Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon


Sex and The English Language 1

ชื่อหนังสือ: Sex and The English Language 1: หนังสือที่ช่วยให้คุณเข้าใจภาษารักและรักภาษาอังกฤษ

ผู้เขียน: นพพร สุวรรณพานิช

พิมพ์ครั้งแรก: กุมภาพันธ์ 2551

ราคา: 180 บาท


คำทำให้คนเสรี ใครก็ตามที่อธิบายตนเองไม่ได้ก็ตกเป็นทาส การพูดคือการกระทำแห่งเสรีภาพ และโลกก็คือความเป็นเสรี

- ลุดวิก ฟอยเออร์บัค -


คำทั้งปวงคือขอสำหรับแขวนความคิด

- เฮนรี บีซเซอร์ -


วัวควายขึงด้วยเชือกฉันใด คนก็ขึงไว้ด้วยคำฉันนั้น

- ภาษิตมาเลย์ -


อันว่าคำนั้นพึงชั่งน้ำหนักเถิด อย่ามัวแต่นับคำอยู่เลย

- ภาษิตยิซดิซ -


เกริ่นเรื่องภาษาอังกฤษและเพศ

เมื่อเขียนเกริ่นเรื่องภาษาอังกฤษและเพศ เลยทำให้นึกถึงคำว่า ‘ชนชั้น’ ในสหภาพบริเตน ครั้งหนึ่ง ผู้หญิงที่ชื่อ เคท มิดเดิลตัน จำเป็นต้องเลิกราแก่เจ้าชายวิลเลียม เพราะมารดาของเคท มิดเดิลตัน ใช้คำว่า ‘ห้องส้วมที่คั่นกลาง’ (toilet that comes between thing)

ธรรมดาอยู่เองที่มารดาของเธอเป็นคนชั้นกลาง จึงใช้ toilet แทน ห้องอาบน้ำ หรือ bathroom เจ้าชายวิลเลียมไม่เคยใช้คำว่า toilet และเห็นว่าคำนี้เป็นคำที่ไม่ให้เกียรติพระองค์เลย

จอร์จ เบอร์นาด ชอว์ ถึงกับพูดว่า “คนอังกฤษไม่มีวันเปิดปากพูด แล้วทำให้คนอังกฤษอีกคนหนึ่งรังเกียจหรือเหยียดหยาม” คนที่เคยสมัครเป็นนายกฯ อังกฤษ เช่น จอห์น แบร์ ได้หาเสียงว่า จะทำให้อังกฤษเป็นประเทศที่ไม่มีชนชั้นมาขวางกั้น พวกขุนนางในอังกฤษมีทรัพย์สมบัติและตำแหน่งที่มีมาตั้งแต่เกิด ทว่าสมาชิกสหบาล กรรมกร และพวกเศรษฐีที่รวยเองโดยไม่พึ่งสมบัติเก่ากลับได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครสนใจพวกขุนนางในสภา

แม้แต่ผู้ประกาศข่าวบีบีซี ไม่ต้องสวมชุดนอกอีกต่อไป และพูดด้วยสำเนียงแมนเชสเตอร์หรือสกอตแลนด์ ไม่ต้องพูดด้วยสำเนียง BBC English หรือสำเนียงออกซฟอร์ดและเคมบริดจ์ บุคคลที่จบจากโรงเรียนอีตันไม่ยอมใส่เสื้อนอกผูกเนกไทสีดำ ใครที่ยังสนใจชนชั้น คนอังกฤษทั่วไปอาจว่า déclassé เข้าทำนองที่คนไทยอาจพูดว่า เชย คำว่า déclassé แปลว่า ลดชนชั้นลง

กระนั้นสหภาพบริเตนก็ซ่อนความจริงที่อาจจะดูน่าอดสูว่า ยังมีชนชั้นอยู่ในภาษาที่ใช้พูด ดังเช่น ถ้าคนอังกฤษถามว่า ใช้พรม (carpet) แบบไหน คนชั้นกลางตอบว่า shag rugs (พรมที่มีขนปุยยาว) แต่คนชั้นสูงกลับพูดว่า เก่าจนหมดขน เห็นแต่เส้นด้ายโผล่ ทั้งนี้เพราะคนชั้นสูงไม่ต้องการอวดตัวว่าเป็นคนชั้นสูง ทั้งๆ ที่ที่บ้านมีพรมชั้นดีทำจากเปอร์เซีย

ถ้าไปถามความเห็นในกรณีที่ไม่เข้าใจ คนชั้นล่างพูดว่า พูดอีกทีซิ (say again?) แต่คนชั้นกลางกล่าวว่า ขอโทษ ช่วยพูดใหม่ (pardon?) คนชั้นสูงกลับพูดว่า อะไรน่ะ (what?)

