Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


แมลงวันในจานปูของหูจิ่นเทา

- ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา -


China is going through a wide-ranging and deep-going transformation.

Hu Jintao


ปูในฤดูชิวเทียน

คนจีนแผ่นดินใหญ่นิยมกินปูในช่วงฤดูชิวเทียน ด้วยปูในฤดูใบไม้ร่วงช่วงเดือนตุลาคมกำลังเติบโตได้ที่มีไข่มาก ไข่ปูเป็นอาหารอันโอชะ แม้กินกับข้าวสวยร้อนๆ ไม่ปรุงแต่งรสชาติก็ยังอร่อยล้ำ ยิ่งถ้าได้น้ำพริกเกลือกระเทียมสดอย่างไทยเข้าคลุกเคล้า กินกับข้าวใหม่ได้ไม่รู้อิ่ม

เมื่อแก๊งสี่คนถูกจับได้โดยละม่อม หวงหย่งอี้ศิลปินจีนได้บรรจงวาดรูปปูขนาดใหญ่มอบให้นายพลเยี่ยเจี้ยนยิง ในฐานะที่เป็นผู้นำในการจับปูใส่กรงขังอย่างนิ่มนวล จีนที่ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวมานานจึงกลับเข้าสู่ภาวะสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างบ้านแปงเมืองกันใหม่

คนจีนเป็นนักคิด ยิ่งในยามยากลำบากยิ่งชอบคิด จากปูธรรมดาในภาพเขียน เมื่อมีโอกาสสั่งอาหาร คนจีนหลังยุคปฏิวัติวัฒนธรรมจึงสั่งปูตัวผู้สาม ตัวเมียหนึ่ง เพื่อจะได้กินปูสี่ตัวเหมือนกินเนื้อแก๊งสี่คนให้หายแค้น เพียงแต่ว่าความแร้นแค้นในยุคนั้น น่าจะทำให้คนจีนทั่วไปมีปูกินไม่มากนัก ผิดกับในยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจจีนเฟื่องฟู นักธุรกิจเดินเข้าภัตตาคารหรู สั่งปูมากินเป็นว่าเล่น


เศรษฐศาสตร์บนโต๊ะอาหาร

ชาวตะวันตกนิยมประชุมกันในที่ทำงาน เสร็จธุระแล้วพากันไปดื่มกินเลี้ยงฉลอง ส่วนคนจีนนิยมเจรจาธุรกิจบนโต๊ะอาหาร ตกลงหลักการกันได้ค่อยไปคุยรายละเอียดต่อในสำนักงาน สายสัมพันธ์ทางการค้า มารยาท และวัฒนธรรมจึงถูกจำลองเอาไว้ในห้องอาหารของภัตตาคารชั้นนำ

เถาจูกง ปรมาจารย์ทางการค้าที่คนจีนนับถือเป็นเทพเจ้า ได้เขียนตำราทางการค้าไว้เล่มหนึ่ง เมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว โดยข้อที่หนึ่งของกฎ 12 ข้อ กล่าวว่า การทำการค้าต้องรู้จักนิสัยใจคอของผู้คนที่ค้าขายด้วย ไม่เช่นนั้น การเงินอาจจะมีปัญหา

บนโต๊ะอาหารเมื่อยามเจรจา สรวลเสเฮอา รวมถึงเมื่อเวลาเมามาย จึงเป็นเครื่องบ่งบอกนิสัยของผู้คนได้เป็นอย่างดี ธุรกิจในจีนจึงเริ่มต้นหลังหมดเหล้าแก้วแรกที่ดื่มเพื่อให้เกียรติแก่กัน-กานเปย

