป็นนายแบบหนุ่มที่หลงใหลวัฒนธรรมกรีกโบราณ เขารู้เรื่องราวเกี่ยวกับกรีกที่พอจะคุยโอ่ได้ แต่โดยไม่รู้ตัววัฒนธรรมกรีกโบราณก็หลงใหลในตัวตนของทองเช่นเดียวกัน ซึ่งมาในรูปชะตากรรมซ้ำซ้อนผ่านเส้นทางชีวิตของเขาโดยหารู้ตัวไม่ ความผิดพลาดหลงรักชีวิตของทองมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องไปมีสัมพันธ์กับผู้หญิง (ซึ่งชอบนอกใจคนรักของเหล่าเธอ) ชีวิตของทองกลั่นเป็นวลีเด็ดที่เขาต้องเอ่ยซ้ำซ้อน “กูว่าแล้ว อีนั่นต้องตอแหล” (หน้า 18 และ 24) ชีวิตของทองจึงเป็นตัวอย่างที่คาดการณ์ได้จากอดีตและปัจจุบัน ว่าอนาคตจะเป็นเช่นใด โดยผมได้ใช้ข้อรู้ของทองเกี่ยวกับวัฒนธรรมกรีกนั่นเอง (ในเรื่องความซ้ำซ้อนที่ทองหาได้เฉลียวใจไม่) ลงดาบย้อนกลับผู้ถือศาสตราเสียเองว่า “สันดานใครก็คือจุดจบของคนนั้น” (หน้า 25)
เตภูมิกถา ได้สร้างภาพแผนภูมิของนรกแต่ละระดับชั้น (ผ่านการบรรยายของวิทยากร) ซ้อนทับลงในห้องเล็คเชอร์ หรือพื้นที่อันเป็นสถานสำหรับศึกษาความรู้ นรกที่เป็นนามธรรมถูกบรรยายอย่างเป็นศาสตร์ ชี้ให้เห็นความสอดพ้องเกี่ยวเนื่องของนรกทั้งทางพุทธ คริสต์ และอิสลามด้วยข้อมูลละเอียดยิบย่อย แพรวพราวด้วยชั้นเชิงตัดสลับภาพนรกจากการบรรยายกับชีวิตของคนสองคนที่นั่งฟังอยู่ในห้องบรรยายนั้น ความน่ากลัวของนรกอันเกิดจากอลังการทางคณิตศาสตร์และวิศวกรรมถูกถ่ายทอดผ่านภาษาที่รอบรู้ สลับกับบาปดำมืดที่ค่อยๆ ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นผ่านสำนึกของอาจารย์หนุ่ม กับนักศึกษาสาว (ทั้งคู่นั่งฟังการบรรยาย) เกิดเป็นกังวานสะท้อนสะท้านในตอนจบ เมื่อผู้อ่านล่วงรู้ว่า นักศึกษากับอาจารย์มีความสัมพันธ์ชนิดใด และกำลังจะไปทำอะไรในท้ายที่สุด
ความซ้ำซ้อนของชะตากรรมชีวิตปรากฏขึ้นอีกครั้ง ทั้งในความเป็นจริงที่เรารับรู้ปัญหาการคุมกำเนิดในสังคมมาจนเจนใจ และในแง่วรรณกรรม เตภูมิกถาเล่นล้อต่อกิ่งก้านมาจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงจากเด็กหนุ่มสู่วัยหนุ่มของสตีเฟน เดลาลัส ในบทที่ 3 อันยาวเหยียดและหลอกหลอน ของ ภาพชีวิตวัยเยาว์ของศิลปิน งานประพันธ์ของเจมส์ จอยซ์ โดยเปลี่ยนมากระทุ้งกระแทกปัญหาด้านจริยธรรมระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ ซึ่งเป็นประเด็นทุกคราวเมื่อเกิดขึ้นในสังคมไทย
น้องเมย์ไปงานเลี้ยงปีใหม่ กระโดดไปเล่าเรื่องเชิงเสียดสีที่ยืนอยู่บนฐานเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ บอกเล่าถึงเหตุการณ์ในอนาคต เล่นล้อกับคติสังคมยุคปัจจุบันที่ให้ค่าความงามภายนอกมากกว่าภายใน เมื่อภาณุดำเนินเรื่องในอนาคตที่มนุษย์ยุคดังกล่าวมีคติคิดเรื่องความงามภายในแล้ว แต่ก็ไม่ได้ลดความตื้นเขิน น่าขันลงไปเลยไม่ ภาณุเสียดสีพฤติกรรมของน้องเมย์และเหล่าเพศหญิงในเรื่องอย่างชวนขนลุก สยดสยอง และน่าเดียดฉันท์ (ต่างจากความเปิดเผย ตรงไปตรงมาที่เป็นเสน่ห์ในเรื่อง สระว่ายน้ำ)
“โอย! ก็ประวัติศาสตร์ศตวรรษที่ยี่สิบใครจะไปจำได้ น่าเบื่อ มีแต่พวกตื้นเขิน น้องเมย์เกลียดวิชาประวัติศาสตร์ จะเรียนกันไปทำไม ชัดเจนอยู่แล้วว่าคนเราฉลาดขึ้นทุกวัน มนุษย์ยุคหินไม่รู้จักไฟด้วยซ้ำ เมื่อสามร้อยปีที่แล้ว ยังค้าทาสกันอยู่เลย และศตวรรษที่ยี่สิบก็เหยียดผิว เหยียดเพศกันเป็นเรื่องปกติ”
“ตื้นเขิน! ตื้นเขิน! ตื้นเขินที่สุด!” (หน้า 37-38)
น้องเมย์ก็เป็นเช่นตัวละครอื่นๆ คือมีความรู้ ภูมิรู้ที่ได้จากการเรียนและตำรับตำรา ท่องๆ พร่ำๆ ไปอย่างนั้นเองเพื่อยกประโยชน์แก่ตัว เธอรู้แต่หาได้ตระหนัก อีกทั้งยังเป็นคนเหยียดเพศเดียวกันตัวกลั่นอีกด้วย เธอเก่งวิพากษ์ ฉวยคำในประวัติศาสตร์มาใช้ค้านได้ช่ำชอง และความรู้ที่ประดับประดาเข้ามาก็เพียงกระตุ้นเสน่ห์ทางเพศต่อชายคนรักหรือเพศตรงข้าม เธอรู้ ดังคำดีดจริตที่ว่า “ว้าย! กะไว้แล้วเชียว” (หน้า 43) เมื่อผลลัพธ์เป็นไปอย่างใจหวัง
พฤติกรรมของตัวละครเพศหญิง ในรวมเรื่องสั้นของภาณุเล่มนี้ ชวนให้พิจารณาอย่างพิลึกพิสดาร เมื่อการกระทำของเหล่าเธอล้วนขับออกมาจากความปรารถนาทางเพศที่หุนหันและลึกลับ มองผาดเผินเหมือนดาลใจมาจากสัญชาตญาณ ขณะที่ตัวละครเพศชายในรวมเรื่องสั้นกลับให้พื้นที่อธิบายพฤติกรรม ความรู้สึกนึกคิด อันลึกไปถึงระดับ ‘สำนึก’ เพื่อเพิ่มให้ตัวละครเพศชายมีมิติยิ่งขึ้น
น้องเมย์ไม่เพียงเหยียดเพศหญิงแทบทุกคนที่พบ (กระทั่งเพื่อนร่วมก๊วน) แต่ผู้เล่าเองก็ส่อน้ำเสียง ‘ร่วมวง’ กัดไม่ปล่อยตัวละครเพศหญิงเช่นเดียวกัน ดังที่เกิดกับ จ๋า ตัวละครอนาถา อัปลักษณ์ทุกประการ และไม่มีความคิดความรู้เป็นของตัวเอง ผู้เล่าเรื่องยังย้อนกลับมาขยี้ซ้ำ เมื่อเล่าว่าผ่านไปหลายปี ‘จ๋าทำสิ่งที่น้องเมย์แอบแนะนำเธอในใจ’ (หน้า 42) พยายามฆ่าตัวตายเพื่อจะได้เปลี่ยนอวัยวะร่างกายที่สวยงามใหม่จากรัฐบาล ในฐานะที่จ๋าเป็นคนยากจน แต่จ๋าโชคร้ายซ้ำซ้อน ยากจนทั้งรูปลักษณ์ สถานภาพ และความรู้ การฆ่าตัวตายเป็นโทษมหันต์ทางกฎหมาย รัฐบาลปฏิเสธการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะให้เธอ จ๋าจึงอยู่กับร่างกายอัปลักษณ์เดิม เป็นอัมพาต น่าสมเพชเวทนาอย่างถึงที่สุด
การย้อนกลับมา ‘เอาให้ตาย’ อย่างสาแก่ใจที่สุดของผู้เล่าเรื่อง นัยหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ครองความรู้นั้นมีอิทธิพลต่อผู้อนาถาทางความรู้เพียงใด แต่อีกนัยหนึ่งก็เป็นความสะสาใจอย่างพิสดารของผู้เล่าเรื่อง ตามที่ผู้เขียนบทความตั้งข้อสังเกต ลองพิจารณาประโยคที่ยกมา ‘จ๋าทำสิ่งที่น้องเมย์แอบแนะนำเธอในใจ’ มีความพิสดารของคำในรูปประโยคอย่างเห็นได้ชัด จ๋าได้ทำสิ่งที่ (ทำให้ตัวเองพิการเพื่อขอร่างกายใหม่จากรัฐบาล) น้องเมย์แอบแนะนำเธอในใจ (น้องเมย์เพียงคิดในใจว่า ‘ถ้าเธอเป็นจ๋า ป่านนี้คงฉีดยาอะไรเข้าเส้นเลือดไปนานแล้ว คนจนก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น กินยาพิษหรือไปติดโรคร้ายแรง เพื่อจะได้ขอร่างกายใหม่จากรัฐบาล’ หน้า 42) ความคิดในใจของน้องเมย์ได้สัมพัทธ์มาอยู่ในจิตใต้สำนึกของจ๋า
เรื่องการสัมพัทธ์ส่งทอดนี้ ปรากฏอีกครั้งในรูปอารมณ์ดำกฤษณา เรื่อง ประพจน์บอกไม่เป็นไร เมื่อช่องว่างในคู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานระหว่างประพจน์กับเปญค่อยๆ ถ่างกว้างขึ้น เกิดเป็นความราบเรียบนิ่งงันในความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง ประพจน์ไปเยี่ยมพ่อที่ป่วยอยู่โรงพยาบาล เปญเองก็ป่วยไข้จึงขอนอนพักรักษาตัวอยู่บ้าน แต่แล้วเด็กหนุ่มคนหนึ่งจากชั้นบนของอพาร์ตเมนต์ได้ฝึกซ้อมเปียโน เด็กหนุ่มผู้เพียบพร้อมทั้งสถานะ (บ้านมีโรงงานผลิตของชำร่วย) และความรู้ (เรียนเอกเปียโน) ส่งแรงสัมพัทธ์ลึกลับกระตุ้นอารมณ์วูบวาบในตัวเปญ ส่วนประพจน์เองก็เช่นกันถูกกระตุ้นด้วยความดิ้นรน ชุนมุนวุ่นวายเกี่ยวกับความเป็นความตายของพ่อ ผลลัพธ์คือทั้งเปญและประพจน์นำความ วูบวาบ/วุ่นวาย ที่สัมพัทธ์มาสู่ (จากความรู้และความตาย) กระพือขึ้นเป็นรสรักที่เร่าร้อนในหนึ่งโมงยาม ของชีวิตสมรสที่นิ่งงันและเดียวดายตลอดคืนวัน
การกระทำของเพศหญิงที่ส่อแสดงความปรารถนาทางเพศ กระตุ้นหรือดาลใจออกมาจากสัญชาตญาณ ปรากฏอีกครั้งแฝงน้ำเสียงขันเยาะ เรื่อง น้องน้อย และนวลนาง ภาณุเล่นล้อกับมายาคติในสังคมที่เพศชายเป็นใหญ่ ทว่าสุดท้ายทุกข์ และกรรมก็ตกอยู่กับเพศหญิง (กำกับไว้ด้วยว่า เพศหญิงในเรื่องนี้จบเพียง ปวส. จากโรงเรียนพาณิชย์) เรื่องของ ‘ฉัน’ กับ ‘น้องนาง’ ที่แล่นขนานกัน ทั้งสองเป็นเลขาฯ บริษัทผลิตโทรศัพท์สายภายใน ฉัน เล่าเรื่องถึงภัยอันตรายจากการถูกคุกคามและถูกมองเป็นวัตถุทางเพศที่ปรากฏขึ้นตั้งแต่ที่พักไปจนถึงที่ทำงาน ฉัน รู้ดีถึงเรื่องเหล่านี้และระมัดระวังตัวมาตลอด และฉันก็ห่วงน้องนางที่อาจตกเป็นเหยื่อของผู้บริหารแต่ละแผนก (เพศชาย) แต่สุดท้ายน้องนางก็กลายเป็นเมียเก็บของหัวหน้างานจนได้ และได้ย้ายไปประจำสาขาที่เชียงใหม่ ชีวิตของน้องนางมีความสุขพอประมาณ ตำแหน่งงานสูง เงินเดือนเพิ่ม มีบ้านของตัวเอง ได้ไปท่องเที่ยว และผู้จัดการก็รักเธอ บอกว่าจะหย่าภรรยามาแต่งงานกับเธอ นั่นคือความรุ่งโรจน์ที่คนเรียนน้อยจะฉวยคว้าได้ ฉันเล่าเรื่องว่ารู้เห็นสิ่งนี้จนเจนใจ และยังคงสงวนท่าที ระมัดระวังตัวเองไม่ให้ตกเป็นวัตถุทางเพศมาตลอด แต่การเฝ้าระวังของ ฉัน ส่อแสดงว่าเป็นเพียงจริตมารยาอย่างหนึ่ง เป็นการเพิ่มมูลค่าในฐานะสินค้าของความเป็นเพศหญิง เพราะที่จริงแล้วมายาคติทั้งมวลที่ฉันรู้เห็นได้ยินได้ฟังมาจนกลายเป็น ‘ข้อรู้’ ของตัวนั้น ล้วนส่อความปรารถนาโลดโผนที่ ฉัน อยากมีประสบการณ์ตรงกับตัวเองบ้าง ฉันจึงแห้งเหี่ยว ฝืดเคือง และขำขื่น เมื่อไม่มีเพศชายคนไหนเห็นว่า การสงวนตัวนั้นเป็นมูลค่าทางสินค้าอย่างหนึ่งของเธอ
ฉันโต้ตอบอารมณ์ปรารถนาลึกๆ ของตัวนั้นด้วยปฏิกิริยาพาลพาโล ไม่ไว้ใจในพฤติกรรมและความเป็นเพศชายไปทั้งสิ้น กล่าวคือ ‘เฝ้าระวัง’ ไว้ก่อนการณ์ กระทั่งอาโกขายหอยทอด ร้องเพลงนางงามตู้กระจก ให้ฉันได้ยินระหว่างรอหอยทอดของตัวเอง “ช้ำเพราะความที่เธอจน นี่หรือคนสังคมรังเกียจ ช่วยผู้ชายระบายความเครียด สิบร้อยพันยันรัฐมนตรี...” (หน้า 51) ฉันก็ร้อนตัวด้วยเนื้อร้องนั้นเสียดแทงใจ จึงว่าอาโกร้องเพลงลามกสัปดน แต่ความสัปดนนั้นก็เกิดแต่การคิดสะระตะของฉันเองคนเดียว ฉันจึงเป็นเหมือนตัวสะท้อนแห่งภาพล้อเลียนความปากว่าตาขยิบ ที่ผู้หญิงบางคนไขว่คว้าอำนาจอรรถาธิบายในการออกมา ‘จัดระเบียบสังคม’ อย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้
บทสนทนาในร้านกาแฟ เป็นเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์อีกเรื่องที่นำเสนอวิวาทะระหว่าง วิทยาศาสตร์กับศาสนา ภาณุพยายามจะอธิบายชะตากรรม ความเชื่อที่เป็นนามธรรมต่อสิ่งที่ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ เป็นสิ่งที่รับรู้ได้ เมื่อเรื่องทั้งหมดเป็นการนำเสนอแบบอนาคตย้อนกลับสู่ปัจจุบัน นี่เปิดโอกาสในภาณุอธิบายโชคชะตา (สิ่งที่ยังมาไม่ถึง) อย่างทุ่มเทและเพลิดเพลินด้วยหลักการความเป็นไปทางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จากมุมมองของอนาคต เมื่อโลกกำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สาม จากความเชื่อในศาสนาของตนอย่างสุดโต่ง ทำให้เกิดการทำลายล้างกันอย่างเลวร้ายรุนแรงของผู้คนแต่ละศาสนา ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าพระเจ้ามีอยู่จริง การมีอยู่จริงส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อของแต่ละศาสนาที่เข้มแข็งและสุดโต่งขึ้น สุดท้ายก็เข้าห้ำหั่นกันนั่นเอง
คุณดนู ชายลึกลับจากอนาคตจึงย้อนมาปรากฏตัวขึ้นในปัจจุบันเพื่อพบปะกับโป้ง ชายหนุ่มสามัญผู้เปลี่ยวเหงา เพื่อยับยั้งโครงการพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีจริง คุณดนูย้อนอดีตมาพบโป้ง เพราะเขาคือต้นตอของเหตุทั้งหมด (โป้งจะแต่งงานกับพิชญมล กนกนคร และให้กำเนิดบุตรชายคนที่สองที่จะพิสูจน์ความจริงดังกล่าว) บทสนทนาในร้านกาแฟกลายเป็นกระดานเกมแห่งมนุษยชาติ โป้งชายหนุ่มสามัญผู้ไม่อินังขับขอบต่อสิ่งใด เมื่อได้ลัดรู้อนาคตจากปากคำของคุณดนู อุดมการณ์บางอย่างได้ก่อร่างสร้างตัวขึ้น ณ วินาทีนั้น เขาปกป้องประวัติศาสตร์ส่วนตัว หวงแหนความเป็นไปในโชคชะตาของตัวเอง และเกิดลัดรักพิชญมลขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง (ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยแยแสเธอมาก่อน) วินาทีนั้นเขากลายเป็นศรีธนชัยขึ้นมา หลักการ ข้อนำเสนอ ปัญหาทางอภิปรัชญาที่สมจริง กลายกลับเป็นเกมหลอกล่อวิวาทะทางความรู้ที่ทุ่มเถียงกันจนไม่สิ้นความ
ความสนุกใน ‘คมความรู้’ สู่การแสดงเจตจำนงปัจเจกผินหลังที่จะกอบกู้มนุษยชาติในอนาคต โป้งประกาศคมอุดมการณ์ชัดแจ้ง “ประวัติศาสตร์ในตำราสำคัญก็จริง แต่สำหรับผมประวัติศาสตร์ส่วนตัวสำคัญที่สุด” (หน้า 69) นั่นเป็นเพราะเขาลัดรักพิชญมลขึ้นมา แล้วเล่นล้อหัวใสกับหลักวิทยาศาสตร์และชะตากรรมต่อข้อเสนอทางออก “ถ้าลูกชายคนที่สองของผมจะมีส่วนสร้างอนาคตนองเลือดนั่น ผมจะขัดขวางไม่ให้เขาเป็นวิศวกร” (หน้า 69) หลังจากวิวาทะอย่างออกรส ปล่อยคมคิดทางอภิปรัชญาไว้กล่นเกลื่อน อันหาทางออกไปสิ้นความ ทั้งคุณดนูและโป้งแปลงกลับเป็นคนธรรมดา ล้วนๆ ถ้วนๆ ปราศจากกาลเทศะอันเป็นเงื่อนไขของชีวิต ดนูควรจะฆ่าโป้งเพื่อตัดต้นตอปัญหา แต่ก็ไม่ฆ่า เพราะ “ที่ผมไม่ฆ่าคุณ เพราะผมชอบคุณต่างหาก แค่นี้แหละ ไม่มีเหตุผลหรอก” (หน้า 70) โป้งเองก็รู้สึกชอบเขาเช่นกัน ความชอบอันเป็นความรู้สึกบริสุทธิ์ สดๆ ล้วนๆ ธรรมดาๆ คือความรู้สึกดลบันดาลของอานุภาพแห่งชีวิตล้ำลึก เปี่ยมด้วยกังวานของปริศนา ความเชื่อ และศรัทธา (ที่พวกเขาถกเถียงและไม่ถือข้างกันมาตลอดเรื่อง) เรื่องเล่าเปิดพื้นที่ว่างสะอาดตาในตอนท้าย ที่ความรู้และการทุ่มเถียงทางอุดมการณ์ทั้งมวลถูกดูดกลืนไปในหลุมดำแห่งพื้นที่นั้น เหลือแต่ความสะอ้านของตัวชีวิตล้วนๆ ที่ดูเหมือนไม่เคยมีคราบไคลทางความรู้ใดเกาะคลุมอยู่เลย
ความคิดที่เพิ่มมิติชีวิตให้ตัวละคร แล้วคลี่เผยมายาการทางอุดมการณ์ปรากฏเป็นภาพชัดลึกในเรื่อง ปรากฏการณ์ที่ใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตของใครอีกคน ภาณุลอกคราบอุดมการณ์เติมชีวิตให้ปัจเจก ด้วยการวิ่งวนอย่างสิ้นหวังเพื่อตามหา ‘คุณค่า’ ที่เลือนหายไปของตนเอง (ซึ่งมองได้ทั้งเป็นภาพตัวแทนหรือตัวบุคคลจริง) ชื่อไร้ดาว อดีตคนรักสมัยเป็นนักศึกษา เมื่อเธอหายสาบสูญไประหว่างการเดินขบวนในเดือนพฤษภาทมิฬ และเขาชายผู้ซึ่งอัดแน่นด้วยสัญชาตญาณเปล่าเปลี่ยว (อีกครั้งที่ความสัมพัทธ์ของการเสียเลือดเนื้อ ความตาย ส่งทอดมาสู่อารมณ์ดำกฤษณาอย่างรวดร้าว) มีสัมพันธ์สวาทกับรุ่นน้องอีกคน และรุ่นน้องคนนี้ก็เป็นภรรยาของเขาในกาลปัจจุบัน ตัวตนของไร้ดาวค่อยๆ คลี่เผยออก ผ่านการเล่าเรื่องอย่างเป็นลำดับขั้นตอนของเขา ตอนแรกเขาบอกผู้อ่านว่าไร้ดาวตายไปแล้ว เพราะมัน ‘ขลัง’ ที่คนๆ หนึ่งต้องสูญเสียไปในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญทางการเมือง ต่อมาเปิดเผยว่าเธอยังไม่ตาย และสุดท้ายก็เป็นเพียงหญิงสาวสามัญซึ่งใช้ชีวิตมีงานการทำปกติ ไร้ดาวกลายเป็นคนมีเลือดเนื้อจริงๆ ในเรื่องเล่า แต่ ‘ไร้ดาว (ในมโนสำนึก) ของเขา’ ยังถูกรัดรึงด้วยมายาการบางอย่าง ที่เขาไม่อาจปลดปล่อยเธอไป ยิ่งเขาออกตามหา เธอยิ่งเลือนหายไป หายไปทั้ง ‘ความจริง’ ที่เขาไม่ยอมรับรู้ และ ‘ความขลัง’ ของมายาการที่ค่อยๆ เสื่อมสลายลง
ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอยตัวเอง หากแต่บริบทนั้นเปลี่ยนไป มีการชุมนุมประท้วงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (ที่มาจากการเลือกตั้ง- อันเป็นกระบวนการหนึ่งของประชาธิปไตย) และผู้ชุมนุมต่างเรียกร้องนายกพระราชทาน ตัวเขาเองก็สงสัยต่อหลักการนี้ แต่เขาก็เข้าร่วมการชุมนุมประท้วง ไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์ของคนส่วนใหญ่ หากเพื่อตามหาไร้ดาวของเขา อย่างเหนื่อยล้าและสะบักสะบอม
ภาณุสำแดงการสงสัย ซักค้าน คลี่เผยอุดมการณ์ที่หุ้มห่อความปรารถนาของปัจเจก เรื่องสั้นนี้ไม่เพียงเสนอการซ้ำรอยทางประวัติศาสตร์การเมืองอันเป็นวัฏฏะที่ส่อเสียงเสียดเศร้า ในแง่เรื่องเล่ามันยังเป็นการซ้ำซ้อนทางวรรณกรรม ซึ่งต่อยอดมาจากเรื่องสั้น โนรี ในรวมเรื่องสั้นซอยเดียวกัน ของวาณิช จรุงกิจอนันต์อีกด้วย (ภาณุเองเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาชอบเรื่องสั้นเล่มนี้มาก ทั้งวิธีคิดในการตั้งคำถามกลับกลุ่มซ้ายสุดขอบ และกลวิธีการเล่าเรื่องที่เล่นล้อกับความรู้สึกผู้อ่านอย่างชาญฉลาดและแพรวพราว) อาจกล่าวได้เลยว่า เรื่องสั้น ปรากฏการณ์ที่ใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตของใครอีกคน คือการต่อยอด (จดหมายรัก) จากอีกวัฏฏะหนึ่งทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เรื่องสั้นโนรีได้ทำไว้
ความไม่เที่ยงแท้ของอุดมการณ์ กระทั่งความเป็นจริง ที่กาลเวลาได้ทดสอบชีวิตของคนๆ หนึ่ง ดำเนินมาตามความบิดเบี่ยงไปตามเหตุปัจจัย เงื่อนไขของสังคมโลกแต่ละยุคสมัย หลักการหนึ่งเคยเป็นพระเจ้า กาลต่อมากลับเป็นมาร วิถีสง่างามอาจกลายเป็นความล้าหลัง ผู้นำที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง กาลต่อมาอาจกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดชักให้กับความจริงใหม่และอำนาจที่ใหญ่กว่า ชีวิตล้วนๆ แต่แรกเกิดค่อยๆ ก่อร่างขึ้นจากวิถีถิ่นกำเนิด คติความเชื่อ สู่ความรอบรู้ทางวิทยาการ ประกอบเป็นอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ ผกโผนอาจหาญในเบื้องแรก ก่อนกลิ้งคะมำลงสู่ที่ราบลุ่มของความซับซ้อนยอกย้อนที่ลึกล้ำกว่า อุดมการณ์เติบกล้ากลายเป็นตัวชีวิตเสียเอง ชักใช้และถูกชักใช้เหมือนอยู่บนหลังเสือ จนเมื่ออำนาจบารมีหมดประโยชน์และเสื่อมสูญ ตัวชีวิตล้วนๆ ถึงปรากฏอีกครา ในวัยร่วงโรยไม่มีใครเห็นค่า นอกจากตัวเอง
ผู้ไร้เหย้า นิรมิตประวัติศาสตร์ชีวิตและประวัติศาสตร์ชนชาติหนึ่งขึ้นใหม่ เล่าผ่านเรื่องราวชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ล่วงถึงชราภาพของ ปักฉักปานา ผู้นำและขุนศึกแห่งเผ่าว่าลิ ซึ่งในอีกหลายปีต่อมา ปักฉักปานาจะรวมชนเผ่าใกล้เคียงได้สำเร็จ และก่อตั้งเป็นสหพันธรัฐลูแซง ความทะเยอทะยานผงาดง้ำหวังรวมดินแดนประกาศแสนยานุภาพเกรียงไกร อ้างคำว่า ‘ครอบครองเพื่อปลดปล่อย’ ชาติทิเบต สุดท้ายพ่ายแพ้ด้านสมรภูมิการรบพุ่ง ประวัติศาสตร์วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่นานาซ้ำรอยความล่มสลายลงที่ชีวิตปักฉักปานา เมื่อกลับสู่เหย้าเรือน แต่บ้านเมืองกลับร้อนระอุด้วยความแตกแยก แบ่งฝักฝ่ายทางการเมือง ลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าแทรก ต่อมาประชาธิปไตยเริ่มตั้งไข่ จากนั้นเกิดเผด็จการยึดอำนาจ ปักฉักปานาถูกใส่ไคล้ให้เป็นตัวการขัดขวางการปกครอง ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ก่อนถูกประเทศเพื่อนบ้านสวมหัวโขน จัดเตรียมกำลังสนับสนุนเพื่อให้ปักฉักปานาในวัยชราย้อนกลับภูมิลำเนากำจัดกบฏคอมมิวนิสต์ที่ยึดสหพันธรัฐลูแซง ปักฉักปานาอาจกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืน แต่ผลประโยชน์ที่แท้ (จากสงครามพุ่งรบ เปลี่ยนสู่กลเล่ห์เจรจาทางการทูต) ตกเป็นของประเทศเพื่อนบ้านสิ้นแล้ว หนำซ้ำสายสัมพันธ์ทางชีวิต ภรรยา มิตรสหาย เพื่อนร่วมรบต่างต้องมาตายดับเพราะอุดมการณ์ต่างกัน
ประวัติศาสตร์ส่วนตัว ประวัติศาสตร์ชนชาติถูกลบหายไปจากประวัติศาสตร์โลกอีกครั้ง
เรื่องสั้นขนาดยาว ผู้ไร้เหย้า อุดมด้วยนิรมิตกรรมอันตะลึงลานตาของการเสกสร้างชีวิต สังคมชนเผ่าขึ้นใหม่ ผ่านวิศวกรรมทางภาษา ที่ประกอบสร้างขึ้นเป็นชนชาติหนึ่ง (ประกอบกันเข้าทั้งตำนาน ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ฯลฯ) อันสังคมที่ชนชาติหนึ่งควรจะเป็น แล้วนำสังคมนั้นมาวางลงบนแผนที่ประวัติศาสตร์ ตัดต่อและเชื่อมประสานเหตุการณ์ประวัติศาสตร์โลกที่มีอยู่จริงเข้ากับชนชาตินิรมิตนั้นจนเป็นประวัติศาสตร์ผืนเดียวกัน ดังศัลยแพทย์ผู้เปี่ยมความสามารถ จากนั้นสร้างกำลังและอลังการทางภาษาขยับเคลื่อนจินตภาพในถ้อยคำให้มีชีวิตชีวา ด้วยชั้นเชิงทักษะที่คร่ำเคร่ง ฝึกฝน และจัดเจนประวัติศาสตร์วรรณกรรมมาอย่างดีเยี่ยม จนผู้อ่านรับรู้ถึงพลังสะท้อนสะท้านที่มีอยู่ในเรื่องเล่าดังกล่าว
อลังการและแสนยานุภาพของภาษา ที่ภาณุใช้เป็นเครื่องมือในการนิรมิตเรื่องผู้ไร้เหย้าขึ้นมา สะท้อนว่าเขามีความสามารถเพียบพร้อมดั่ง ‘นายภาษา’ ชั้นเลิศ ที่สามารถโน้มน้าวผู้อ่านให้ตะลึงลานไปกับเรื่องที่เขาเสกสร้างขึ้นมา ขณะเดียวกัน ผู้ไร้เหย้า ยังอุดมด้วยท่าทีเล่นล้อกับเรื่อง ปรากฏการณ์ที่ใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตของใครอีกคน เพราะเรื่อง ปรากฏการณ์ที่ใครคนหนึ่งฯ คลี่เผยให้เห็นอุดมการณ์ต่างๆ ที่ค่อยๆ ลอกคราบออกจนเหลือตัวปัจเจกล้วนๆ ส่วนผู้ไร้เหย้า เผยให้เห็นถึงการประกอบกันเข้าของอุดมการณ์นานาจนเป็นตัวชีวิตในฐานประวัติศาสตร์ของปักฉักปานา ดังนั้นความรู้และภาษาสามารถสร้างสิ่งที่เรียกว่า อำนาจอรรถาธิบาย ชีวิตของคนและหรือสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ เรื่องเล่าที่ภาณุสร้างจึงใช้ภาษาอลังการโน้มน้าวและชักจูงผู้อ่านให้เชื่ออย่างสิ้นข้อซักค้าน
ที่ว่าเล่นล้อกับผู้อ่านนั้นก็เพราะ ในสรรพกำลังอลังการของภาษาที่ใช้ ภาณุได้วางเบาะแสถึงความไม่ละเอียดถี่ถ้วน และความไม่ประณีตซึ่งเป็นจุดด้อยของผู้ไร้เหย้าให้ผู้อ่านได้สืบค้นช่องโหว่ของเรื่อง เวลาในประวัติศาสตร์ กับ เวลาชีวิตของปักฉักปานา ซึ่งคลาดเคลื่อนและค่อยๆ หลุดเลื่อนออกจากกัน
หากนับวันวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2469 วันกำเนิดสหพันธรัฐลูแซง เป็นตัวเลขตั้งฐานอายุของปักฉักปานา เขาจะมีอายุ 20 ปีพอดี (อายุ 17 ไปศึกษาต่อยุโรป สามปีถัดมาคืนสู่มาตุภูมิ ขึ้นเป็นรัชทายาทคนใหม่ของเผ่าว่าลิ และก่อตั้งสหพันธรัฐลูแซง) ทว่าพอ มกราคม 2485 ปักฉักปานาประกาศหมั้นหมายกับดาวลูกไก่ ในตัวบทบอกว่าเขาอายุครบ 40 ปี (หากนับจาก พ.ศ. 2469 จนถึง 2485 อายุปักฉักปานาควรจะอายุ 36 ปีเท่านั้น)
‘กองทัพออกเดินทางปลายปี 2495 ก่อนจากบ้านเกิด ปักฉักปานาปราศรัยต่อหน้าประชาชน แม้ตัวเองจะแก่ชรา นี่คงเป็นการศึกครั้งสุดท้าย เขาสัญญา ต่อให้ต้องทอดร่างทิ้งทะเลทรายโกบี จะเคียงบ่าเคียงไหล่พี่น้องนักรบ นำชัยภูมิ และสันติสุขนิรันดรมากำนัลแด่ลูแซง’ (หน้า 106)
ความแก่ชรานั้นเพิ่มความขลังและอลังการในรูปประโยคที่ยกมา แต่หากนับอายุ ปักฉักปานาจะอายุเพียง 46 ปี นับจากปี 2469 และหากนับใหม่ที่อายุ 40 ในปี 2485 (ตามที่ตัวบทนำเสนอเพิ่ม) ก็เพียงอายุ 50 ปีเท่านั้น ไม่ถือว่าแก่ชราเลย16 มกราคม 2505 มีการเลือกตั้งครั้งแรก แต่แล้ว 20 มิถุนายนปีเดียวกันเกิดก่อการกบฏโดยกลุ่มคอมมิวนิสต์ ผู้นำบางกลุ่มส่งคนไปตามตัวปักฉักปานากลับมาควบคุมสถานการณ์ ตัวบทบอกว่า ‘ปักฉักปานาอายุหกสิบกว่า’ (หน้า 112) ซึ่งตามเวลาที่ผู้เขียนแจกแจงให้เห็น แล้วแบ่งออกเป็นสองอายุข้างต้น ผู้อ่านจะเห็นอายุของปักฉักปานาเคลื่อนออกจากจุดเดิมอีก กล่าวคือ อายุหกสิบกว่า แต่หากนับตามตารางเวลาก็ควรจะเป็น ไม่ 56 ปี ก็ 60 ปีเท่านั้น
‘16 สิงหาคม 2506 กองทัพไทยนำโดยเทพเจ้าสงครามแห่งว่าลิ (ปักฉักปานา) ก็ตบเท้าเข้าฐานที่มั่นคอมมิวนิสต์’ (หน้า 116) ปักฉักปานาใช้เวลาหนึ่งเดือนระดมพล แล้วไม่ถึงสองเดือนก็เข้าปิดล้อมชุนชีได้สำเร็จ ชุนชีเป็นเมืองหน้าด่านก่อนบุกเข้าเทียบชายแดนลูแซง ม้าร้องคุมทัพต้านอยู่ที่เมืองนี้ในพระราชวัง วันที่ 30 กันยายน (ไม่ได้ระบุปี พ.ศ. แต่ดูจากรูปการณ์แล้วน่าจะต่อเนื่องกัน อนุโลมให้ใช้เวลาได้ไม่กี่เดือน หรือกี่ปี) ม้าร้องพ่ายศึกฆ่าตัวตายในพระราชวัง ปักฉักปานาจึงเคลื่อนพลสู่ชายแดนลูแซงตะวันตก ตะวันออก ห่างกันแค่หกต่ง เพื่อปะมือกับกล้วยไม้ แม่ทัพอีกคนซึ่งในอดีตเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่เด็กๆ
ระยะเวลาอธิบายการรบรุกคืบของทัพปักฉักปานา (มีกองทัพไทยหนุนหลัง) อย่างรวบรัดและต่อเนื่องเพียง 6 ย่อหน้า อายุของปักฉักปานาเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างน่าฉงนใจเป็นอายุ 70 ปี ทั้งที่ปี 2506 ปักฉักปานาควรอายุ 57 ปี หรือ 61 ปี เท่านั้น
28 พฤศจิกายน 2528 ปักฉักปานาจึงมีอายุถึงสามเวลาในวันที่เขาตายลงอย่างเปล่าดาย คือสิริอายุ 79 ปี หรือ 83 ปี หรือ 93 ปี ตามลำดับ
ข้อสังเกตนี้ จะกล่าวว่าเป็นความเลินเล่อ ไม่ประณีต ที่ได้อวดแสดงทักษะและวิศวกรรมทางภาษา จนหลงลืมความเป็นระเบียบเรียบร้อยในงานฝีมือ (อันเป็นทั้งเสน่ห์ ความจริงใจ และความรับผิดชอบของนักเขียนต่องานของตน) หรือไม่ ไม่น่าจะใช่ เพราะความประณีตเรียบร้อยก็เป็น ‘ทักษะ’ พื้นฐานอย่างหนึ่งในงานประพันธ์ที่ภาณุได้ใช้เสกสร้างอย่างเต็มกำลังความสามารถตามที่ผู้อ่านรับรู้ได้ ถ้าอย่างนั้นความเลินเล่อ ไม่ประณีตนี้ก็ต้องเป็นอุบาย เบาะแส หรือหลุมพราง ที่ภาณุได้วางไว้ ‘เล่นล้อ’ กับผู้อ่านเพื่อกระตุ้น และยั่วยุให้ผู้อ่านได้ ‘จับผิด’ ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่เขาสร้างขึ้น เพื่อสะท้อนให้เห็นค่ายกล อุบาย และอำนาจอรรถาธิบายของ ความรู้ และ ภาษา ล้วนๆ นั่นเอง
ความสามารถทางวิทยาการความรู้ ตำรับตำราทางประวัติศาสตร์ ทฤษฎีทางปรัชญา และศิลปวัฒนธรรมที่พัฒนามาตามลำดับของวิวัฒนาการมนุษย์และสังคม เป็นข้อคิด ตั้งคำถาม สืบย้อนหาคำตอบ ซักไซ้และซักค้าน ถึงการตั้งอยู่ มีอยู่ และดับสูญของชีวิต ที่ความรู้ ประสบการณ์ คติ ความเชื่อ หลักการทางวิทยาศาสตร์ อรรถาธิบายทางปรัชญา ศรัทธาทางศาสนา โชคชะตา ความจำเป็น และเงื่อนไข ได้ประกอบกันเข้าเป็นองค์รวมของชีวิตมนุษย์คนหนึ่งๆ
เช่นเดียวกับเรื่องสั้นสมัยใหม่ที่ใส่ใจสืบค้น ที่มา/รากเหง้า ของชีวิตหนึ่งๆ ในฐานะสำรวจรื้อการประกอบกันเข้าขององคาพยพมากมาย มากกว่าจะนำพาตัวละครไปสู่จุดหมายปลายทางด้วยชัยชนะทางอุดมคติของเขา/เธอ ตัวละครของภาณุเป็นผู้ตกอยู่ระหว่างกลาง ไปไม่ถึงจุดหมาย แต่ถึงพร้อมด้วยการเปิดเปลือยคลี่เผยให้เห็น อุดมการณ์หนึ่งๆ ที่คลี่คลุมชีวิตของตัวละครนั้นๆ
อย่างมีรสนิยมทางศิลปะ ซับซ้อนฉลาดล้ำด้วยนัยยะวิพากษ์ ‘เส้นทางวรรณกรรมไทย’ จากยุคอุดมคติวรรณกรรมที่มีอุดมการณ์เพื่อสังคมอย่างแข็งขัน ยึดมั่นถือมั่น จนลักษณะตัวละครนั้นมีเพียงอุดมการณ์แต่ขาดความมีชีวิตและความเป็นมนุษย์ ดุ่มเดินทื่อมะลื่อใช้อุดมการณ์ต่างดาบฟาดฟันทัศนะอื่นๆ ที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางสังคมให้ดับดิ้น ก่อนประกาศกร้าวปักธงอุดมการณ์ซึ่งได้รับชัยชนะในตอนท้ายเรื่อง แต่เรื่องสั้นของภาณุชี้ให้เห็นการประกอบกันเข้าของชุดความรู้ เติบใหญ่เป็นอุดมคติ และประกาศกร้าวเป็นอุดมการณ์ในตัวชีวิตของคนและหรือตัวละครหนึ่งๆ
อุดมคติของเรื่องสั้นยุค 30-50 ปีก่อน ที่ตัวละครดุ่มเดินมุ่งมั่นฟาดฟันตามรายทางไปสู่จุดหมาย ภาณุซักค้านอย่างสมน้ำสมเนื้อให้ตัวละครยุคปัจจุบันไม่อาจไปถึงจุดหมาย แต่ล่วงรู้ว่าชีวิตตนถูกประกอบสร้างมาจากชุดความรู้และอุดมการณ์ใดบ้าง (ตามรายทาง) และภาณุก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการนำเสนอภาพชีวิตคนร่วมสมัยที่ผันเปลี่ยนไป ในรวมเรื่องสั้น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม มันคลี่เผยชัดเจนถึง ‘ความมุ่งหมายที่แท้จริง’ ในการร่วมขบวนกิจกรรมทางการเมือง ในเรื่อง ปรากฏการณ์ที่ใครคนหนึ่งหายไปจากชีวิตของใครอีกคน หรือความผกผันทางอุดมการณ์จากความรุ่งโรจน์ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางผลประโยชน์ในโลกสมัยใหม่ที่ซับซ้อนกว่า จนสู่ความเสื่อมสูญอย่างเปล่าดายใน ผู้ไร้เหย้า กระทั่งความพ่ายแพ้ เดียวดาย และรอยร้าวอันเป็นเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ของคู่ชีวิตหนุ่มสาวหลากหลายคู่ในรวมเรื่องสั้นชุดนี้ ความพ่ายแพ้ต่อประเด็นที่นำเสนอในเรื่องสั้น แท้แล้วคือชัยชนะ ทางด้านมิติในด้านความเป็นมนุษย์ของตัวละคร ที่ถูกมอบคืนความมีชีวิตชีวาให้ตัวละครเหล่านั้นเต้นเร่าตามทางของตน
หลังจากที่ภาณุได้วิพากษ์สิ่งต่างๆ ดังที่ผู้เขียนบทความได้เสนอมาแล้วข้างต้น ด้วยประเด็นและลีลาหลากหลายตั้งแต่เรื่องแรกจนมาถึงเรื่องสุดท้าย อิรัสไชมะเซะ สรุปคลี่คลายการวิพากษ์ดังกล่าวได้อย่างประณีตและงามช้อย
‘ผืนแล้วผืนเล่าซ้อนทับกันบนร่างหลานสาว จากขาวบริสุทธิ์ เริ่มมีลายเงินแซม อีกผืนเป็นรูปกระเรียนสีทองถลาเกาะกิ่งไม้ ผมประคองผ้าไหมส่งให้คุณย่า เนื้อมันจนแทบลื่นหลุดมือ ผมนึกถึงตอนเด็กๆ เก็บชบามาเด็ดทิ้งทีละกลีบเหลือเพียงก้านเกสร แต่นี่ตรงข้าม จากหญิงสาวร่างบอบบาง ค่อยๆ พองตัวตามแต่ละผืนที่ห่มกาย’ (หน้า 132)
เป็นภาพอุปลักษณ์ที่เรียบง่าย ลึกซึ้ง และเกลี้ยงเกลา หลังจากพาคนอ่านผจญภัยในแต่ละเรื่องเล่าอย่างเอมอิ่มแล้ว เรื่องที่ดูเหมือนไม่มีเรื่องของ อิรัสไชมะเซะ ก็สำแดงความง่ายงามออกมา
ในภาพรวม เรื่องที่ดูเหมือนไม่มีเรื่อง ไม่เป็นเรื่อง เพียงไหวคล้อยลู่เอนซ้ายทีขวาที ไม่ได้จบที่หักพับ ‘เลือกข้าง’ หนึ่งใด ทว่ามีนัยยะให้สืบค้นตามติดอย่างเพลินใจ คือคุณลักษณ์เด่นชัดในเรื่องสั้นไทยยุคปัจจุบัน
อุดมการณ์ทางสังคมอันเป็นพันธกิจของตัวละครแผ่วจางไป สู่การให้อำนาจแก่ปัจเจก ความหวั่นวิตกของผู้หลักผู้ใหญ่ทางวรรณกรรมที่ว่า วรรณกรรมไทยร่วมสมัยไม่เอาใจใส่สังคม กลายเป็นความวิตกกังวลจนเกินการณ์ สู่การเอาไปร้องป่าวอย่างโฆษณาชวนเชื่อของนักข่าววรรณกรรมรุ่นใหม่ๆ นักวิจารณ์รุ่นใหม่ๆ กระทั่งนักเขียนรุ่นใหม่ๆ
บรรณาธิการรุ่นใหม่ๆ เริ่มเคลื่อนคล้อยเคลิบเคลิ้มตามความเห็น กล่าวออกมาอย่างเอกเขนกสะดวกดาย (เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด) ว่า เออหนอ นักเขียนรุ่นใหม่เอาแต่เรื่องส่วนตัว เอาแต่ปัจเจกเป็นที่ตั้ง จนผินหลังที่จะสะท้อนหรือชี้นำสังคมแล้วอย่างนั้นหรือ (บางทีที่มาของคำกล่าวอ้างเชิงห่วงใยนี้ อาจไม่ได้มีที่มาจากผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ ‘คำ’ นั้นก็มีคุณวุฒิในตัวมันเอง โดยไม่เลือกวัยวุฒิของผู้ฉวยใช้)
น่าสงสัยว่า มันเป็นจริงดังคำหวั่นสะทกชวนเชื่ออย่างนั้นหรือไม่
ภาณุใช้ความเป็นปัจเจก ชีวิตในฐานส่วนบุคคล สะท้อนจักรวาลทางสังคมที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากคติคิด วิทยาการความรู้ และความเชื่อ ฯลฯ ซึ่งไหลเวียนเป็นพลวัตรทั้งทางวิวัฒนาการและกาลเทศะ นั่นเพราะคนๆ หนึ่งอาจไม่มีความหมาย กระทั่งไร้ตัวตน หากไม่ถูกจำกัดความหมายขึ้น ในแง่นี้ผู้คนในสังคมต่างแลกเปลี่ยนความหมายกันผ่านอรรถาธิบายจากศาสตร์แขนงต่างๆ เพื่อบ่งบอกสถานะแห่งตน นี่ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นปัจเจก (ศัตรูตัวร้ายที่มองผ่านกรอบวรรณกรรมเพื่อชีวิตและสังคม) ไม่ได้ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ผินหลังและไม่ไยไพต่อความเป็นไปทางสังคม (แม้ตัวละครนั้นๆ จะแสดงความไม่สนใจสังคมอย่างไรก็ตาม) เพราะจักรวาลทางสังคมสามารถถูก ‘อ่าน’ ได้ผ่านทะเลสาบแห่งโลกทัศน์ ชีวทัศน์ซึ่งอยู่ภายใน – ผ่านการเผยแสดงทางพฤติกรรม ทัศนคติ (ที่ถูกพูด/แสดง และ ไม่ได้พูด/แสดง) ในตัวคน/ตัวละครนั้นๆ อยู่แล้ว กรอบการมองดังกล่าวจึงมักเรียกร้องให้งานวรรณกรรมสมัยใหม่ พูดและรายงานอย่างชัดแจ้ง เพื่อการ ‘เห็น’ โดยสะดวกดาย เพื่อจะได้ ‘อ่าน’ มันน้อยลง – ตามวัฒนธรรมการเห็นที่เป็นกระแสและแสนจะสามัญแล้วในโลกยุคปัจจุบัน
แต่การเห็นก็อยู่ที่กรอบการมองของใครคนนั้น ซึ่งสะท้อนทัศนคติและวุฒิภาวะของเขา/เธอออกมาด้วยเช่นเดียวกัน
ภาณุแสดงเจตจำนงชัดแจ้งในการเปิดเปลือยให้เห็นสภาพล้วนๆ ถ้วนๆ ของชีวิต ที่ถูกประกอบขึ้นมาจากคติ ความเชื่อ ความรู้ ปรัชญา อุดมการณ์ และวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อมองตัวชีวิตนั้นอย่างสะอ้านและน่ารักใคร่ และใฝ่ใจที่จะอ่านกันและอ่านมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกันและกันในมุมเสนอที่แตกต่างออกไป
“พอคนพูดถึงท่านปรีดี (พนมยงค์) มักบอกว่าท่านมีคุณานุคุณต่อประเทศชาติประการนู้นประการนี้ ย่าไม่รู้หรอก สำหรับย่า ท่านปรีดีคือผู้ชายหน้าผากกว้าง คิ้วเข้ม หูสวย ยิ้มอบอุ่น ชอบดอกดาวเรือง” (อิรัสไชมะเซะ หน้า 133)
“พอคนพูดถึงท่านแปลก (พิบูลสงคราม) มักว่าท่านไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้ ช่วงหลังๆ หนังสือพิมพ์นักศึกษาก็โจมตีท่านต่างๆ นานา ย่าก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก สำหรับย่า เวลาท่านใส่กิโมโนสีเขียวแล้วดูดีไม่หยอกเลยละ” (หน้า 134)
ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม ของภาณุ ตรัยเวช ประสบความสำเร็จในข้อเสนอต่อการมองชีวิต ในกระบวนวิธีที่ท้าทายและชวนตีความ.