ที่แปลกอยู่อย่างหนึ่ง สหภาพบริเตนแบ่งชนชั้นออกเป็น U (ชนชั้นข้างบน หรือ upper class) และ non-U (ชนชั้นล่าง) ชนชั้น U ชอบพูด sofa และ rich แต่ชนชั้น non-U พูดว่า settee (เก้าอี้โซฟาที่มีพนักพิง) และ wealthy (มั่งคั่ง) ชนชั้นล่างชอบใช้ภาษาฝรั่งเศสแทนภาษาอังกฤษ อย่างคำว่า napkin ก็ใช้คำฝรั่งเศสว่า serviette (ผ้ากันเปื้อน) คนชนชั้นสูงไม่ยอมใช้ toilet เพราะมาจากฝรั่งเศสว่า toilette เป็นอาการของคนดัดจริต ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ คนชั้นสูงในสหภาพบริเตนชอบใช้คำ toilet เป็นเรื่องตลกขบขัน เจ้าชายวิลเลียมถึงกลับเลิกกับ ‘แฟน’ ของพระองค์

คนไทยที่เรียนภาษาอังกฤษอาจไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ กระนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งคนไทยบางคนอาจรู้ไม่พอ เป็นภาษาเฉพาะที่มักมองข้าม คนไทยอาจไม่รู้ศัพท์กีฬาเป็นภาษาอังกฤษ (สังเกตดูจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษแทบไม่มีคนไทยเขียนคอลัมน์กีฬาเลย) ศัพท์การพนันนั้นแทบไม่เขียนกัน ในขณะที่ในอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย มีพจนานุกรมการพนันกว่า 900 ฉบับ (คนไทยมีพจนานุกรม 2-3 ฉบับ) ศัพท์อาหารและขนม อเมริกาที่เดียว โดยไม่นับอังกฤษและออสเตรเลีย มีเป็นร้อยๆ ฉบับ ศัพท์โหราศาสตร์ (อเมริกามีพจนานุกรมด้านนี้มากกว่าไทย และให้คำนิยามได้มากกว่า ทั้งมีศัพท์มากกว่าไทยหลายสิบเท่า) ศัพท์โฮโมเซ็กซวล (ไทยแทบไม่มีพจนานุกรมด้านนี้) ฯลฯ

อนึ่ง ประเทศญี่ปุ่นมีพจนานุกรมอยู่ประมาณเกือบ 6,000 ฉบับ ในปี ค.ศ. 2004 แต่ไทยมีเพียงร้อยกว่าฉบับเท่านั้น มีความแตกต่างกันเกือบหกสิบเท่าโดยประมาณ แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีพจนานุกรมของไทยมากกว่าเดิม

‘คำ’ นั้นคนเราอาจนิยามได้จากทีทรรศน์แบบกลไกว่าเป็นเสียงติดต่อกัน แล้วนำมาเรียงไว้ ภาษาประกอบด้วยคำที่หลากหลาย แต่ละคำบ่งความหมายหนึ่งหรือหลายความหมาย นักการศึกษาอาจสนใจไวยากรณ์และวากยสัมพันธ์มากกว่า โดยไม่สนใจศัพท์ แต่แล้วเมื่อเรียนภาษาต่างชาติก็แต่งประโยคไม่ได้ เพราะไม่รู้คำเพียงพอ จริงๆ แล้วการกล่าวไม่ชัดเจนหรือหลงงมงายหาคำที่ดีไม่ได้ อาจไม่ใช่เรื่องที่เกิดกับภาษาต่างชาติเท่านั้น แต่เกิดกับภาษาของตนเอง นักพูด ไม่ว่าทางการเมืองหรือทางอื่น มักหาคำได้ไม่เก่งพอ

ภาษาอังกฤษมีคำประมาณ ‘สี่ล้านเศษ’ ตามที่มีผู้รวบรวมไว้ในพจนานุกรมออกซฟอร์ดฉบับ 20 เล่ม (ปัจจุบันมีเพียงหนึ่งเล่ม แต่ต้องใช้แว่นขยายในการดู ) แต่แล้วมักไม่มีใครที่รู้มากไปกว่าหนึ่งในร้อย ศัพท์นับแสนๆ คำเป็นศัพท์วิชาชีพ ศัพท์วิทยาศาสตร์ หรือคำสั่งที่ใช้ในวงการเฉพาะมากกว่าที่จะพูดโดยคนทั่วไป ทุกสาขาวิชาล้วนมีศัพท์ของตน ยิ่งภาษาดนตรี ศัพท์แพทย์ สำนวนต่างๆ ในการเลี้ยงวัว ศัพท์เฉพาะว่าด้วยหม้อน้ำ ล้วนแล้วแต่เป็นคำพิเศษทั้งสิ้น

ในอังกฤษ นักปราชญ์ทางภาษาชื่อ ดอร์เชย์ ได้สำรวจคนเก็บผลไม้ว่ารู้กี่คำ สรุปได้ว่าคนที่อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ รู้ไม่เกิน 500 คำ ต่อมาประธานบริษัทลิงกัวโฟนได้สำรวจว่าผู้โดยสารรถไฟใต้ดินพูดได้กี่คำ ทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่า 1,000 คำ แต่มักไม่เกิน 1,200 คำ

เด็กสี่ขวบนั้น นักจิตวิทยาสมัยใหม่กะไว้ว่ารู้ศัพท์เกิน 5,000 คำ พออายุได้หกปีก็รู้ 14,000 คำ แปดปีเป็น 26,000 คำ และสิบปีเป็น 34,000 คำ แต่ผลแห่งการสำรวจก็ต่างจากกัน เพราะบางคนสำรวจว่าเด็กสองขวบรู้เพียง 300 คำ , พอ 8 ขวบ ก็ 2,000 คำ ถึง 3,000 คำ ผู้ใหญ่ที่ไม่ฉลาดอาจจะรู้ 10,000 คำ ส่วนผู้ใหญ่ทั่วไปก็ราว 35,000 ถึง 70,000 คำ โดยประมาณ

ความแตกต่างนี้ตีความได้ว่าเกิดจากการเข้าใจความหมายของ ‘คำ’ ว่าเป็นศัพท์ทั่วไปหรือเป็นศัพท์ที่รู้ นักภาษาศาสตร์กล่าวว่า ทุกๆ คำที่เราใช้พูดในภาษาประจำวัน อาจมีอีกสิบคำที่ใช้เขียนหรือได้ยิน ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ารู้ศัพท์ 1,000 คำนั้น จริงๆ แล้ว ‘อาจรู้’ ศัพท์ 10,000 คำ

ภาษาไทยยังมิได้สำรวจเรื่องนี้จริงจัง เคยมีบทความของ น.ม.ส. กล่าวถึงศัพท์ต่างๆ ที่ใช้กันทั่วไปในภาษาไทยว่าคงประมาณพันกว่าคำ แต่เป็นการกล่าวจากการวิจัยในอินเดีย นอกจากนี้ เรายังไม่ได้สำรวจว่า ศัพท์ใดใช้มากที่สุด ซึ่งคงตรงข้ามกับภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า the บ่อยที่สุด ถัดๆ ไปเป็น a สรรพนามทั่วไปได้แก่ I, me, you, him, she, they กริยาทั่วไปคือ am, is, are, had, have ตามลำดับ

นักสำรวจภาษาชาวอังกฤษได้วิจัยว่า ศัพท์ 100,000 คำที่ใช้ในภาษาอังกฤษ มีเพียง 3,000 คำที่ใช้บ่อย มีความหมายซ้ำกันมาก และ 3,000 คำนี้เป็นจำนวนร้อยละ 95 ของการใช้ศัพท์ทั้งหมด สถาบันภาษาเยอรมันโดยพื้นฐานได้สำรวจว่าคนเยอรมันใช้ศัพท์เพียง 1,300 คำสำหรับการสนทนาทั่วไป น่าแปลกที่ศัพท์ทั่วไปราวร้อยละ 3 มีคำว่า ขยะ อ้า และคำว่า ดีแล้ว อยู่ด้วย

ศัพท์เหล่านี้ไม่ได้บ่งว่าผู้พูดรู้ศัพท์จริง คำเช่น อะตอมิกและโปรโตคอลใช้โดยผู้พูดและนักเขียนส่วนใหญ่โดยไม่เข้าใจว่าหมายถึงสิ่งใดแน่ ยิ่งศัพท์ที่เรานึกว่ารู้ แต่คำอธิบายอาจต่างกันมาก เช่น ต้นมะขามต่างจากต้นอื่นอย่างไร นกกระจิบต่างจากนกอื่นแค่ไหน ทั้งหมดนี้ลองอธิบายโดยไม่ต้องใช้ศัพท์เทคนิคดูเถิด

คำว่า ‘สิงโต’ นั้น ในใจของคนพูดอาจต่างกัน คนหนึ่งคิดถึงภาพสิงโตของบริษัทสร้างภาพยนตร์ของเมโทร-โกลวิน-เมเยอร์ บางคนคิดถึงดวงดาวที่รุ่งโรจน์ดุจสิงห์ บ้างก็คิดถึงสิงโตหินที่หน้าหอสมุดแห่งชาติของนิวยอร์ก บางคนก็นึกถึงสิงห์ของอินเดีย เป็นต้น

ศัพท์เหล่านี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การใช้บ่อยๆ การใช้กับความเข้าใจศัพท์เฉพาะพิเศษ ความเข้าใจที่ถูกต้องสำหรับการใช้หรือการยอมรับ ตลอดจนความหมายเดิมและปัจจุบันของรากคำ เท่าที่นักภาษาศาสตร์ได้สังเกตดูทั้งหมด ขึ้นอยู่กับระดับขั้นต่างๆ ของผู้พูดและผู้ฟัง หรือผู้เขียนและผู้อ่าน

การสำรวจต่างๆ อาจมีผลไม่แน่นอน นักสำรวจท่านหนึ่งบอกว่า เชกสเปียร์รู้ศัพท์ราว 16,000 คำ อีกคนบอก 20,000 คำ คนที่สามบอก 25,000 คำ ราซีน นักเขียนฝรั่งเศส รู้ราว 16,000 คำ วิกเตอร์ ฮูโก 20,000 คำ มิลตันราวๆ 8,000 ถึง 11,000 คำ ส่วนหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสเช่น Le Temps ราว 3,800 คำ อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ตได้คำนวณว่าเชกสเปียร์รู้ศัพท์ 32,000 คำ

กระนั้นการคำนวณคำอาจเป็นปัญหา เช่น ox, oxen, foot, feet, look, looks, I, me, go, goes, gone, went นั้น บางรายเห็นเป็นคำเดียว แต่บางรายเห็นว่าต่างกัน ยิ่งภาษาฝรั่งเศสอาจมากกว่านี้เพราะกริยาหรือ verb ใช้ได้กว่าสิบอย่าง แม้ภาษาละตินและรัสเซียซึ่งใช้นามและกริยาได้หลายอย่าง อาจมีคำมากมายกว่าภาษาจีนหรือภาษาอังกฤษซึ่งไม่มีความผันแปรดังกล่าว

ภาษาชวามีการกในไวยกรณ์อยู่กว่าสิบอย่าง แม้แต่คำว่า ‘ยืน’ ก็มีศัพท์ราวสิบคำ ส่วนคำว่า ‘นั่ง’ ก็ยี่สิบคำ ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ท่าทาง และสัญลักษณ์ ภาษาเอสกิโมมีคำว่า ‘หิมะ’ ทั้งหมดยี่สิบสองคำ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นหิมะเหลว แข็ง แข็งตัว ละเอียด หรือหลอมละลายหรือไม่ แต่ไม่มีคำว่า ‘หิมะ’ และมิใช่การขยายความด้วยคำอื่น กระนั้นภาษาฮาวายอิดั้งเดิมก็ไม่มีคำว่า ‘อากาศ’

ในภาษาไทย เรายังไม่ได้สำรวจว่าสุนทรภู่และสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสต่างใช้ถ้อยคำเท่าใด ทั้งนี้เพราะทั้งสองท่านได้แต่งงานไว้มาก และไม่มีการสำรวจในเรื่องนี้เลย ศัพท์ของภาษาคลาสสิก อาทิเช่น สันสกฤต กรีก และละตินนั้น ไม่มีศัพท์ทางเทคนิคสมัยใหม่ ตลอดจนศัพท์ของยุคหลัง แต่หน้าแปลกที่ศัพท์เหล่านี้ครอบคลุมได้กว้างขวาง ภาษากรีกคะเนกันว่ามีศัพท์กว่า 100,000 คำ ขณะที่ละตินตกราว 80,000 คำ ทั้งหมดนี้แสดงว่ายังมีศัพท์อีกมากกว่านี้ ที่ไม่ได้บันทึกไว้หรือเลอะเลือนไปหมด จึงอาจกล่าวว่าศัพท์เหล่านี้เป็นพลังที่สำคัญ

คำว่า ‘ไวยากรณ์’ เป็นศัพท์ที่ปาณินีได้แต่งขึ้นเป็นครั้งแรกในตำราชื่อ สูตรา เป็นภาษาสันสกฤตเมื่อกว่า 4,000 ปีมาแล้ว เล่าถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ กว่า 4,000 กฎ ว่าด้วยปรากฏการณ์ทางภาษา ส่วนในภาษาอังกฤษ Grammar ใช้ศัพท์เดิมจากกรีก หมายถึง สิ่งที่เกี่ยวกันกับงานเขียน เพียงแต่ทุกวันนี้ ‘ไวยากรณ์’ ได้คลุมไปถึงคำพูดต่างๆ ด้วย

ชาวโรมันมีคำพังเพยว่า Verba Volant, scripta manent (สิ่งที่พูดหดหายไป สิ่งที่เขียนไว้ย่อมคงทน) จึงอาจเป็นคติหนึ่งที่สะท้อนความคิดของนักไวยากรณ์ว่า หลักการที่ยิ่งใหญ่ยาวนานคือภาษาเขียน ไม่ใช่ภาษาพูดที่ลื่นไหลหายไป กระนั้นนักไวยากรณ์โรมันท่านหนึ่งชื่อ โปรบุส ได้ค้นพบศัพท์ไว้ 300 คำ เพื่อดูว่าคำใดบ้างที่สะกดผิดหรือใช้ผิดความหมาย พร้อมกับเสนอรูปแบบที่ถูกต้อง ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า ภาษาที่ผิดน่าจะเป็นภาษาพูดมากกว่า และได้กลายเป็นคำที่นักค้นคว้าทุกวันนี้สนใจ

ศัพท์ต่างๆ ล้วนมีความหมายที่ต่างกัน ขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจในการปฏิวัติของฝรั่งเศสและรัสเซีย คำว่า ทหาร หรือ soldier นั้น เมื่อชนะแล้วก็ละทิ้งคำนี้ เห็นว่าน่ารังเกียจ เป็นเรื่องของสังคมเก่า จึงเห็นว่าต้องใช้คำใหม่ว่า นักรบ หรือ warrior แม้แต่กองทัพของพระเจ้าซาร์ก็แปลงศัพท์ไปเป็นเรดการ์ด ต่อมาก็เปลี่ยนไปเป็นกองทัพแดง และเรียกว่า ทหารกองทัพแดง (krasnoarmyeyets) คำว่า รัสเซีย หรือ รัสเซียน ก็หลีกไปเป็น สหภาพโซเวียต

ศัพท์ฝ่ายซ้ายนี้ งานของนักวิเคราะห์ชาวอังกฤษชื่อ ที. บี. บอตทอมมอร์ กล่าวว่าเปรียบเสมือนหลานยายของคัมภีร์ไบเบิล ด้วยเหตุนี้กระมังจึงมีศัพท์ที่อิงไบเบิล เช่น คัมภีร์แห่งการปฏิวัติ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า the Gospel of Revolution ใครก็ตามที่มีโอกาสได้อ่านงานของเฮเกลจะไม่แปลกใจที่มีศัพท์ไบเบิล อันเป็นกุญแจไขความหมายหลายร้อยคำที่มาร์กซ์ยืมไปใช้ต่ออีกชั้นหนึ่ง สังคมโซเวียตซึ่งไม่นับถือพระผู้เป็นเจ้าก็ใช้คำว่า ตรึงประชาชน (ไว้กับไม้กางเขน) หรือ crucify the masses ซึ่งเป็นศัพท์คริสต์โดยตรง

คำว่า ‘ร้อน’ อาจให้หมายถึงเดือนเมษายนในไทยหรือเดือนกันยายนในอเมริกา และอาจใช้หมายถึงร้อนตรงใจกลางดวงอาทิตย์

คำว่า ‘หนุ่ม’ ใช้กับผู้สมัครประธานาธิบดีอายุ 40 ปี หรือใช้กับ ส.ส. ที่ชนะ
การเลือกตั้งโดยมีอายุน้อยที่สุด คือ 25 ปี ‘หนุ่ม’ นั้นอาจหมายถึงแก่ชรา เมื่อใช้คำนี้กับแชมป์มวยที่อายุเกิน 20 ปีไปแล้ว ในภาษาของชาวอียิปต์ คำว่า ขึ้นไป หรือ go up ใช้เมื่อบ่ายหน้าไปทางทิศใต้ คนอียิปต์จึงพูดว่าขึ้นไปไนล์ตลอดเวลา อีกทั้งแม่น้ำไนล์ก็ไหลไปทางทิศใต้เช่นกัน แต่ในอเมริกาจะพูดว่า come down to Martha’s Vineyard เสมอ ไม่ว่าจะมาจากทิศใด จากทางด้านเหนือหรือด้านล่างก็ตาม และในอังกฤษ เมื่อจบจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดก็พูดว่า come down from Oxford เสมอ ไม่ใช้คำอื่น แม้อยู่เหนือออกซฟอร์ดขึ้นไปหรือไม่ก็ตาม

‘คำ’ เป็นของที่ล้อเล่นไม่ได้ และ ‘คำ’ ก็เปลี่ยนความหมายไม่น้อย คำว่า ทารก ในภาษาอังกฤษ หรือ infant เดิมแปลว่า พูดไม่ได้ ซึ่งใช้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงอยู่ foyer ทุกวันนี้แปลว่า ห้องพักในโรงละคร เดิมแปลว่า ที่ตั้งเตาไฟสำหรับผิงติดกำแพง เลขานุการ หรือ secretary มาจากคำว่า ผู้แบ่งแยก มาจากคำเดิมว่า secretus แปลว่า แยก noble แปลว่า สูงส่งหรือสง่า มาจากรากละติน gno- แปลว่า รู้ เดิมแปลว่า หยั่งรู้ได้ person เดิมแปลว่า หน้ากาก เพราะนักเล่นละครชาวโรมันสวมหน้ากาก และคำว่า หน้ากาก เป็นที่มาของ personality หรือ บุคลิกภาพ คำว่า rival เดิมแปลว่า เกี่ยวกับชายฝั่งแม่น้ำ เกิดจากความเดิมว่า ใครควรจะได้เขตชายฝั่ง ความหมายปัจจุบันซึ่งมีรูปการณ์ทางภาษาอยู่นั้นแปลว่า คู่แข่ง meat หรือ เนื้อ เดิมแปลว่า อาหาร ดังปรากฏใน meat and drinks ทุกวันนี้ยังแปลว่า อาหารและเครื่องดื่ม naughty เดิมแปลว่า คนจน คนไม่มีสิ่งใดทั้งสิ้น ทุกวันนี้คือ ซุกซน แม้แต่ automobile หรือ รถยนต์ เดิมคือ รถราง ศัพท์เหล่านี้มีความหมายที่แปรเปลี่ยนไปหลายหมื่นคำ และคงหมดเปลืองกระดาษหลายร้อยหน้า กว่าจะอธิบายได้ละเอียด พจนานุกรมใหญ่ 20 ฉบับ ของออกซฟอร์ดได้บรรจุศัพท์เก่าที่ความหมายเปลี่ยนไปประมาณสามแสนกว่าคำ

แม้แต่คำว่า brave มาจากรากเดิมว่า ‘สิ้นไร้ไม้ตอก’ จากภาษาละตินว่า pravus เดิมแปลว่า คดโกง ต่อมาแปลว่า คนวายร้าย เข้าใจกันว่า ตัววายร้าย ภาษาโรมานซ์ไปไกลกว่าภาษาอังกฤษ แปลว่า ดี หรือ มีค่า แต่ต่อมาหมายความว่า ไม่เอาไหน ศัพท์เหล่านี้ออกจะวุ่นวายไม่น้อย

จะเห็นได้ว่าศัพท์แสงต่างๆ เปลี่ยนความหมายเมื่อระยะเวลาผ่านไป ครั้นถามว่าอะไรเป็นตัวเปลี่ยนแปลงทางความหมาย อาจเข้าใจได้ว่า นอกจากการศึกษาทางโครงสร้างของประโยค รูปการณ์ทางไวยากรณ์ หรือเสียงซึ่งมีอิทธิพลสูงเท่าที่ควร ภาษาน่าจะขึ้นอยู่กับพลังสำคัญทั้งโดยเปิดเผยหรือโดยซ่อนเร้น ดังที่เราเรียกกันว่าจิตวิทยาส่วนบุคคลและจิตวิทยามวลชน ภาษาเปลี่ยน และหลักการแห่งความหมายก็เปลี่ยนตาม ความริเริ่มอาจเกิดจากบุคคลโดยบังเอิญหรือโดยตั้งใจ และเป็นที่ยอมรับโดยกลุ่ม

การศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนความหมายแห่งคำหาเป็นศูนย์กลางและหัวใจแห่งภาษาอย่างเดียวไม่ แต่ยังเป็นใจกลางแห่งอารยธรรมของมนุษย์ด้วย ความหมายแห่งคำเปลี่ยนไปตามระยะเวลาของประวัติศาสตร์ เช่น คำว่า marshal เดิมแปลว่า คนเลี้ยงม้าหรือคนทำเกือกม้า ส่วนคำว่า constable เดิมแปลว่า คนดูแลคอกม้า ในยุคกลางนั้น คนดูแลคอกม้ากลายเป็นตำแหน่งใหญ่โต แต่ต่อมาตำแหน่งก็ลดลง กลายเป็นตำรวจ ส่วนคนเลี้ยงม้าก็เลื่อนไปเป็นสมุหราชพิธี ทุกวันนี้ใช้เรียก ‘จอมพล’

แม้แต่คำว่า ข้าว หรือที่ฝรั่งเรียกว่า rice นั้น ก็แปลความหมายในแต่ละประเทศ แบบเดียวกับคำว่า corn ในภาษาเยอรมันเดิมแปลว่า เมล็ดธัญญาหาร ในภาษาอังกฤษคือข้าวสาลี ชาวสกอตบอกว่าเป็นข้าวโอ๊ต ส่วนอเมริกันว่าข้าวโพด ครั้งหนึ่งรัฐบาลอเมริกันได้ส่งข้าวโพดไปให้อังกฤษซึ่งมีปัญหาข้าวยากหมากแพงหรือทุพภิกขภัย แต่อังกฤษต้องการข้าวสาลี ความไม่รู้ปัญหาของคำทำให้หมดเปลืองเงินโดยไม่จำเป็น

คำว่า ข้าว หรือ rice ก็เช่นกัน ภาษาสันสกฤตเรียกว่า วริสี ภาษาอินเดียเหนือเรียก อริสิ ภาษากรีกเรียก oruza ละตินว่า orzyza ฝรั่งเศสเรียกคล้ายแขกว่า riz อิตาเลียน riso สเปน arroz

เยอรมัน reis ดัตช์หรือวิลันดา riyst สวีเดนและรัสเซีย ris เวลซ์ reis ลิธัวเนีย rysai ทั้งหมดแม้มีรากคำเดียวกัน แต่มักต่างพันธุ์ข้าวกันก็ตาม

การเขียนเรื่องภาษาอังกฤษและเพศก็เช่นเดียวกัน มีความหมายบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง


สั่งซื้อหนังสือได้ที่นี่



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter