October No. 7

ชื่อหนังสือ: October No. 7

พิมพ์ครั้งแรก: พฤษภาคม 2551

ราคา: 250 บาท

สารบัญ:


Speeches

สุนทรพจน์ครั้งประวัติศาสตร์ของ บารัค โอบามา

สุนทรพจน์ขอขมาชนพื้นเมืองของ เควิน รัดด์

สุนทรพจน์อำลาตำแหน่งของ โทนี แบลร์

สุนทรพจน์รับตำแหน่งของ กอร์ดอน บราวน์

สุนทรพจน์ประกาศชัยชนะของ นิโกลาส์ ซาร์โกซี

Political Economy

มองการเมืองไทยผ่านแว่นตานักประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

รัฐธรรมนูญ 2550 กับเศรษฐกิจพอเพียง รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

10 ปี วิกฤตเศรษฐกิจ 30 ปี ตลาดทุนไทย บรรยง พงษ์พานิช

Profiles & Ideas

A Man Behind the Marketing of Nations สุวิทย์ เมษินทรีย์

ปฏิรูปสื่อ - ปฏิรูปการเมือง สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ทำไมต้องเรียนกฎหมายมหาชน วรเจตน์ ภาคีรัตน์

มองโลกและประชาธิปไตยไทยด้วยเลนส์ในและเลนส์นอก สุรัตน์ โหราชัยกุล

Life & Arts

มุสลิมในโลกสมัยใหม่ มาโนช พุฒตาล

ดีไซน์ไทยในการเปลี่ยนแปลง สุวรรณ คงขุนเทียน

คำสารภาพสุดช็อกของ กึนเทอร์ กราสส์ ?

5,400 ล้านบาท ประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าเบื้องหลังภาพเหมือนที่ราคาแพงที่สุดในโลก

โปรดมองภาพเขียนอย่างใกล้ชิด คือจุมพิต คือชีวิต และปรัชญา ของ กุสตาฟ คลิมต์


OCTOBER--NEXT


28 มีนาคม 2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนัดชุมนุมที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในรูปแบบการจัดการราย ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ แม้โดยเนื้อหาจะมุ่งชูภาพความเป็นงานสัมมนาวิชาการมากกว่าการชุมนุมทางการเมืองเพื่อประท้วงรัฐบาล แต่โดยลีลาแล้ว ยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษ นับเป็นการชุมนุมใหญ่ทางการเมืองของพันธมิตรฯ เป็นครั้งแรก หลังจากการประกาศชุมนุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 มีอันต้องยุติไปโดยปริยาย เมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อันนำไปสู่การตั้งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (หัวหน้าคณะปฏิวัติ) เข้าบริหารประเทศชั่วคราว ก่อนจะส่งต่ออำนาจบริหารให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตองคมนตรีรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

นับเป็นเวลากว่าหนึ่งปีครึ่งที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ภายใต้วังวนทางการเมือง การเผชิญหน้าระหว่างขุมพลังต่างๆ ไม่ได้อันตรธานหายไปพร้อมกับการปฏิวัติดังที่คณะนายทหารคาดคิด กลุ่มคัดค้านการรัฐประหารอันหลากหลายได้หลอมรวมอย่างหลวมๆ เข้ากับกลุ่มสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ทำการเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกรูปแบบในลีลาเดียวกันแต่เพิ่มความก้าวร้าวดุดันกว่าพันธมิตรฯ จนในที่สุด สถานที่ที่เคยสมมติกันว่าศักดิ์สิทธิ์อย่างบ้านสี่เสาเทเวศร์ก็มีอันต้องประสบเภทภัย เมื่อแกนนำแนวร่วมปราบกบฏได้พากลุ่มผู้ชุมนุมฝ่าวงล้อมของตำรวจบุกยึดพื้นที่หน้าบ้านทำการปราศรัยด่าทอ พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยถ้อยคำที่เผ็ดร้อนและหยาบคาย ชนิดที่รัฐบุรุษชราไม่เคยคิดว่าจะต้องมาได้ยินในช่วงบั้นปลายชีวิต

นับเป็นการทดสอบพลังและขันติธรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้เคยได้รับฉายาว่า นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งในทางการเมืองและเรื่องส่วนตัว อันเป็นสองประเด็นที่แหลมคมยิ่ง จักรภพ เพ็ญแข อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้เคยได้รับคำชมจากปากของ พล.อ.เปรม ถึงชั้นเชิงความสามารถในการดำเนินรายการถ่ายทอดสดเมื่อครั้งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก กลายมาเป็นคนที่วิจารณ์ พล.อ.เปรมอย่างรุนแรงเร่าร้อน ด้วยถ้อยคำที่ยากเกินกว่าผู้คนซึ่งเคยรับชมรายการวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศของเขาจะจินตนาการได้

สำนวน ก้อนกรวดในรองพระบาท ถูกนำมาใช้ในที่ชุมนุมเพื่อกระทบกระเทียบ แต่ไม่ต้องถึงฝ่าพระบาทอันมิอาจวิจารณ์ กระบวนการดังกล่าวทำให้ พล.อ.เปรม ถูกมองเป็นอื่นไปมิได้ นอกจากเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ อีกทั้งการมุ่งเป้าโจมตีไปที่ประธานองคมนตรี ย่อมส่งผลกระเทือนโดยตรงต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งตลอดระยะเวลาแห่งการต่อสู้ทางการเมืองในช่วงสามปีที่ผ่านมา ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้ามมาโดยตลอด จนทำให้สถาบันต้องตกอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงและท้าทายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ นับจากการล่วงหล่นจากอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม

หลายครั้งที่นักปราศรัยแห่งเวทีสนามหลวงเลือกวิจารณ์ราชสำนักผ่านสัญลักษณ์มังกรและหงส์ เพื่อส่งเสียงตรงเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ซึ่งตั้งอยู่เบื้องหน้ามาเป็นเวลากว่า 200 ปี จนกินนร-กินรีและนาคที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามสะดุ้งกลางราตรี จากดีกรีความร้อนแรงในยุคเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง


แม้แกนนำแนวร่วมปราบกบฏจะถูกจับกุมคุมขังชั่วคราว แต่เสียงปราศรัยหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์กลับดังก้องกังวานไกลไปทั่วทั้งพระนคร เหมือนหนึ่งจะสะท้อนว่า มหากาพย์แห่งการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างขั้วอำนาจสำคัญของสังคมไทยเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น การทำรัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หาได้ทำให้เครือข่ายและขุมพลังที่ถูกสั่งสมมานานของอดีตนายตำรวจผู้สร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจสัมปทานก่อนจะผันตัวเองเข้าสู่เส้นทางการเมืองต้องสะดุดหยุดลง หากแต่สงครามรูปแบบใหม่ที่ฝ่ายหนึ่งมีอำนาจรัฐในระดับประเทศ กับอีกฝ่ายหนึ่งที่มีอำนาจทุนในระดับสากลกำลังก่อตัวขึ้นผ่านตัวแทนของทั้งสองฝ่าย โดยพลังของการเมืองภาคประชาชนซึ่งสั่งสมมาเป็นเวลาแรมปี นับจากการก่อเกิดของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต้องถูกกันออกจากพื้นที่แห่งอำนาจ ด้วยการทำรัฐประหารของคณะทหารแทบไม่แตกต่างจากการเด็ดหน่ออ่อนของการต่อสู้กลับคืนสู่มือชนชั้นนำอย่างแยบคายก่อนหน่อจะกลายเป็นไม้ใหญ่

ยิ่งเมื่อรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่อาจพิสูจน์ข้อกล่าวหาที่คณะรัฐประหารกล่าวอ้างไว้ได้ในเวลาอันควร แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินให้ยุบ พรรคไทยรักไทย แต่ พรรคพลังประชาชน ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่โดยแกนนำพรรคไทยรักไทยเดิมที่มิได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง กลับยังคงได้รับเสียงสนับสนุนจากภาคชนบทไทยอย่างถล่มทลาย จนสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยยากที่จะใช้เงื่อนไขใดมาปฏิเสธ แม้แต่ผู้ที่ประกาศตัวเป็นนอมินีของพ.ต.ท.ทักษิณอย่างชัดถ้อยชัดคำเช่นนายสมัคร สุนทรเวช ก็ยังสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ด้วยเสียงข้างมาก โดยมิลืมที่จะหนีบเอา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เข้าทำเนียบในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายใต้ภารกิจที่ประกาศชัด คือการนำ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับประเทศ

การเมืองไทยที่น่าจะคลี่คลายไปได้หลังการปฏิวัติราคาแพงและรัฐบาลขิงแก่ราคาตก จึงต้องเดินเข้าสู่การเผชิญหน้าอีกครั้ง เมื่อประชาชนคนชั้นกลางในเมืองไม่สามารถฝากความหวังไว้กับการเมืองในสภาได้ การเมืองภาคประชาชนภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญจึงต้องถูกจุดกระแสขึ้น โดยมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์-สถาบันอันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางการเมือง--เป็นจุดเริ่มต้น

ทั้งนี้โดยมีมวลชนในชนบทซึ่งได้รับการปรนเปรอผ่านนโยบายประชานิยมตลอดระยะเวลาแห่งการบริหารงานของพรรคไทยรักไทย อันเป็นฐานใหญ่ในการกุมชัยชนะทางการเมืองของไทย เป็นเหมือนพายุฤดูร้อนที่พร้อมจะพัดกระหน่ำพระนครเมื่อการเมืองบนท้องถนนร้อนแรงขึ้น


ท่ามกลางความปั่นป่วนสับสนของระบบการเงินโลกจากวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลกทั้งในยุโรปและเอเชีย ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมัน ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ วิกฤตการเมืองไทยครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลังจากการเผชิญหน้ากันของขุมพลังต่างๆ ไม่สามารถหาทางออกได้ ไม่ว่าจะด้วยการประนีประนอมหรือแตกหัก วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงเกิดขึ้นบนเงื่อนไขที่ซับซ้อนกว่าเดิม เพราะนอกจากเงื่อนไขภายนอกแล้ว เงื่อนไขภายในที่ทุกฝ่ายต่างเก็บรับประสบการณ์จากการถูกท้าทายอย่างถึงแก่น จนนำไปสู่ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียแบบหมดสิ้น กดดันให้ทุกคนดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ เดิมพันครั้งใหม่ของทุกคนจึงสูงยิ่งกว่าครั้งไหน เพราะเป็นเดิมพันที่ไม่เพียงแต่จะกำหนดอนาคตของประเทศชาติ หากล้วนผูกพันกับอนาคตของตัวละครแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง ทั้งในแง่ส่วนตนและโคตรวงศ์

จึงไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติเท่านั้นที่วางอยู่เบื้องหน้าดังที่กล่าวอ้าง หากแต่การต่อสู้ครั้งนี้มีชะตากรรมของตัวละครสำคัญในทุกระดับชั้นของสังคมไทยเป็นเดิมพัน เป็นชะตากรรมในระดับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ของทุกประเทศ และกำลังจะเกิดอีกครั้งในสังคมไทย ซึ่งกำลังเรียนรู้ที่จะใช้วิธีการใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง หลังจากที่เคยผ่านความรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง


ในสหรัฐอเมริกา การรณรงค์เพื่อรับการคัดเลือกเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟากเดโมแครต อเมริกา--ประเทศที่ไม่เคยมีที่ว่างทางประวัติศาสตร์ให้กับการปฏิวัติ--กำลังใช้กระบวนการเลือกตั้งผู้นำสูงสุดทางการบริหารกำหนดอนาคตใหม่ของประเทศ หลังจากต้องเสียเวลาไปร่วม 8 ปีกับประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้นำอเมริกาเข้าสู่สงครามอิรัก อันนับเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผิดพลาดร้ายแรง จนส่งผลให้อเมริกาต้องขาดดุลงบประมาณอย่างหนัก ยอดทหารที่เสียชีวิตในอิรักสูงกว่า 4,000 คน ค่าใช้จ่ายทางการทหารได้รับการประเมินว่าอาจจะสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กระนั้น อเมริกากลับถูกหวาดระแวงเกลียดชังอย่างยิ่งจากชาวโลก จนตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายทั้งในและนอกประเทศ

เงื่อนไขเหล่านี้เป็นภาระหนักสำหรับประธานาธิบดีคนใหม่ ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน เมื่ออาสาเป็นผู้นำย่อมต้องแบกรับภารกิจเพื่อคนทั้งชาติ มิใช่เพื่อพรรคหนึ่งพรรคใด หรือคนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่เลือกตนมา

ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง อเมริกันดูจะมีความหวังขึ้นอีกครั้ง เมื่อนักการเมืองหนุ่มผิวสี ผู้มีบิดาเป็นชาวเคนยาและมารดาเป็นชาวอเมริกันผิวขาวนาม บารัค โอบามา วุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์ ประกาศตัวชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดี โดยชู ความเปลี่ยนแปลง เป็นธงนำในการหาเสียง พร้อมทั้งประกาศจุดยืนที่จะผสานรอยร้าวเยียวยาบาดแผลของสังคมอเมริกันที่สั่งสมมานานวันจากปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ สุขภาพ และสีผิว

โอบามา ผู้ใช้ชีวิตวัยเยาว์ในสังคมมุสลิมอินโดนีเซีย ก่อนจะเติบโตในครอบครัวอเมริกันผิวขาวในฮาวาย และจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกาอย่างฮาร์วาร์ด แต่กลับละทิ้งภาคการเงินเดินหน้าทำงานด้านกฎหมายเพื่อคนยากไร้ กำลังถูกคาดหวังว่าจะเป็นผู้นำพาอเมริกาไปสู่การเมืองใหม่ อันเป็นสิ่งที่คนในแต่ละประเทศมุ่งหวัง หลังจากการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนโดยกลุ่มผลประโยชน์ทำให้แต่ละประเทศรวมทั้งอเมริกาต้องตกอยู่ในวังวน จนการเมืองแทบจะไม่เป็นทางออกในการแก้ปัญหา หากแต่เป็นตัวสร้างปัญหาให้กับคนในประเทศและโลกทั้งระบบ

ถ้าในอดีตจอห์น เอฟ. เคนเนดี เคยเป็นหนึ่งในประธานาธิบดีที่คนอเมริกันชื่นชมที่สุดคนหนึ่ง การออกมาสนับสนุนของผู้นำทางการเมือง นักแสดงชื่อดัง นักวิชาการ สื่อมวลชน ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในรัฐต่างๆ รวมทั้งสมาชิกแห่งตระกูลเคนเนดี มีส่วนสำคัญยิ่งที่จะช่วยผลักดันให้คนธรรมดาที่เติบโตมาในส่วนผสมของสังคมอันหลากหลาย สามารถก้าวขึ้นสู่การชิงตำแหน่งผู้นำประเทศที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลก ในห้วงเวลาที่ประเทศนั้นเผชิญหน้ากับความท้าทายสูงสุด แม้อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งซึ่งเคยใช้ชีวิตสร้างเครือข่ายกว่า 8 ปีในทำเนียบขาวอย่างฮิลลารี คลินตัน ก็ยังมิอาจหยุดยั้งกระแสลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่พัดแรงในอเมริกาได้


ในอังกฤษพรรคแรงงานเลือกใช้วิธีการเปลี่ยนผู้นำผ่านกลไกพรรค เมื่อนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ตัดสินใจลาออกหลังจากเผชิญแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกพรรคมาแรมปี ส่งผลให้กอร์ดอน บราวน์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่รอคอยมานานโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง การลงจากอำนาจเมื่อถึงเวลานับเป็นศิลปะขั้นสูงทางการเมืองที่โทนี่ แบลร์แสดงออกมาอย่างเด่นชัด เช่นเดียวกับทักษะในการสร้างข่าวและการสื่อสารกับประชาชนของเขา เมื่อแบลร์จากไป ก็ถึงเวลาที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างบราวน์จะได้เรียนรู้รสชาติของการเป็นผู้นำสูงสุด ผู้ต้องรับทั้งลมและฝนที่สาดเข้าใส่ตรงๆ โดยมิมีร่มเงาคอยปกป้อง ซึ่งเป็นภาวะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการทำงานอยู่เบื้องหลัง อันเป็นสิ่งที่ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องเผชิญ หลังจากตอบรับคำเชิญของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้าร่วมทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล พร้อมประกาศแยกทางกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจนทำให้พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาต้องตกอยู่ในอาการไร้ผู้นำ และถลำเข้าสู่เส้นทางการเมืองแบบเดิมๆ ด้วยการผสมพันธุ์จัดตั้งรัฐบาล ไม่แตกต่างจากพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน รวมทั้งพรรคมัชฌิมาธิบไตย ซึ่งในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งปี ทำให้คนที่ประกาศต่อสู้กับทักษิณแบบเอาเป็นเอาตายอย่างประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กลายเป็นคนหมดรูปหมดราคาจนต้องรับฉายา อนุบาลทางการเมือง ไปประดับหน้าตึกทีพีไอ ซึ่งค่อยๆ หายไปจากความทรงจำของสังคม

รูปเกม หน้าตา และลีลาของรัฐบาลใหม่ เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับจุดไฟแห่งความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ยังไร้ทางออก ถ้าการขายหุ้นกลุ่มชินคอร์ปให้กับเทมาเสก เป็นคาถาเรียกผู้คนทั่วฟ้าให้มาชุมนุมกันที่ลานพระรูปฯ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 การประกาศแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชาชนไม่กี่วันก่อนการนัดชุมนุมใหญ่ของพันธมิตรฯ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็กำลังจะกลายเป็นน้ำมันที่ราดลงไปบนกองไฟที่ยังคงครุกรุ่นเรื่อยมา นับจากการเมืองภาคประชาชนถูกจุดขึ้นเป็นครั้งแรกผ่านผู้นำโดยอุบัติเหตุอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ซึ่งบัดนี้ได้หลงใหลกับกลิ่นไอมวลชน หลังจากที่เคยสาละวนกับการเมืองในสภาจนต้องเสียเงินและเสียเวลาให้กับอดีตนายตำรวจกองปราบนับร้อยล้านบาทในช่วงเวลาหลายปีที่ทั้งสองคบหาเป็นสหาย

การประกาศขยายเครือข่าย สร้างแกนนำอันหลากหลาย จะกลายเป็นภารกิจสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยประชาชนได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะนี่คือกระบวนการต่อสู้เพื่อพลิกโฉมหน้าประเทศไทย ซึ่งเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กับการช่วงชิงอำนาจระหว่างขุมพลังที่ไม่เคยหยุดยั้งเพียงพอในยุคที่ประเทศไทยถูกประกาศให้เป็นสังคมพอเพียง


OCTOBER ฉบับนี้จึงมิได้มุ่งแต่จับสถานการณ์ปัจจุบัน หากแต่เก็บเกี่ยวเบื้องหลังผ่านปากคำและความคิดของผู้คนในแต่ละช่วงเวลาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเอาไว้อย่างหลากหลาย นับตั้งแต่สุนทรพจน์ครั้งสำคัญของบารัค โอบามา ผ่านการแปลและเรียบเรียงโดยนักวิชาการอิสระอย่างสฤณี อาชวานันทกุล สุนทรพจน์อำลาตำแหน่งของโทนี แบลร์ และสุนทรพจน์ในวันรับตำแหน่งของกอร์ดอน บราวน์ รวมทั้งสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีที่คนฝรั่งเศสฝากความหวังในการปฏิรูปการเมืองของประเทศไว้อย่างมากมาย แต่สุดท้ายกลับพบว่านิโกลาส์ ซาร์โกซี เชี่ยวชาญในการสร้างข่าวอื้อฉาวมากกว่าข่าวคราวการบริหารประเทศ อีกทั้งยังมีสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย เมื่อนายกรัฐมนตรีเควิน รัดด์ ยอมกล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการต่อชนพื้นเมือง ผู้ซึ่งถูกพรากจากครอบครัวตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อเข้ารับการเลี้ยงดูแบบคนผิวขาว อันเป็นการทำลายล้างเผ่าพันธุ์อย่างเลือดเย็นเป็นเวลาหลายทศวรรษ

ประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐอเมริกาดำเนินมาอย่างไร บทเรียนจากการแทรกแซงของอำนาจตุลาการเป็นเช่นไร ปกป้อง จันวิทย์ พาท่านผู้อ่านไปสนทนากับ รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์อเมริกัน ก่อนที่ ศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของไทย ผู้ใช้กรอบเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์รัฐธรรมนูญ 2540 มาแล้วอย่างละเอียด จะเปิดมุมมองที่มีต่อรัฐธรรมนูญ 2550 อย่างห่วงใยถึงผลกระทบระยะยาวที่จะมีต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นบทวิเคราะห์หลังเสียงส่วนใหญ่ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญได้ไม่นาน โดยเป็นการวิจารณ์เชิงวิชาการแบบไม่มีวาระซ่อนเร้น ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์รังสรรค์กระทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในฐานะนักวิชาการผู้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยอยู่ตลอดเวลา จนปีที่ผ่านมาได้รับเกียรติให้เป็นผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อันเสมือนเป็นอนุสรณ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งชีวิตสำหรับนักคิดจากสำนักท่าพระจันทร์ท่านนี้

10 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยในภาคการเงินผ่านวิกฤตมาได้อย่างไร ประสบการณ์ 30 ปีของบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ในแวดวงการเงินเชิงลึก ผู้ผ่านการทำดีลสำคัญมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ได้รับการบอกเล่าอย่างถี่ถ้วนผ่านบทสัมภาษณ์ขนาดยาวที่ไม่เคยตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อนในฉบับนี้

จะถือว่าเป็น Exclusive Interview ที่คนในแวดวงบริษัทหลักทรัพย์ต้องอ่าน ก็คงพออ้างได้แบบไม่ขัดเขิน

เช่นเดียวกับมุมมองต่อการปฏิรูปการเมือง-ปฏิรูปสื่อของนักวิชาการชั้นนำจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่าง ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ วิศวกรคนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเกิดของสถานีโทรทัศน์สาธารณะของประเทศไทย ผู้ยังคงมีความหวังและพลังขับดันในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยอย่างเต็มเปี่ยม

ถ้า ดร.สมเกียรติ ได้รับอิทธิพลจากการฝึกฝนตนเองของการศึกษาแบบญี่ปุ่น มุมมองของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็น่าจะช่วยให้เราเข้าใจวิธีคิดของระบบการศึกษาด้านการตลาดและกลยุทธ์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงเวลาแห่งการบริหารประเทศของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย รวมไปถึงเปิดเผยให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางการเมืองและอนาคตที่หักเหของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ผู้ต้องประกาศกลับไปเลี้ยงลูกหลังถูกย้ายทะเบียนเข้าบ้านเลขที่ 111 โดยศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็นบทสัมภาษณ์แบบละเอียดและเจาะลึกเป็นครั้งแรกของ ดร.สุวิทย์ ผู้มิเคยเล่าประวัติชีวิตให้ฟังผ่านสื่อมาก่อน เป็นฉบับยาวกว่าการตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร GM โดยเพิ่มมุมมองด้านการศึกษาในช่วงท้าย เพื่อให้เห็นทางเลือกอันหลากหลายของความคิด

จากญี่ปุ่น อเมริกา ระบบการศึกษาแบบอังกฤษได้รับการบอกเล่าจากปากของนักวิชาการรุ่นใหม่อย่าง ผศ.สุรัตน์ โหราชัยกุล แห่งภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ออกเดินสายร่วมกับอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เสาหลักปัญญาชนสยาม ในการชี้แจงกับต่างประเทศแทนรัฐบาลใหม่ หลังจากประเทศไทยเกิดการปฏิวัติ อะไรทำให้นักรัฐศาสตร์ผู้นี้เห็นดีกับการปฏิวัติ ทั้งๆ ที่น่าจะขัดกับทฤษฎีที่เล่าเรียนมา หาอ่านได้ในฉบับนี้ เช่นเดียวกับประวัติชีวิตส่วนตัวที่เต็มไปด้วยสีสันอันน่าติดตามไม่แพ้กัน

ส่วนประวัติความเป็นมาของกฎหมายมหาชนและการศึกษาในระบบเยอรมัน หน้าที่เล่าตกเป็นของ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ยืนวิพากษ์รัฐธรรมนูญและรัฐประหารอย่างเข้มข้นโดยไม่เลือกข้างและเวลา แม้จะถูกป้ายสีให้แปดเปื้อนตามสภาวการณ์ทางการเมืองในบางครั้ง แต่สำหรับบุคคลที่รู้จักอาจารย์วรเจตน์ เขาคือนักกฎหมายที่ยึดมั่นในหลักนิติธรรมมากกว่าสิ่งใด ทั้งชื่อเสียง ลาภ สักการะ ไม่สามารถโน้มน้าวนักวิชาการหนุ่มคนนี้ได้


OCTOBER ฉบับนี้ปรับรูปแบบการนำเสนอใหม่ เพื่อสร้างความหลากหลายและลงลึกไปกว่าประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เป็นข้อโต้แย้งแห่งปัจจุบัน ด้วยการชวนท่านผู้อ่านค้นหาความจริงจากประวัติความเป็นมาของผู้คนจากหลายวงการผ่านบทสัมภาษณ์หลากรส รวมทั้งเพิ่มเนื้อหาส่วนขยายว่าด้วยเรื่องของศิลปะ ดีไซน์ และหนังสือ เพื่อเปิดมุมมองใหม่ในการหาทางออกจากปัญหา และหาความรื่นรมย์เฉพาะหน้าในช่วงเวลาแห่งความสงบงันทางการเมืองก่อนพายุใหญ่จะเคลื่อนผ่าน

ประสบการณ์การปรับตัวของนักออกแบบอย่างสุวรรณ คงขุนเทียน แห่ง โยธกา น่าจะเป็นข้อคิดที่น่าสนใจในการเผชิญหน้ากับการแข่งขันทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก มุมมองต่อสังคมมุสลิมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของมาโนช พุฒตาล น่าจะช่วยเปิดโอกาสให้คนเมืองใหญ่ในยุคโลกหมุนเร็วได้ทบทวนชีวิต ความหมาย และคุณค่าที่แท้ แทนที่จะคิดถึงแต่การวิ่งไปข้างหน้าโดยไม่เคยเหลียวกลับมาดูข้างหลัง

คำสารภาพของกึนเทอร์ กราสส์ ที่สร้างความปั่นป่วนให้คนเยอรมัน ให้บทเรียนอะไรกับสังคมไทยบ้าง เช่นเดียวกับประวัติศาสตร์เบื้องหลังภาพเหมือนราคาแพงที่สุดในโลกของกุสตาฟ คลิมต์ ผู้เดินทางมาก่อนกาลเวลาและการให้ค่าของสังคม เป็นเหมือนสายลมที่พัดผ่านมากระซิบให้ขบคิด ยิ่งเมื่อได้อ่านเรื่องราวชีวิตของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ผ่านการเขียนของจณัญญา เตรียมอนุรักษ์ ปิดท้าย การค้นหาความหมายหลายครั้งต้องทำด้วยการจ้องมองอย่างใกล้ชิดที่ภาพเขียนซึ่งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า อันเป็นเหมือนการบันทึกสังคมในแต่ละช่วงเวลาผ่านดวงตาของศิลปิน เช่นเดียวกับการสดับฟังเสียงของผู้คนในแผ่นดิน ซึ่งเมื่อดังขึ้นทั่วธรณิน ความเปลี่ยนแปลงย่อมมาเยือน

ทั้งหมดนี้ผสมผสานอยู่ใน OCTOBER ฉบับใหม่

ฉบับที่ตั้งคำถามกับผู้อ่านว่า อะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อไปกับสังคมไทยและสังคมโลก

หลังจากผ่านทุกข์โศกร่วมกันมานานปี บัดนี้ถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่การเมืองและสังคมที่ดีกว่าแล้วหรือยัง


ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

1 เมษายน 2551

พระรามเก้า กรุงเทพฯ


สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่