การเจรจาธุรกิจอย่างเป็นส่วนตัวในห้องอาหาร ด้านหนึ่งเป็นความละเมียดละไมและความเข้าใจในชีวิต แต่อีกด้านหนึ่งเป็นการเปิดช่องว่างให้แก่การติดสินบน การคอร์รัปชั่น การจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาเพื่อให้งานเดินหน้าไปอย่างง่ายดาย ในประวัติศาสตร์อันยาวนาน จีนเป็นสังคมที่บริหารด้วยคนหาใช่ตัวบทกฎหมาย ถ้าคนดีมีคุณธรรมสังคมย่อมเจริญก้าวหน้า จีนในยุคคอมมิวนิสต์แม้จะเน้นเรื่องความเท่าเทียม หากแต่ได้ละทิ้งคุณธรรมเก่าแก่ของปราชญ์ทั้งหลายไปอย่างไม่ใยดี เมื่อเผชิญหน้ากับอามิสสินจ้าง ความฉ้อราษฎร์บังหลวงจึงกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมจีนปัจจุบัน

เศรษฐกิจจีนที่กำลังเติบโตเต็มที่ได้สร้างเศรษฐีใหม่ขึ้นมาจำนวนมาก พร้อมด้วยกำลังซื้อมหาศาล อาหารจานแล้วจานเล่าถูกลำเลียงสู่โต๊ะ เพียงเพื่อให้เหล่าพ่อค้ากินทิ้งกินขว้างอย่างไม่แยแส ในขณะที่คนจีนในดินแดนห่างไกลแถบตะวันตกยังมีอาหารไม่พอกิน นักธุรกิจจีนจากฝั่งตะวันออก กลับโยนอาหารทะเลทั้งปลาปูทิ้งลงถังให้แมลงวันตอมไต่ ไม่ต่างจากการปล่อยน้ำเสียและควันพิษเข้าสู่ชุมชนอย่างไร้มาตรการป้องกัน จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างผู้ประกอบการ รัฐบาล และประชาชน

ปัญหาทั้งประเทศจึงถูกจำลองมาไว้ให้เห็นในภัตตาคารจีน ทั้งปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งน้ำเสียและควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งปัญหาค่านิยมผิดๆ คิดแต่หาประโยชน์ใส่ตัว โดยไม่ใส่ใจผลกระทบทางสังคม จนนำไปสู่การโกงกินในทุกระดับอย่างกว้างขวาง

สังคมจีนทุกวันนี้คนรวยจึงนั่งสบายกินอร่อยอยู่ในภัตตาคาร ปล่อยให้คนจนต้องล้างถ้วยล้างชามสกปรกอยู่ภายนอก โดยมีแมลงวันบินว่อนตอมเศษอาหารที่ติดมากับจานปู อันเป็นปัญหาที่น่าอดสูและดูจะรบกวนจิตใจผู้นำอย่างหูจิ่นเทามากที่สุด

หูจิ่นเทาจึงเคยประกาศเอาไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีว่า ภารกิจสำคัญของเขา คือ การปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาของประเทศจีนอย่างขนานใหญ่ เพื่อให้เกิดความสมดุลและลดการทำลายสิ่งแวดล้อมลง

เมื่อเจียงเจ๋อหมินต้องก้าวลงจากอำนาจ การเลือกหูจิ่นเทาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีจีนต่อจากเจียงนั้น สะท้อนให้เห็นว่าคณะผู้นำอาวุโสของจีนที่ยังมีบทบาททางการเมืองอยู่ขณะนั้นเล็งเห็นแล้วว่าหลังจากเร่งเครื่องการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมย่อมจะตามมาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง การจะนำพาประเทศให้ก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว จึงจำเป็นต้องเลือกใช้ผู้ที่เข้าใจปัญหาและเคยผ่านประสบการณ์การทำงานมาอย่างโชกโชน จากที่เคยเลือกใช้เจียงเจ๋อหมินจากเซี่ยงไฮ้เมืองที่เจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากที่สุด คณะผู้นำจีนได้พลิกกลับไปเลือกคนหนุ่มอดีตผู้บริหารจากกุ้ยโจวมณฑลยากจนของจีน ให้ขึ้นมารับบทบาทสำคัญที่สุดของประเทศ นับเป็นการปรับทีท่าและพลิกทิศทางการเลือกผู้นำครั้งสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์


จากร้านชาสู่ชิงหัว

หูจิ่นเทาเกิดในเดือนธันวาคม ปี1942 เป็นบุตรของหูจิ้งจือ พ่อค้าชาจากมณฑลอันฮุย ชีวิตตอนเด็กของหูค่อนข้างยากลำบาก เพราะเขาเกิดมาในช่วงที่จีนกำลังเกิดสงครามกลางเมือง รวมทั้งเผชิญหน้าการรุกรานจากญี่ปุ่น บิดาจึงต้องลี้ภัยไปอาศัยอยู่ในแถบชนบท เมื่อกลับมาตั้งหลักใหม่หลังสงครามสงบ มารดาก็เสียชีวิตจากไปด้วยโรคภัยเบียดเบียน ครอบครัวจึงต้องอพยพไปอยู่กับย่าที่เมืองไท่โจว ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้มากนัก การศึกษาเล่าเรียนของหูจึงเริ่มต้นขึ้นที่นั่นเรื่อยมาจนจบชั้นมัธยม ก่อนจะสอบเข้าเรียนต่อด้านวิศวกรรมชลประทานที่มหาวิทยาลัยชิงหัว-มหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์อันโด่งดังของกรุงปักกิ่ง เคียงคู่เป่ยต้าหรือมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งขึ้นชื่อด้านศิลปศาสตร์

ในยุคก่อร่างสร้างประเทศ วิศวกรจากชิงหัวได้ถูกกลไกการสร้างผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนดึงตัวเข้าสู่ตำแหน่งบริหารคนแล้วคนเล่า ทั้งหลี่เผิง เจียงเจ๋อหมิน และจูหรงจี ล้วนจบด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยชิงหัว หูจิ่นเทาเองก็ถูกดึงเข้าสู่กระบวนการจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษา โดยเข้าเป็นสมาชิกพรรคในปี 1964 แต่ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นภัยการเมืองช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม หูเองต้องถูกส่งไปใช้แรงงานสร้างเขื่อนหลิวเจียที่มณฑลกานซูเป็นเวลาร่วมหนึ่งปี ก่อนจะขยับมารับตำแหน่งนายช่างที่เขื่อนปาผานเสีย หลังจากเขื่อนหลิวเจียแล้วเสร็จ

ชีวิตการทำงานในช่วงต้นแทนที่จะได้เป็นวิศวกร หูกลับต้องไปใช้แรงงานไม่ต่างจากกรรมกร ประสบการณ์ชีวิตทำให้เขาแกร่งกล้า ความสามารถในการทำงานชนิดหนักเอาเบาสู้ของหูเริ่มเข้าตาผู้ใหญ่ในพรรค ปี 1974 แทนที่จะถูกย้ายไปตามสายงานหลังเขื่อนสร้างเสร็จ เขากลับถูกขอตัวไว้เพื่อให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาประจำมณฑล ก่อนที่ปีต่อมาจะได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานออกแบบของมณฑล

ปี 1980 หลังเติ้งเสี่ยวผิงกลับมาครองอำนาจทางการเมืองได้อีกครั้ง ความพยายามในการบ่มเพาะนักบริหารรุ่นใหม่เพื่อเข้ามาสืบสานงานปฏิรูปและเปิดประเทศดำเนินไปอย่างเข้มข้น เติ้งต้องการผู้ที่มีความพร้อมสี่ด้าน คือมีความเป็นนักปฏิวัติที่เข้มข้นและมีภูมิคุ้มกันแนวคิดเสรีนิยมที่จะไหลเข้ามาตามการเปิดประเทศได้อย่างเข้มแข็ง มีอายุน้อยกว่า 55 ปี มีความรู้ระดับปริญญาตรี และมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การวางโครงสร้างผู้บริหารไว้ที่คนรุ่นใหม่ทำให้โอกาสของคนรุ่นหูจิ่นเทาเปิดกว้าง แม้อยู่ในวัย 38 แต่เมื่อทำงานเข้าตาผู้ใหญ่ในพรรคก็สามารถได้รับเลือกเป็นรองประธานคณะกรรมการพัฒนาประจำมณฑลได้

ปี1981หูถูกเรียกตัวเข้าสู่ปักกิ่งฐานอำนาจของพรรคเพื่อเข้ารับการอบรมในโนโรงเรียนพรรคคอมมิวนิสต์จีน และปีถัดมาได้รับเลือกให้เข้าเป็นคณะกรรมการประจำในคณะกรรมการกลางของสันนิบาตเยาวชนของพรรค อันเป็นอีกองค์กรหนึ่งสำหรับการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ของจีน

ปี 1985 หลังจากบ่มเพาะจนได้ที่หูจิ่นเทาถูกส่งไปทำงานที่ท้าทายมากที่สุด นั่นคือการเป็นเลขาธิการพรรคประจำมณฑลกุ้ยโจว มณฑลที่ได้ชื่อว่ายากจนที่สุดของจีน


กุ้ยโจว

ปีนั้นหูจิ่นเทามีอายุเพียง 43 ย่าง 44 แต่กลับต้องมารับภาระในการฟื้นฟูมณฑลที่ถูกเปรียบเปรยจากคนจีนว่า มีอากาศดีไม่เกินสามวัน มีที่ราบไม่เกินสามลี้ และผู้คนมีเงินในกระเป๋าไม่เกินสามสลึง กุ้ยโจวมีประชากรประมาณ 30 ล้านคน แต่มีคนจนเสียหนึ่งในสาม หูจิ่นเทาหมดเวลาไปสองปีกับการสำรวจพื้นที่ 86 อำเภอของกุ้ยโจว เพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวางแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา

แม้จะเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทำให้ประชาชนพึ่งพาตัวเองได้จากการเร่งพัฒนาผลผลิตทางด้านเกษตรกรรม รวมทั้งเร่งเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว ด้วยกุ้ยโจวเป็นที่ตั้งของน้ำตกหวงกว่อซู่ น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน แต่สิ่งที่หูเห็นว่าเป็นภารกิจสำคัญนั้นกลับอยู่ที่การศึกษา และการอบรมบ่มวิชาให้ความรู้กับประชาชน แม้จะเป็นการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนในระยะยาว แต่ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงมือทำทันที ทั้งนี้เพื่อปรับฐานความคิดและทัศนคติของประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้

หูเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างมณฑลจำนวนมากให้เดินทางมาเพื่อฝึกอบรมคนในกุ้ยโจว ตัวเขาเองลงไปนั่งเรียนหลายวิชากับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย การทำงานอย่างเอาจริงเอาจังแต่ไม่เอาหน้า ทำให้ในช่วงเวลาที่หูบริหารกุ้ยโจวอยู่ ตัวเลขของภาคการผลิตเติบโตขึ้นเกือบเท่าตัว เนื้อวัวชั้นดีจากอำเภอกวนหลิ่งกลายเป็นสินค้าส่งออกอันขึ้นชื่อของมณฑลให้ผู้คนได้ลิ้มลอง แต่หูลิ้มรสความสำเร็จอย่างเงียบๆ ได้ไม่นาน เหตุการณ์จลาจลในทิเบตก็ทำให้หูจิ่นเทาได้รับคำสั่งใหม่ให้เดินทางด่วนเพื่อแก้ปัญหาที่ทับถมมาเป็นเวลานานกว่า 40 ปีของทิเบต


ทิเบต-ซีจ้าง

ทิเบตหรือซีจ้างในภาษาจีน เป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งต้นน้ำ มีภูมิประเทศงดงาม และมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความลุ่มลึกของศาสนาพุทธนิกายวัชรยานที่ได้ฝังรากลึกลงในจิตใจคนทิเบต ศาสนาและการเมืองได้ถูกหลอมรวมให้เป็นระบบเดียวกันภายใต้การปกครองขององค์ดาไลลามะ ที่สืบทอดตำแหน่งกันด้วยกระบวนการคัดเลือกแบบเสี่ยงทายตรวจสอบทางจิตวิญญาณอย่างลึกซึ้ง ผิดแผกแตกต่างจากกระบวนการสรรหาผู้นำสูงสุดของทุกประเทศในโลก

หลังจากเหมาเจ๋อตงยึดอำนาจได้ในปี 1949 สองปีถัดมาในปี 1951 จีนได้ส่งกองทัพแดงยาตราเข้าสู่ทิเบต แม้จะรู้ล่วงหน้าแต่กองกำลังทหารของทิเบตก็มิอาจต้านทานแสนยานุภาพทางการทหารของจีนได้ ทิเบตจึงต้องตกอยู่ภายใต้การยึดครองโดยจีนนับจากนั้นเป็นต้นมา

หลังจากต่อรองกับรัฐบาลจีนอยู่พักใหญ่และเห็นว่าไม่เป็นผล ในที่สุดดาไลลามะองค์ปัจจุบัน ได้หลบหนีการติดตามไล่ล่าของทหารจีนเข้าสู่พรมแดนอินเดีย ด้วยความช่วยเหลือของรัฐบาลเนรูห์ องค์ดาไลลามะและคณะผู้ปกครองได้รับพื้นที่ในบริเวณธรรมศาลาพัฒนาขึ้นเป็นเมืองใหม่ ต้อนรับผู้อพยพชาวทิเบตที่หลั่งไหลมารวมตัวกันตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นเรียกร้องเอกราช ปัญหาทิเบตจึงเป็นหนามตำใจรัฐบาลจีนในเวทีโลกมานับแต่นั้น และมีความลึกซึ้งพอกันกับปัญหาไต้หวัน

ยิ่งองค์ดาไลลามะได้รับความนิยมมากขึ้นในโลกตะวันตกเท่าใด ยิ่งรบกวนจิตใจรัฐบาลจีนมากขึ้นเท่านั้น ในปี 1959 ชาวทิเบตที่ไม่พอใจการปกครองของรัฐบาลจีนได้รวมตัวกันประท้วงจนเกิดเหตุการณ์จลาจลขึ้น จีนได้ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

เมื่อย่างเข้าใกล้ปี 1989 อันเป็นช่วงเวลาครบรอบ 30 ปีของเหตุการณ์ดังกล่าว กระแสเรียกร้องเอกราชในทิเบตเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อผสานกับการชุมนุมของนักศึกษาและประชาชนจีนที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปีเดียวกัน ทิเบตได้กลายเป็นจุดอ่อนไหวขึ้นในทันที

ในจังหวะที่เจียงเจ๋อหมินถูกเรียกตัวจากเซี่ยงไฮ้ให้เข้ารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศ หูจิ่นเทาเองได้ถูกส่งตัวมาเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในทิเบต การเรียกใช้ผู้นำที่เด็ดขาดเพื่อประคองช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของจีน ดำเนินไปอย่างลึกซึ้งภายใต้การตรวจสอบท่าทีอย่างเข้มข้นของคณะผู้นำอาวุโสในพรรคนำโดยเติ้งเสี่ยวผิง

ทิเบตภายใต้การนำของหูจิ่นเทาได้ถูกเร่งพัฒนาด้านการท่องเที่ยวอย่างเอาจริงเอาจัง วัดวาอารามได้รับการฟื้นฟูเพื่อรับการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ การคมนาคมขนส่งและสาธารณูปโภคถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ในชีวิตของประชาชน ติดตามมาด้วยการอพยพคนจีนจำนวนมากเข้าสู่ทิเบต ทำให้ชาวทิเบตที่เคยมีอยู่เพียงสองล้านคนค่อยๆ กลายเป็นประชากรส่วนน้อยในประเทศของตนเองไปในที่สุด

การกลืนชาติจึงมีหลายวิธี ทั้งการใช้กำลังทหารเข้าหักหาญบังคับ ใช้วัฒนธรรมการบริโภคปรนเปรอหลอกล่อ รวมทั้งใช้การกลืนกินทั้งตัวและหัวใจ ด้วยการส่งผู้คนเข้าแต่งงานสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่ อันเป็นการทำให้เผ่าพันธุ์เดิมค่อยๆ หายไปอย่างช้าๆ จนไม่สามารถสืบหารากเหง้าได้


สู่ปักกิ่ง

แม้จะไม่ได้เป็นที่ชื่นชมในสายตาชาวโลก แต่การดำเนินนโยบายเพื่อผลประโยชน์ของจีนเป็นสิ่งที่หูจิ่นเทาใช้กับทิเบตอย่างได้ผล ทำให้เมื่อถึงวาระที่จะต้องเตรียมการล่วงหน้า ก่อนที่เจียงเจ๋อหมินจะต้องลงจากอำนาจในปี 2002 หูจิ่นเทาได้ถูกดึงเข้าสู่วงจรอำนาจสูงสุดอย่างเต็มตัวเมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าเป็นหนึ่งในกรรมการประจำคณะกรรมการกรมการเมืองในยุคที่ยังมีสมาชิกเจ็ดคน และได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีเพื่อให้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะติดต่องานกับผู้นำต่างประเทศ

นับเป็นเวลา10ปีเต็มที่หูจิ่นเทาได้ถูกกระบวนการสร้างผู้นำในแบบฉบับพรรคคอมมิวนิสต์จีนขัดเกลาฝึกฝน อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จีนก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ที่สุดในโลก รวมทั้งมีเงินทุนสำรองอย่างล้นเหลือ ภายใต้การสานต่อนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศจากเติ้งสู่เจียง

มรดกที่เจียงทิ้งไว้ให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าด้านหนึ่งคือความมั่งคั่ง แต่ด้านหลังบ้านที่ไม่ได้รับการกล่าวขานถึงนั้น คือกองขยะที่มาพร้อมกับความเจริญ ทั้งขยะทางวัตถุและขยะทางจิตใจ

สิ่งที่หูต้องทำใช่แต่เพียงสืบสานการพัฒนาต่อไปเท่านั้น แต่หูจำเป็นต้องสร้างสมดุลใหม่สำหรับมอบเป็นมรดกให้ผู้นำรุ่นที่ 5 ที่จะต้องรับไม้ต่อจากเขาในปี 2012 หรือในอีก 5 ปีข้างหน้า


ภาวะผู้นำ

กล่าวสำหรับผู้นำ สิ่งที่ตัดสินใจทำวันนี้ล้วนส่งผลดี-ผลเสียถึงวันข้างหน้าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ผู้นำที่ดีจึงมิได้เพียงหมกมุ่นอยู่กับการบริหารคะแนนนิยมในปัจจุบัน หากแต่ต้องมีความกล้าหาญวางแผนระยะยาวเพื่อสร้างสรรค์สิ่งดีไว้เป็นต้นทุนในการบริหารสำหรับผู้นำรุ่นต่อไป มิใช่ทิ้งไว้แต่เพียงมรดกบาป ทั้งค่านิยมผิดๆ การทุจริตคอร์รัปชั่น การทำให้สังคมแตกแยกแบ่งฝ่าย เพียงเพื่อให้ตัวเองสามารถดำรงสถานะและรักษาอำนาจเอาไว้ได้

ผู้นำชั่วร้าย สังคมย่อมวิปริต สังคมใดมีผู้นำเยี่ยงนี้ นับเป็นเคราะห์กรรมของแผ่นดิน

แม้ยามมีชีวิตอยู่ผู้คนจะยังไม่กล้าติฉิน แต่เมื่อดับดิ้นสิ้นชีวา ผู้คนก็จะพากันก่นด่าสาปแช่งให้ดวงวิญญาณไร้ความสุข ลูกหลานมิอาจสู้หน้าสาธารณชน แม้จะมีอำนาจล้นฟ้า เงินทองท่วมดิน แต่หากมิอาจหาความสงบในชีวิตได้ สิ่งปรุงแต่งทั้งหลายย่อมทำให้ชีวิตสูญเปล่าเมื่อความตายมาเยือน

ในวันที่สังคมจีนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหารุมเร้ารอบด้าน พัฒนาการทางวัตถุกำลังทำให้คุณค่าทางจิตใจของผู้คนในสังคมตกต่ำ คำสอนของขงจื้อที่เคยถูกกล่าวหาว่าล้าสมัยได้รับการปัดฝุ่นออกมาใช้อีกครั้ง ในยุคที่จีนสามารถส่งดาวเทียมไปยังดวงจันทร์ จีนกลับต้องเรียกหาไม้ตีแมลงวันโบราณแห่งสำนักหยู ด้วยแมลงวันในจานปูช่างบินรบกวนจิตใจหูจิ่นเทาเสียเหลือเกิน



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter