storythai diary shopping astore Free WordPress Theme
home about openbooks openhouse october opendragon


Top 10 Artvirus ส่งท้ายปี 2007

คำเตือนก่อนเขย่าขวด โดย ฟิล์มไวรัส

http://dkfilmhouse.blogspot.com/ และ http://www.twilightvirus.blogspot.com/


ลามปามจนเปื้อนเปรอะสำหรับอันดับ Top 10 ที่เริ่มต้นจากปีที่แล้ว คราวนี้เลยหดจำนวนลงทั้งจำนวนหนังจำนวนคน และนี่คืออันดับของชอบของเผ็ด (ที่อาจไม่จำเป็นต้องเป็นของดี) รวมตั้งแต่ภาพถ่าย ภาพเพ้นท์ ภาพเคลื่อนไหว หนังสือ ละครเวที วีดีโออาร์ต ศิลปะจัดวาง ทุกอย่างเท่าที่สมองเรียกพี่

ขอบคุณศิลปิน นักเขียน นักดนตรี นักทำหนัง และนักทอผ้า Metissages ที่รวบรวมสมองและความสร้างสรรค์นำเสนองานให้ชาวเรากับชาวโลกได้จดจำและรักใคร่ ขอบคุณเพื่อนทุกท่านที่สละเวลาแบ่งปันของชอบ ทำให้คนอื่น ๆ ได้กลิ่นของร้อนที่อาจต้องใจในวันใหม่ โดยเฉพาะเป็นพิเศษนั้น เราขอขอบคุณศิลปินละครเวทีที่นัดผนึกพลังเทศกาลละครเวทีในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี นอกเหนือจากวาระปกติตลอดปีที่เขาทุ่มเทแรงใจ แต่ชาวไทยส่วนใหญ่ที่รู้จักเพียงละครโทรทัศน์-ละครโชว์อลังการไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวตนในโลก หนำซ้ำรัฐบาลก็มองไม่เห็นความสำคัญของศิลปะ-วัฒนธรรมร่วมสมัยแขนงนี้เสียอีก

คารวะกันทุกท่านทุกคณะ ตั้งแต่ พระจันทร์เสี้ยว, บีฟลอร์, หน้ากากเปลือย, แปดคูณแปด, เบบี้ไมม์ และอีกมากกลุ่มที่ลืมเอ่ยถึง พระเดชพระคุณนักที่ท่านยังสานต่องานละครเวทีร่วมสมัยอันเข้มแข็งต่อไป

และอีกสำคัญ ขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว Artvirus ที่ร่วมผนึกพลังในงาน Fred Kelemen Masterclass

ได้เวลาบรรเลงเพลงโปรดร้อนลวกหูแล้วละท่าน แต่ก่อนอื่นขอย้ำว่าเสียงบางชนิดนั้นอาจเป็นส่วนเกินในชีวิตประจำวัน!


หนังและสิ่งที่ชื่นชอบที่สุดของ Victor – เกรียงศักดิ์ ศิลากอง

ประธาน World Film Festival of Bangkok


หนังไทย 2 เรื่อง 2 รส

มวยไทยไชยา / แฝด

หนังไทย 2 เรื่องนี้พิสูจน์ได้ว่าผู้กำกับไทยเล่าเรื่องเป็น และมีองค์ประกอบอื่นๆที่ลงตัว สอบผ่านมาตรฐานสากลทุกๆ ด้าน


หนังสั้นคานส์ของ Coen Brother

มีอารมณ์ขันที่ดูแล้วน่ารัก ในขณะเดียวกันก็บาดลึกเข้าถึงคนรักหนัง Art House อย่างที่สุด


อนิเมชั่นฝรั่งเศส / อิหร่าน

Persepolis

อนิเมชั่นเกี่ยวกับสาวอิหร่านอพยพที่เปี่ยมด้วยพลัง นำพาให้เรารักความเป็นตัวตนของเราเอง และทำให้รู้สึกรักชาติขึ้นมาอย่างไร้ยางอายเมื่อหนังจบ


หนังอินโดนีเซีย

Love for Share (Berbagi Suami)

หนังจากประเทศอินโดนีเซียที่มีเนื้อหาเย้ยหยันผู้ชายที่มีเมียหลายคน คราวนี้ผู้หญิงจึงขอมีผัวหลายคนบ้าง หนังดำเนินเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิง แฝงด้วยอารมณ์ขัน ดูจบแล้วทั้งรู้สึกถูกใจและเจ็บปวดใจ


นิทรรศการ Under The Crescent Moon ที่ TCDC

เป็นสุดยอดแห่งนิทรรศการในปี 2007 นำพาไปสัมผัสกับฟากฝั่งของโลกอาหรับ เผยให้เห็นถึงการดำเนินวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยทะเลทรายในการดำรงชีพ การออกแบบวิถีชีวิตสภาพความเป็นอยู่ที่อิงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวของประเทศแถบอาหรับตอนบนและโลกอาหรับที่สมบูรณ์แบบ


เมือง Udaipur ประเทศอินเดีย

เมืองแห่งราชวังที่สวยงามที่สุดในโลก เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่เพิ่งจะเคยสัมผัสความอลังการของวังที่ตั้งอยู่กลางทะเลสาป เมื่ออยู่ในวังแล้วมองออกไปรอบๆ 360 องศา ก็จะเห็นวังอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน งามสง่าจนยากเกินบรรยายเป็นคำพูด

....................


Top 10 หนัง + หนังสือที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007 ของ ธีปนันท์ เพ็ชร์ศรี

(นักวิจารณ์ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ / นิตยสารสตาร์พิคส์)


1. Rain Dogs (โหยู่หัง กำกับ), First Love (ยูกินาริ ฮานาวะ กำกับ)

หนังเกี่ยวกับวัยรุ่นที่ให้บรรยากาศเศร้าสร้อยและว่างเปล่า หลายฉากในหนัง 2 เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงภาวะไร้ทางออกและไร้ที่ยึดเหนี่ยวของตัวละคร – ให้อารมณ์รวดร้าวชนิดหาคำอธิบายไม่ได้

2. The Witnesses (อองเดร เตชิเน กำกับ), Comedy of Power (โคล้ด ชาโบรล กำกับ)

งานของผู้กำกับรุ่นใหญ่ชาวฝรั่งเศส 2 คนที่แสดงความช่ำชองของตัวเองออกมาได้อย่างเฉียบคมและสนุกสนาน

3. July Rhapsody (แอน ฮุย กำกับ)

ได้ดูในงาน 28 Days ของโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ และหนังเก่าของ แอน ฮุย เรื่องนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจอันแห้งเหี่ยวของผมตลอดเดือนนั้น

4. Zodiac (เดวิด ฟินเชอร์ กำกับ), The Bourne Ultimatum (พอล กรีนกราส กำกับ)

ทั้ง 2 เรื่องเป็นหนังตลาดที่ดูสนุกมาก เม็ดเงินกองใหญ่จากสตูดิโอฮอลลีวู้ดถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่า

5. Brothers & Sisters (TV Series)

เหมือนกับ Desperate Housewives, Nip/Tuck และ Grey’s Anatomy ซีรีส์ชุด Brothers & Sisters ไม่อนุญาตให้ผมลุกไปเข้าห้องน้ำได้เลยระหว่างนั่งดู

6. Little Britain (TV Series)

แมตต์ ลูคัส และ เดวิด วิลเลี่ยมส์ ทำให้ผมหัวเราะอย่างกับไม่เคยเจออะไรที่ขำขนาดนี้มาก่อน

7. Jake Shimabukuro, Sukima Switch

เจค ชิมาบุคุโระ เป็นเด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่เติบโตในฮาวาย เขามีอูคูเลเล่ (เครื่องดนตรีที่คล้ายกีตาร์ แต่ขนาดเล็กกว่า) เป็นเหมือนอวัยวะอีกชิ้นหนึ่งของร่างกาย เสียงอูคูเลเล่ของเจคพาหัวใจให้ล่องลอยไปไกลมากๆ

สึกิมะ สวิตช์ เป็น เจ-ป๊อบ ที่หน้าตาดูไม่ได้เอาเสียเลย แต่บทเพลงของพวกเขา 2 คน (ชิทาโระ โทกิตะ และ ทาคุยะ โอฮาชิ) ไพเราะ สดใส ฟังแล้วมีความสุข

8. คนเล็ก หัวใจมหึมา มหาสมุทร (ประชาคม ลุนาชัย), อีกหนึ่งฟางฝัน: บันทึกแรมทางของชีวิต (จิระนันท์ พิตรปรีชา)

ผู้เขียนทั้ง 2 คนถ่ายทอดชะตากรรมของชีวิตได้อย่างประณีต และถึงแม้เรื่องราวบางส่วนจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่น่าผิดหวัง แต่พวกเขาก็แสดงให้เห็นว่า ชีวิตยังคงมีแง่งามให้ดื่มด่ำและเรียนรู้

9. Kenzaburo Oe’s Seventeen

นิยายขนาดสั้นของ เคนซาบุโระ โอเอะ ที่เกี่ยวพันกับข้อขัดแย้งทางการเมือง การวิพากษ์สังคม และการค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ของเด็กชายคนหนึ่ง อ่านจบแล้วรู้สึกทึ่ง และได้ย้อนกลับไปมองชีวิตตนเองในวัยเยาว์เกือบจะทันที

10. Ruth Rendell’s The Water’s Lovely

หนังสือเล่มใหม่ของ รูธ เรนเดลล์ ราชินีนิยายเขย่าขวัญของเกาะอังกฤษ ที่ยังเปี่ยมเสน่ห์อันลึกลับน่าค้นหา เรื่องราวของหญิงสาว 2 พี่น้องและปริศนาการตายของพ่อเลี้ยงเมื่อ 10 กว่าปีก่อน การให้รายละเอียดของตัวละคร (ทั้งหลักและรอง) อย่างมีอารมณ์ขัน-ยังคงเป็นลักษณะเด่นของเรนเดลล์เสมอมา ในขณะที่ในส่วนของบรรยากาศเขย่าขวัญก็ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์

.....................


Top 10 หนังและซีรี่ส์ที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007 ของ ไกรวุฒิ จุลพงศธร

(นักวิจารณ์ภาพยนตร์ นิตยสาร Bioscope)


1. Sway หรือ Ureru (Miwa Nishikawa, 2006)

สาวไฟแรง อดีตผู้ช่วยผู้กำกับของ ฮิโรคาสุ โครีเอดะ คือผู้กำกับรุ่นใหม่ที่ถูกมองข้ามที่สุดคนหนึ่งของปี ผมเปิด Sway ครั้งแรกในชั้นเรียน นั่งดูพร้อมๆ กับนักเรียน (เปิดมั่วๆ ไมได้ตั้งใจมากนัก) แต่กลายเป็นว่าผมฉายหนังทั้งเรื่องจนจบ แล้วนักเรียนทั้ง 60 กว่าคนก็นั่งดูกันจนจบ และมีประเด็นให้สนทนาต่อมากมายในชั่วโมงถัดๆ ไป

Sway เป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องเดียวที่ได้รับการคัดเลือกให้ฉายในคานส์ปี 2006 มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ…..ไม่บอกดีกว่า เพราะนั่นคือประเด็นใหญ่ว่าหนังเรื่องนี้มันเกี่ยวกับประเด็นไหนกันแน่? เอาเป็นว่ามันเริ่มต้นด้วยดราม่า พลิกเป็นเลิฟสตอรี่ ระเบิดลงก้อนใหญ่กลายเป็นหนัง detective แล้วสุดท้ายมันก็กลายเป็นหนังดราม่า

สิ่งที่โดนใจผมที่สุดก็คือ Sway เป็นหนังที่ผมเอามาเทียบเคียงกับชีวิตตัวเอง และชีวิตของคนรอบข้างในสังคมได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งๆ ที่มันเป็นหนังสืบสวน แต่หัวใจของหนังเรื่องนี้อยู่บนเรื่องราวว่า ทุกๆ ครอบครัว ถ้ามีลูก 2 คน จะต้องมีลูกคนนึงที่อยู่บ้าน และอีกคนออกจากบ้าน คนที่อยู่บ้านคือที่พึ่งของครอบครัว คือลูกแสนดี ส่วนคนที่ไม่ต้องอยู่คือคนที่ปีกกล้าขาแข็ง บินได้อย่างอิสระ แต่สิ่งเหล่านั้นก็แลกกับการไม่ fit in กับครอบครัวตัวเอง ผมว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นกับทุกคน และมันเจ็บปวดมาก

2. “Damages” (2007)

ซีรี่ส์เรื่องใหม่ล่าสุด คล้ายๆ จะเป็น Devil Wears Prada เวอร์ชั่นที่ไม่มีมุกตลก และมีแต่เลือด เกลน โคลส รับบทเป็นทนายรุ่นใหญ่ โรส เบิร์น รับบทเป็นทนายฝึกหัด โลกในหนังเรื่องนี้น่ากลัวมาก เพราะคุณไม่สามารถไว้ใจใครได้เลยจริงๆ การทำงานที่ดีอาจทำให้คุณตาย และทุกๆ ประโยคที่คนรอบข้างพูดกับคุณมันอาจมีความหมายแฝงซ่อนอยู่ ในวันที่คุณมีความสุขมากที่สุดอาจเป็นเพียงเกมกับดักของใครบางคน

3. Away From Her (Sarah Polley, 2007)

ทุกอย่างในหนังเรื่องนี้มีสิทธิจะน้ำเน่าได้สบายๆ แต่เมื่อคุณ ซาร่าห์ พอลลี่ย์ ไม่ได้ทำให้มันน้ำเน่าเลย และเร้าอารมณ์ในวิธีที่ไม่เร้าอารมณ์ ผมก็เลยแทบเสียชีวิตหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบลง

มันอาจฟังดูเสร่อๆ แต่หนังเรื่องนี้น่ากลัวตรงที่เราสามารถเอาไปเทียบเคียงกับชีวิตของเรา โดยประโยคง่ายๆ ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับฉันหรือคนที่ฉันรักมากที่สุด”

อีกอย่างที่ชอบคือ หนังเรื่องนี้พูดถึงการสูญเสียความทรงจำ เหมือนกับหนังฝรั่งเศสเรื่อง Try To Remember แต่มันเลือกเล่าจากมุมมองของคนที่อยู่รอบข้าง ซึ่งเจ็บปวดจริงๆ

อีกอย่างที่ชอบก็คือ จูลี่ คริสตี้ พูดใน คอมเมนทารี่ ของ dvd ว่า “เราตอบไม่ได้หรอกกับคำถามว่า “คุณรักใครมากที่สุด” แต่เราต้องเปลี่ยนคำถามเป็นว่า “ใคร ที่ถ้าสูญเสียไป จะทำให้คุณเจ็บปวดมากที่สุดในชีวิต” เมื่อนั้น คำตอบที่ได้ ก็คือคนที่คุณรักมากที่สุดนั่นเอง

4. Allegro (Christoffer Boe, 2005)

สงสัยตัวเองมานานว่าทำไมตัวเองถึงไม่ได้จี๊ดอะไรมากมายกับ Eternal Sunshine of Spotless Mind มาค้นพบคำตอบในหนังเรื่องนี้นี่เอง เพราะมันเล่าประเด็นเดียวกัน วิธีการเก๋ๆ เหมือนกัน แต่มีโทนที่เราชอบมากกว่าเยอะเลย นี่เป็นหนังไซไฟ โรแมนติค ทริลเลอร์ ของ ผกก. Reconstruction ว่าด้วย นักเปียโนอัจฉริยะ ที่เจ็บปวดจากความรักก็เลยตัดสินใจลบความทรงจำของตัวเองแล้วไปทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลก และผลจากการลบความทรงจำ ทำให้อำเภอนึงของประเทศเดนมาร์คกลายเป็นพื้นที่ลึกลับซึ่งไม่มีใครเข้าไปได้เพราะมีกำแพงใสๆ กั้นอยู่รอบๆ ในพื้นที่ลึกลับนั้นมีความทรงจำของชายผู้นี้วนเวียนซ้ำไปมาอยู่ไม่รู้จบ
ปล. โปรดักชั่นของเรื่องนี้สุดยอดจริงๆ การถ่ายภาพ การแสดง ฉาก ดนตรีประกอบ

5. รักแห่งสยาม (ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล, 2007)

6. “Big Love” (2006)

ซีรี่ส์ใน HBO เกี่ยวกับผู้ชายที่มีเมีย 3 คนและลูกอีกเป็นโหล โคลเอ้ เซวิญญี่ แสดงดีมากที่สุดตั้งแต่เธอเล่นหนังมา

7. Infamous (Douglas McGrath, 2006)

หนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่า เราสามารถพูดเนื้อเรื่องเดียวกันด้วยคนละธีม คนละโทน คนละโลก เพราะทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องเดียวกับ Capote หนังเมื่อปีที่แล้ว แต่มันกลับเล่าด้วยลีลาตลก น่ารัก แรดๆ นี่ไม่ใช่เรื่องของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ผู้เจ็บปวดอย่างดื่มด่ำกับประสบการณ์ชีวิตเหมือนอย่าง Capote แต่มันเป็นแค่เรื่องของ ‘กะเทยอกหัก’ คนหนึ่งซึ่งเรียนรู้ความรักอีกบท อีกอย่างที่ชอบและฮัมมาตั้งแต่ต้นปีจนท้ายปีก็คือ ฉากเปิดที่เกวนเนธ พัลโทร ร้องเพลง สนุกๆ แต่กลับกรีดหัวใจได้ไม่รู้ลืม

8. Witnesses (Andre Techine, 2007)

เจ็บ

9. Waitress (Adrienne Shelly, 2007)

ตลก น่ารัก หัวใจงดงามโดยไม่เสแสร้ง เสียดายจริงๆ ที่ผู้กำกับถูกฆ่าตายไปแล้ว ไม่งั้นเธอคงทำหนังดีๆ ออกมาอีกหลายเรื่อง

9. The Bourne Ultimatum (Paul Greengrass, 2007)

โคตรมัน

10. Comedy of Power (Claude Chabrol, 2007)

ยอดเยี่ยมตลอดกาล

Special Mention :

Grey’s Anatomy (season 3), Desperate Housewives (season 3), Brothers and Sisters (season 1),

หนังเก่า

Thieves (อังเดร เตชิเน่)
Nashville (โรเบิร์ต อัลต์แมน)
Through a Glass Darkly, Winter Light, Face to Face (อิงมาร์ เบิร์กแมน)
La Notte (มิเคลันเจโล่ อันโตนีโอนี่)
To Our Love (มัวริส เปียลาต์)
Repast (มิคิโอะ นารูเสะ)
India Song (มาเกอริต ดูราส์)
Last Night (ดอน แมกเคลลาร์)
The Sun (อเล็กซานเดอร์ โซคูรอฟ)
The Party and the Guest (ญาน เนเมค)
The Passion of Ayn Rand (คริสโตเฟอร์ แมนาอุล)

........................


14 หนังสุดโปรดของ FancyJoy ที่ได้ดูในปี 2550

1 ในนักเขียน Artvirus / Onopen และ http://fancyjoy.blogspot.com/


ปี 2550 นี้ได้ดูหนังดีเยอะพอสมควรค่ะ นับไปนับมาได้ทั้งหมด 90 เรื่องพอดี (แต่อาจจะน้อยถ้าหากเทียบกับเซียนดูหนังท่านอื่นนะคะ) ถึงเวลาสิ้นปีก็ต้องมานั่งสรุปกันหน่อยว่าเรื่องไหนเข้าตากรรมการบ้าง ของจอยเลือกโดยตัดสินจากความชอบส่วนตัว หนังเก่าๆ ก็อาจจะเยอะหน่อยนะคะ ตามสไตล์สาวหน้าใส หัวใจโบราณ

1. My Man Godfrey (1936)

Directed: Gregory La Cava

Starred: William Powell, Carole Lombard

เรื่องราวของนายก็อดฟรีย์ (วิลเลี่ยม โพเวลล์) เศรษฐีหนุ่มที่อยากเรียนรู้ชีวิต เลยปลอมตัวเป็นคนใช้ไปสมัครงานที่คฤหาสน์ของครอบครัวเพี้ยน ที่ประกอบด้วย แม่สติแตกที่เลี้ยงคู่ขาหนุ่มชาวอิตาเลียนที่ชอบเต้นท่าลิงอุรังอุตัง ลูกสาวคนโตที่วันๆ คิดหาทางจะไล่คนใช้ออก ส่วนลูกสาวคนเล็ก (คารอล ลอมบาร์ด) ก็ตกหลุมรักนายก๊อดฟรีย์ เลยเรียกร้องความสนใจเขาโดยการแกล้งเป็นบ้า เฮ้อ หนังมันเพี้ยนจริงๆ แล้วตัวละครทุกคนก็เล่นกันสุดตัว จนจอยแทบไม่อยากเชื่อว่า หนังสมัยนั้นเค้ากล้าทำออกมาได้ไง มาก่อนยุคมากๆ และฮาสุดๆ

2. Libeled Lady (1936)

Directed: Jack Conway

Starred: William Powell, Myrna Loy, Jean Harlow, Spencer Tracy

ปี 1936 ดูจะเป็นปีทองของวิลเลียม โพเวลล์นะคะ เพราะเขาเล่นหนังเรื่องนี้อีกเรื่องที่จอยชอบมากๆ และเป็นหนังที่รวมดาราดังๆ อย่าง เมียร์น่า ลอย (ดาราสาวสวยหน้าหมวย ที่มักจะเล่นเป็นเมียของโพเวลล์ ในหนังตลกนักสืบชุด Thin Man และอื่นๆ อีกสิบกว่าเรื่อง) จีน ฮาร์โลว (แฟนสาวตัวจริงของโพเวลล์ เธอเป็นสาวบลอนด์สุดเซ็กซี่ในยุคก่อนมาริลีน มอนโรว์เสียอีก) และ สเปนเซอร์ เทรซี (นักแสดงฝีมือฉกาจ ที่เป็นคนรักของแคทเธฮรีน เฮปเบิร์น) ที่มาพบกันในหนังตลกโรแมนติค เกี่ยวกับวงการหนังสือพิมพ์เรื่องนี้

3. The Adventure of Robin Hood (1938)

Directed: Michael Curtiz

Starred: Errol Flynn, Olivia de Havilland, Basil Rathbone, Claude Rains

จริงๆ แล้วหนังพวกเทพนิยาย อัศวิน สู้กุ้งมังกร อะไรพวกนี้ ไม่ใช่หนังในสเป็คเลยนะคะ แต่ว่าพอมาดูเรื่องโรบิน ฮู้ดเนี่ย ก็ต้องเปลี่ยนใจ เพราะว่าหนังสนุกมากๆ เพราะมีส่วนผสมลงตัวของ ฉากแอคชั่นกับฉากโรแมนติคเกี้ยวพาราสีระหว่าง แอรอล ฟลินน์ (ที่หล่อจนผู้เขียนอยากจะเป็นลม) กับ โอลิเวีย เดอ ฮาวิลลานด์ (เรื่องนี้เธอหน้าบานไปหน่อย) และสีสันของหนังที่สวยจัดจ้านซะจนทำให้อยากดูหนังเรื่องนี้ในโรงหนังใหญ่เสียจริง สำหรับคนที่ไม่ถนัดดูหนังเก่าเพราะกลัวเชย ลองเริ่มต้นกับหนังเรื่องโรบินฮู้ดนี้ก็ไม่เลวนะคะ (หาได้ตามกระบะวีซีดีในห้างทั่วไป)

4. Mr. Smith Goes to Washington (1939)

Directed: Frank Capra

Starred: James Stewart, Jean Arthur, Claude Rains

อย่าว่ากันนะคะที่เขียนหนังในยุค 1930’s มาสี่เรื่องแล้ว ก็ยุคนี้หนังมันดีจริงๆ นี่นา สำหรับหนังเรื่องนี้ เล่าเรื่องของ นายสมิธ (แสดงโดยเจมส์ สจ๊วต) นักการเมืองท้องถิ่นจิตใจบริสุทธิ์ ที่ได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิก เขาจึงต้องไปวอชิงตัน (ตามชื่อเรื่องเลย) เพื่อรับหน้าที่ในสภา และได้ค้นพบกับความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า พวกส.ว. ที่เขาเคยนับถือนั้น แท้ที่จริงก็ไม่ต่างอะไรกับปลิงสูบเลือดประชาชน เขาจึงใส่เกียร์หนึ่งเดินหน้าฉายเดี่ยว สู้กับส.ว.เขี้ยวลากดินทั้งสภา ได้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในรีวิวที่จอยเขียนไว้นะคะ

http://fancyjoy.blogspot.com/2007/11/mr-smith-goes-to-washington-1939.html

5. Nosotros, los pobres (1948)

Directed: Ismael Rodríguez

Starred: Pedro Infante, Evita Muñoz ‘Chachita’, Katy Jurado

หนังเพลงสัญชาติเม็กซิกันเรื่องนี้ เป็นต้นกำเนิดของหนังตระกูล “เราคือคนจน” (ตามชื่อหนัง) ที่ทยอยสร้างกันหลังจากความสำเร็จของเรื่องนี้ เรื่องราวก็ค่อนข้างน้ำเน่าเศร้าโศก เรื่องของช่างไม้จนๆ ที่อาศัยอยู่กับลูกสาวกับแม่ที่เป็นอัมพฤกษ์ ที่ถูกเคราะห์กรรมกระหน่ำซ้ำเมื่อชาวบ้านต่างโจษจันกันว่าเขาเป็นฆาตกร แถมเงินที่เก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตก็ถูกคนข้างบ้านขโมยไปอีก เป็นต้น (เพราะว่ายังมีเคราะห์กรรมมากกว่านี้) ถึงแม้ว่าหนังจะเศร้า แต่เพลงประกอบก็เพราะและเร้าใจตามสไตล์เม็กซิกัน และหนังก็นำเสนอเรื่องได้หลายรสชาติ ทั้งสุข เศร้า ตลก แอคชั่น หนังนำแสดงโดย เปโดร อินฟันเต้ นักแสดงระดับตำนานของเม็กซิโกในสมัยนั้น ที่มาเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยเหตุเครื่องบินตกในภายหลัง

6. Ace in the Hole (1951)

Directed: Billy Wilder

Starred: Kirk Douglas, Jan Sterling

หนังที่แฉวงการนักข่าว และความบ้าคลั่งอยากดังของคนอเมริกัน อย่างไม่ประนีประนอมของผู้กำกับบิลลี ไวลเดอร์เรื่องนี้ ถึงแม้จะผ่านมา 50 กว่าปีแล้ว แต่ว่าเนื้อเรื่องยังทันยุคทันสมัยอยู่เลย จอยเพิ่งเขียนลงรีวิวเมื่อไม่นานมานี้ ถ้าหากอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มกรุณาชมได้ที่นี่นะคะ

http://fancyjoy.blogspot.com/2007/12/ace-in-hole-1951.html

7. The Caine Mutiny (1954)

Directed: Edward Dmytryk

Starred: Humphrey Bogart, José Ferrer, Van Johnson, Fred MacMurray

เรื่องราวของกลุ่มทหารหนุ่มบนเรือรบ “เคน” ที่รวมหัวกันก่อกบฏ ต่อต้านกัปตันควีค (ฮัมฟรีย์ โบการ์ท) ซึ่งมีพฤติกรรมที่ส่อว่าเป็น “บ้า” สำหรับหนังเรื่องนี้ ดูหน้าหนังแล้วอาจจะเหมือนหนังสงคราม แต่จริงๆ แล้วมันเป็นงานวิเคราะห์ทางจิตวิทยาที่ยอดเยี่ยมของคนกลุ่มเล็กๆ ที่ต้องอาศัยอยู่ด้วยกันบนเรือเป็นเวลาหลายๆ เดือน ฮัมฟรีย์ โบการ์ทได้คะแนน 10 เต็มไปเลยกับบทกัปตันสติแตก ที่จอยคิดว่าเขาเหมาะสมกับบทพวกนี้ มากกว่าบทนิ่มๆ อย่าง ริค เจ้าของไนท์คลับที่คาซาบลังก้าเสียอีก (อ่านบทรีวิวเพิ่มเติมได้ที่นี่ http://fancyjoy.blogspot.com/2007/10/caine-mutiny-1954_31.html)

8. Witness For Prosecution (1957)

Directed: Billy Wilder

Starred: Tyrone Power, Marlene Dietrich, Charles Laughton, Elsa Lanchester

เมื่อหนุ่มวัยกลางคนท่าทางซื่อๆ (ไทโรน พาวเวอร์) ตกเป็นผู้ต้องหาฆาตกรรม แล้วจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเมียหน้าตาเย็นชาของเขา (มาร์ลีน ดีทริช) ผู้เป็นพยานรู้เห็นคนเดียวในเหตุการณ์ ตัดสินใจเดินหน้าให้การในศาล ในฐานะ “พยานฝ่ายโจทก์” เพื่อปรักปรำสามีเธอให้ถูกแขวนคอ! นี่คือการเผชิญหน้ากันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันระหว่าง มาร์ลีน ดีทริช นางพญาของวงการฮอลลีวู้ด กับ Charles Laughton นักแสดงเจ้าบทบาท ผู้มารับบทเป็นทนายความให้กับจำเลย ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนของดาราทั้งคู่ หรือของผู้กำกับบิลลี ไวล์เดอร์ หรือของนักเขียนอกาธา คริสตี หรือไม่ได้เป็นแฟนใครเลย แต่ชอบดูหนังขึ้นโรงขึ้นศาล นี่คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงค่ะ

9. Papillon (1973)

Directed: Franklin J. Schaffner

Starred: Steve McQueen, Dustin Hoffman

“คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่ตายได้” เป็นความเชื่ออย่างแรงกล้าสำหรับคนอย่างปาปิยอง (สตีฟ แมคควีน) นักโทษข้อหาฆ่าแมงดา ที่ถูกขังตลอดชีวิตในเกาะคุกนรกของฝรั่งเศส เขาร่วมมือกับ หลุยส์ เดก้า (ดัสติน ฮอฟแมน) เพื่อนร่วมคุก เพื่อหาทางหนีครั้งแล้วครั้งเล่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีเรื่องสุดท้ายที่สตีฟ แมคควีนแสดง ฉากที่บีบคั้นหัวใจจอยที่สุดก็คือ ฉากที่เขาโดนขังในคุกมืด ให้อดข้าว อดน้ำ ต้องจับแมลงสาบกิน สภาพของเขาที่ไม่ต่างอะไรกับศพเดินได้ จึงขอยกนิ้วให้สตีฟ แมคควีนว่าคุณแน่มาก

10. Una Giornata particolare (A Special Day) (1977)

Directed: Ettore Scola

Starred: Sophia Loren, Marcello Mastroianni

ในวันที่ฮิตเลอร์มาเยือนอิตาลีนั้น ทุกคนในอพาร์เมนท์เก่าๆ แห่งหนึ่งกรูกันออกไปดูพิธีสวนสนาม เหลือเพียงแม่บ้านวัยกลางคนผู้สนับสนุนฟาสซิสต์ (โซเฟีย ลอเรน) กับนักข่าววิทยุ “นอกรีต” ห้องตรงกันข้ามที่กำลังคิดจะฆ่าตัวตาย (มาร์เซลโล มาสโตรยานนี่) โชคชะตาลิขิตให้ทั้งสองมาพบและมีความสัมพันธ์ดูดดื่มในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงของวัน “พิเศษ” นั้น ก่อนที่ความโหดร้ายในโลกของความเป็นจริงจะดำเนินต่อไปในวันรุ่งขึ้น หนังเรื่องนี้ โซเฟีย ลอเรน สลัดคราบเซ็กส์ซิมโบล กลายมาเป็นแม่บ้านหน้าโทรม จอยชอบคำพูดหนึ่งของมาร์เซลโลมาก ที่เขาถามโซเฟีย ลอเรนว่า “ทำไมคุณไม่เคยยิ้มเลย ทั้งๆ ที่ชีวิตคุณมีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง มีทั้งบ้าน สามี ลูกๆ” โซเฟียจึงตอบว่า “รัฐบาลไม่ได้สั่งให้ฉันยิ้มนี่”

11. Clerks (1994)

Directed: Kevin Smith

Starred: Brian O’Halloran, Jeff Anderson

ไม่ใช่แค่เพียงจุดเริ่มต้นของ เควิน สมิธ ในฐานะผู้กำกับ แต่เป็นการกำเนิดของ “วิว แอสคิว ยูนิเวิร์ส (View Askew Universe)”จักรวาลที่ประกอบด้วยตัวละครต่างๆ ที่ล้วนเกี่ยวดอง เชื่อมโยงกัน ในหนังแต่ละเรื่องของ เควิน สมิธ สำหรับหนังเรื่อง Clerks นี้ เป็นเรื่องของหนุ่มเสมียนร้านขายของชำ กับเพื่อนปากเสียจากร้านวิดีโอข้างๆ ที่พบเจอกับบรรดาคนพิลึกๆ ที่แวะเวียนเข้ามาในร้าน รวมทั้งไอ้หนุ่มขี้ยา เจย์ กับ บ๊อบใบ้ ที่ยืนขายโคเคนและเต้นเบรคแดนซ์อยู่หน้าร้าน ดูเสร็จแล้วก็รู้สึกผูกพันกับพวกคนเหล่านี้มาก จนทำให้ต้องไปหาหนังเรื่องอื่นๆ ของ เควิน สมิธมาดูอีก

12. Wild Things (1998)

Directed: John McNaughton

Starred: Matt Dillon, Neve Campbell, Denise Richards

ดูหนังเรื่องนี้จบ พูดได้สองคำว่า “โอ้ ก๊อด” ทำไมหนังเรื่องนี้มันซับซ้อนถูกใจอะไรอย่างนี้ เนื้อเรื่องฉลาด ซ่อนเงื่อน พลิกแพลง ตลบแตลง จนคนดูต้องปวดหัว ดูหนังจบต้องมานั่งคิดลำดับเรื่องราวกันอีกทีว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ในความคิดจอย จริงๆ แล้ว หนังน่าจะได้รับการกล่าวถึงในแนวชื่นชมมากกว่านี้ ถ้าหากตัดฉากเลิฟซีนหมู่และฉากเลสเบี้ยนอันลือลั่นออกไป

13. Children of Men (2006)

Directed: Alfonso Cuarón

Starred: Clive Owen, Julianne Moore, Michael Caine

แค่พล็อตเรื่องสั้นๆ ของหนังที่ว่า “จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากมนุษย์เราไม่สามารถมีลูกได้อีกต่อไป” ก็ทำให้จอยอยากจะดูหนังเรื่องนี้แล้ว เพราะสงสัยว่าโลกจะกลายเป็นอย่างไร และหนังก็นำเสนอภาพของวิกฤติโลกนี้ได้อย่างน่าสนใจ ชอบที่ว่าข้างทางจะมีป้ายโฆษณาเต็มไปหมดว่า “เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องไปตรวจภาวะการเจริญพันธุ์” และก็มีการโฆษณา “ชุดยาฆ่าตัวตาย” ทางทีวี สำหรับคนแก่ที่เห็นว่าโลกมันหดหู่เกินไปสำหรับพวกเขา และมีฉากหนึ่งที่จอยชอบมากๆ คือตอนที่รถของพระเอกที่นำพาหญิงสาวที่ตั้งท้องหนี โดนปะทะโดยกลุ่มผู้ร้ายในป่า ถ้าหากคนเคยดูหนังเรื่องนี้คงจะจำได้เพราะฉากนี้ถ่ายติดต่อกัน 12 นาทีโดยไม่มีการตัดภาพ ซึ่งทำให้รู้สึกกดดันและสมจริงมาก จนเหมือนกับเราอยู่ในรถคันนั้นด้วยเลย ลุ้นสุดๆ

14. Zodiac (2007)

Directed: David Fincher

Starred: Jake Gyllenhaal, Mark Ruffalo, Robert Downey Jr.

หลายๆ คนบ่นว่าหนังยาวเกินไป และก็รู้ตอนจบอยู่แล้วว่า ในปัจจุบันนี้ตำรวจก็ยังตามจับตัวฆาตกรโซดิแอคไม่ได้ แต่สำหรับจอย กลับรู้สึกว่า หนังไม่ได้เน้นเรื่องของตัวฆาตกรเท่านั้น แต่มันยังนำเสนอกลุ่มคนที่ชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากคดีนี้ เพราะพวกเขายังถูกครอบงำโดยปริศนาฆาตกรรมที่ไม่มีคำตอบนี้ คนที่ดูจะหมกมุ่นที่สุดในกลุ่มก็คือ นักวาดการ์ตูนหนุ่ม (Jake Gyllenhaal) ที่ลาออกจากงาน และทุ่มเทเวลาในการสืบหาตัวฆาตกรด้วยตัวเอง จนถึงกับทำให้ชีวิตครอบครัวแตกสลาย ในบรรดาหนังของเดวิด ฟินเชอร์ที่ดูมา จอยชอบเรื่องนี้ที่สุด อาจเป็นเพราะหนังอยู่ในยุค 70 ด้วย มีบรรยากาศย้อนยุคอย่างนี้ก็มักจะได้คะแนนจากเราเสมอ

.....................


สิ่งที่ชื่นชอบที่สุดในปี 2007 ของ เก้าอี้มีพนัก

1 ในคณะผู้จัด World Film Festival of Bangkok


ภาพยนตร์ตรึงตา

1. India Song (กำกับโดย Marguerite Duras, 1975)

ถือเป็นความใฝ่ฝันมานานที่ชีวิตนี้อยากจะได้ดูหนังของ มาร์เกอริต ดูราส ซักครั้ง ตามภาษาคนที่หลงใหลได้ปลื้มกับวรรณกรรมของเธอมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ India Song ที่เสียงล่ำลือถึงความดีงามนั้นดังมาจากทั่วสารทิศ และก็ไม่ต้องเฝ้าฝันกันนมนาน เมื่อดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์และสมาคมฝรั่งเศสได้นำฟิล์มภาพยนตร์ India Song ให้ได้รับชมกัน

แล้วก็ไม่ผิดกับความคาดหวังที่รอคอย ความรู้สึกระหว่างชมนั้นเหมือนกับการได้ปลดปล่อยตัวตนให้ล่องลอยราวกับตกอยู่ในภวังค์ เหมือนเข้าไปเดินเที่ยวเล่นลัดเลาะอยู่บนบาทบรรทัดของบทกวี อารมณ์ที่พรุ่งพรูดั่งสายธารเอื่อยนิ่งแต่ลึกลงไปแล้วเกรี้ยวกราด ส่งผลให้งานภาพยนตร์ของเธองดงามไม่ต่างจากบทบาททางวรรณกรรม

เหนือสิ่งอื่นใดนั้น งานศิลปะนั้นก็คืองานศิลปะ เฉกเช่นเดียวกับที่ India Song ทรงคุณค่าทางศิลปะอยู่ในตัวของมันเอง โดยไม่ต้องป่วยการเสาะแสวงหาความเป็นปัญญาชนใดๆ เพื่อฉาบหน้าให้สวยหรูด้วยยาพิษ

2. Frost (กำกับโดย Fred Kelemen, 1997)

ก่อนอื่นต้องขอกราบงามๆซักสิบครั้ง ให้กับ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ ที่ช่วยกรุณานำผลงานภาพยนตร์ของ เฟรด เคเลเมน มาให้ชมกันครบทุกเรื่อง อีกทั้งยังนำตัวเป็นๆของเขามาให้ยลโฉมกันอีกด้วย แถมตัวจริงอัธยาศัยดีเสียอีก (ถึงแม้เวลางานจะแอบโหด และดูจริงจังไปนิด) จะมีซักกี่ประเทศที่จะมีโอกาสได้ฉายของเขาครบทุกเรื่อง แถมเจ้าตัวยังมาเปิดกึ่งเวิร์คช็อปอธิบาย ตอบข้อซักถามกันอีกต่างหาก

ได้ดูหนังของ เฟรด เคเลเมน ไปทั้งหมด 5 เรื่อง บวกงานละครเวทีที่เขาอุตส่าห์นำเอาบันทึกการแสดงมาให้รับชมอีกหนึ่งเรื่อง ส่วนตัวชอบงานของเขาทุกเรื่อง มากบ้างน้อยบ้างลดหลั่นกันไป ส่วนงานภาพยนตร์ที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็น Frost และ Fate แต่หากจะให้ตัดใจเลือกเรื่องที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็น Frost

(อ่านเกี่ยวกับ Frost + ผลงานละครเวทีและหนังเรื่องอื่น ๆ ของ Fred Kelemen ได้ที่: http://www.onopen.com/2007/editor-spaces/2484)

3. Celine and Julie Go Boating (Jacques Rivette, 1974)

หนังสุดโปรดของหลายๆ คนใกล้ตัว พอมีโอกาสได้ดูแล้วก็ไม่เกิดอาการแคลงใจ พร้อมน้อมรับเข้ามาเป็นหนึ่งในดวงใจเช่นกัน ส่วนตัวดูหนังฝรั่งเศสมาก็แยะ แต่ต้องบอกว่าไม่เคยดูหนังดูหนังที่ไม่ใช่หนังตลาดจากชาตินี้ แล้วมีความรู้สึกสนุกสนานไปกับการดำเนินเนื้อเรื่องและบทบาทของตัวละครเท่านี้มาก่อนเลย เหมือนถูกดูดไปอยู่ในช่วงวัยเด็กที่หลงใหลอยู่กับนิทานสนุกสนาน(อา อยากมีลูกอมตามังกรบ้างจัง) แม้ว่าช่วงครึ่งชั่วโมงแรกจะน่าเบื่อหน่ายไปบ้าง ต้องอาศัยสมาธิและความอดทนในการติดตามอยู่พอสมควร แต่หากผ่านช่วงนั้นมาได้ ความหฤหรรษ์ในเวลาสามชั่วโมงกำกังรอคุณอยู่แล้ว

4. La Puritaine (กำกับโดย Jacques Doillon, 1986)

เป็นผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่อยากดูหนังของเขามากๆ ดูผิวเผินเหมือนเป็นแค่เรื่องราวปัญหาครอบครัว พ่อง้อลูกงอน แต่ประเทศนี้ทำหนังธรรมดาๆกับเขาเป็นเสียที่ไหน มันจึงอุดมด้วยความแปลกประหลาดทางพฤติกรรมของตัวละคร ที่มีแต่ฝรั่งเศสเท่านั้นที่ทำออกมาแล้วดูไม่เคอะเขินทางจริต

5. The Red and the White (กำกับโดย Miklos Jancso, 1967)

หนังสงครามที่ทำแต่น้อยแต่ผลลัพธ์นั้นกลับงดงามมหาศาล

6. Sweet Movie (กำกับโดย Dusan Makavejev, 1974)

Dusan Makavejev ชื่อนี้จะจดจำไปอีกแสนนาน เป็นหนังที่ประหลาดหลุดโลกเหลือแสนถึงขีดสุดเรื่องหนึ่งที่เคยดูมา ดำเนินโดยไร้พล็อตเต็มไปด้วยเรื่องราวผิดศีลธรรม เหนี่ยวนำความพลุ่งพล่านทางอารมณ์ไปอยู่ในระดับเดียวกับเมื่อครั้งได้รับจาก Freak Orlando ของ Ulrike Ottinger

7. Regular Lovers (กำกับโดย Philippe Garrel, 2005)

ได้ยินชื่อเสียงของ ฟิลิปเป้ การ์เรล มานาน ว่าเขาผู้นี้แหละคือหนึ่งในผู้กำกับภาพยนตร์มากฝีมือระดับสุดยอดของฝรั่งเศส แต่กลับได้รับการยกย่องเพียงน้อยนิดผิดกับคุณภาพคับแก้วที่เอ่อล้นอยู่ในหนังของเขา แต่ก็ได้แต่เปล่งพลังจิตรนิมิตรฝันถึงงานของ การ์เรล อยู่ร่ำไป เมื่อพบว่าหนังของเขานั้นหาชมได้ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก แม้กระทั่งในรูปแบบดีวีดีก็ไม่มีระเทศไหนกรุณาทำออกมาแบบมีซัปไตเติ้ลภาษาอังกฤษให้เสียที

จนกระทั่ง Regular Lovers หนังเรื่องล่าสุดของเขาได้เข้าไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์เวนิซ และได้รับการจัดจำหน่ายในอเมริกา เท่านั้นแหละนักดูหนังแห่งประเทศอันไกลโพ้นก็ไม่ต้องนอนฝันเอาอีกต่อไป แถมซ้ำในช่วงท้ายปีนี้ทางสมาคมฝรั่งเศสก็ได้มอบของกำนัลวันคริสต์มาส เมื่อได้นำหนังสองเรื่องของ การ์เรล มาจัดฉายในรูปแบบฟิล์มถึงสองเรื่องคือ Regular Lovers และ The Birth of Love หนำซ้ำรุ่นพี่ผู้เคารพท่านหนึ่งยังได้กรุณามอบดีวีดีหนังเรื่อง The Phantom Heart ซึ่งเป็นงานที่เขาทำเพื่อฉายทางช่องทีวีฝรั่งเศสมาให้ชมอีก

โอว !! พูดไปแล้วก็เหมือนกับถูกหวยรางวัลที่หนึ่งสามงวดติดต่อกัน

8. Come and See (กำกับโดย Elem Klimov, 1985)

เชื่อแล้วว่าวงการภาพยนตร์รัสเซียไม่เคยสิ้นคนมีฝีมือจริงๆ เป็นหนังสงครามที่ให้ความรู้สึกหลอกหลอนประสาทมากที่สุดเท่าที่เคยดูมาเลยก็ว่าได้

9. Phantom Love (กำกับโดย Nina Menkes, 2007)

ไม่รู้จะหาคำอธิบายใดๆให้กับหนังเรื่องนี้ดี ความรู้สึกผสมปนเปกันไปหมด ทั้งตื่นตลึง ทั้งอาการที่ดูราวกับร่วงหล่นเคว้งคว้างอยู่ในหลุมดำในอวกาศ นับว่าเป็นประสบการณ์ล้ำค่าอย่างแท้จริงที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ในโรง

10. Still Life (กำกับโดย Jia Zhang Ke, 2006)

ชอบหนังของ เจี่ยจางเคอะ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เป็นผู้กำกับจากจีนแผ่นดินใหญ่คนเดียวที่ยอมรับในฝีมือ ยิ่งได้ยินว่าหนังของเขาไปได้รางวัลใหญ่มาจากเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลกอย่างเวนิซ แถมเอาชนะหนังของผู้กำกับระดับปรมาจารณ์และระดับเซียนน้อยใหญ่ที่พาเหรดกันเข้ามากระจุกตัวกันมากมายในปีนั้น เป็นที่แปลกตาของเทศกาลแห่งนี้ที่มักจะเน้นหนังอิงการตลาดจากฝั่งอเมริกันเป็นหลักอยู่เสมอ ยิ่งทำให้ความรู้สึกอย่างดูเพิ่มเป็นทวีคูณ

ใน Still Life เจี่ยจางเคอะ ยังคงเล่าเรื่องของคนเล็กๆที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออยู่รอดในสังคม หนนี้เป็นหนทางของสองชีวิตที่แตกต่างทางชะตากรรมแต่จากต้นสายปลายเหตุเดียวกัน แม้ไม่เกี่ยวเนื่องโดยตรงแต่ก็กี่ยวกระกวัดกันไว้อย่างหลวมๆ หนังให้ความสำคัญกับบทบาทชีวิตตัวละครมากกว่าคร่ำเคร่งกับการวิพากษ์วิจารณ์สังคม แถมยังแทรกด้วยอารมณ์เหนือจริงที่ไม่เคยปรากฏเลยในงานเก่าๆของเขาอีกต่างหาก รู้สึกได้เลยว่า เจี่ยจางเคอะ ก้าวไปอีกขั้นแล้ว


วรรณกรรมตรึงใจ

(เรียงลำดับตามแต่สมองจะสั่งการให้นึกออก)

1. เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ (The God of Small Things) / อรุณธตี รอย

“สถาปนิกแห่งถ้อยคำ” “นักพฤษศาสตร์แห่งสวนอักษร” น่าจะเป็นคำเปรียบเปรยที่ใกล้เคียงและเหมาะสมของนักเขียนหญิงชาวอินเดีย “อรุณธตี รอย” กับ งานเขียนชิ้นแรกและเป็นงานวรรณกรรมชิ้นมาสเตอร์พีซ ที่ส่งให้ชื่อของเธอขึ้นทำเนียบรางวัล Booker Prize ในปี 1997

ก่อนหน้านี้ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้าง รวมถึงเสียงเชียร์มากมายอื้ออึงถึงคุณความดีของหนังสือเล่มนี้ ทั้งจากคำสรรเสริญจากผู้คนวงการวรรณกรรมและเสียงกระซิบจากมิตรสหาย แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือตามกระแสนิยมมากนัก(แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนใจตามกระแสมั่งแล้ว) กอปรกับพอเหลือบมองหิ้งหนังสือของตัวเองที่จำนวนเล่มดองเค็ม (มีหลายเล่มที่เริ่มจะเปรี้ยว)ที่มีจำนวนมากขึ้นทุกวัน เริ่มส่งเสียงอิดออดวิงวอนให้ช่วยหยิบกระผมมาลิ้มลองบ้างเถิด ก็เกิดอาการยับยั้งชั่งใจไม่ได้ขวนขวายหามาพิสูจน์เสียที จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอกาสเดินเข้าร้านหนังสือตามภาษาคนชอบสำรวจ แล้วพบหนังสือเล่มนี้วางอวดโฉมราวกับว่ารอท้าพิสูจน์คุณค่าที่คับคั่งอยู่ในตัวอยู่นานนม

ผลน่ะหรือ? เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ สร้างความอิ่มเอมทางอารมณ์ในการอ่านของผมเป็นอย่างยิ่ง พาลทำให้หนังสือเล่มอื่นที่อ่านต่อจากแทบจะจืดสนิทไปเลย ขึ้นแท่นเป็นหนังสือตรึงใจที่สุดในปีนี้ที่มาเผยโฉมเอาเมื่อก่อนเดือนส่งท้ายปีนี่เอง

“เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ” นั้นเชื่อมโยงเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลางผู้มีอันจะกิน คราเคล้ากันไปทั้งสุขและโศกนาฎกรรม ความรัก ความศรัทธา ทับท่าวกับเรื่องราวของชนชั้นวรรณะในอินเดีย ปลดเปลื้องสามานย์คติภายในจิตใจมนุษย์ ผ่านการเรียงร้อยถ้อยคำหมดจดงดงามอยู่ทุกก้าวย่างของสายตา อย่างดูราวกับว่าอักษรทุกตัวได้งอกเงยแปรเปลี่ยนเป็นพืชพันธ์แห่งสวนอักษรา เลาะเลื้อยเกาะกุมเข้าถึงก้นบึ้งแห่งจิตใจ แม้บทสรุปจะเผยโฉมให้เราได้รับรู้ตั้งแต่ปฐมบทจากการเรียบเรียงเนื้อหาแบบไม่เรียงลำดับเวลา แต่ก็มิได้ลดทอนความเข้มข้นของเนื้อหาแต่อย่างใด หากเป็นรายระเอียดหลากหลายมิติวิจิตรบรรจงนั่นต่างหากเล่า ที่ทำหน้าที่ชักจูงเราไปสู่บทสรุปที่ซาบซึ้งทรงพลัง

ที่สุดแล้วไม่ว่า เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ในงานของ อรุณธตี รอย จะมีความหมายว่าอย่างไร แต่สำหรับผมแล้วหนังสือเล่มนี้ ได้ทำหน้าที่เป็น เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ที่เปรียบได้ดั่งของกำนัลส่งความสุขเล็กจ้อยที่แทรกซึมลึกอยู่ภายใน

2. คุณนายดัลโลเวย์ (Mrs. Dalloway) / เวอร์จิเนีย วูล์ฟ

เป็นเรื่องที่ชวนให้ตื่นเต้นยินดีเป็นอย่างมาก ที่ในที่สุดงานของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ หนึ่งในนักวรรณกรรมแนวกระแสสำนึก อันเป็นที่หลงไหลของนักอ่านทั่วโลกมายาวนาน ได้รับการแปลออกมาเป็นภาษาไทย ให้นักอ่านบ้านเราได้ลิ้มรสความงดงามกันโดยไม่ต้องอาศัยการนิมิตรฝันเอา ต้องขอขอบคุณ สำนึกพิมพ์คมบาง และ ดลสิทธิ์ บางคมบาง(สิทธิชัย แสงกระจ่าง) นักแปลมือฉมัง ซึ่งผ่านการแปลงานวรรณกรรมของนักเขียนคนสำคัญของโลกมามากมาย รวมถึงงานของ นิโคไล โกโกล, บรูโน ชูลซ์, วีโทลด์ กอมโบรวิช ที่ให้ความสำคัญกับงานวรรณกรรมทรงคุณค่า แม้ว่ามองอย่างไรแล้วก็ไม่เห็นหนทางที่งานเหล่านี้จะขายได้มากมายเลย ก็ได้แต่หวังว่าทางฝ่ายผู้จัดทำจะไม่หมดแรงหมดกำลังใจในการนำวรรณกรรมคลาสสิคอื่นๆมาเปิดหูเปิดตาชาวไทยไปเสียก่อน

แม้ว่าจะเคยอ่านงานของ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ มาบ้าง คือ Kew Gardens และ A Haunted house ที่มีการแปลลงในเวปไซต์วรรณกรรมดอทคอมอีกหนึ่งแห่งที่ให้ความสำคัญกับงานวรรณกรรมทรงคุณค่า แต่ก็เป็นเพียงเรื่องสั้น ไม่ได้เป็นนวนิยายขนาดยาว คุณนายดัลโลเวย์ จึงเป็นงานขนาดยาวชิ้นแรกของเธอที่มีการแปลออกมาเป็นรูปเล่มกันอย่างจริงๆจังๆ

ครั้นเมื่ออ่านจบก็ไม่ผิดต่อความคาดหวัง แม้ว่าหากพูดตามตรงว่าความซับซ้อนทางภาษาและความพิศวงของสำนวนแปลจะทำให้เกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าไปบ้าง(บางคนบอกมาก) ต้องเรียกหาพาราเซตามอลทุกๆสามหน้า แต่เมื่อได้ลองอดทนระเลียดอ่านไปเรื่อยๆ ความงดงามของถ้อยคำที่ซ่อนอยู่ในความซับซ้อนก็ได้พรั่งพรูราวออกมากับน้ำพุแห่งความวิจิตร เนื้อเรื่องหลักอยู่ที่การเดินเท้าภายในวันเดียวของตัวละครคือ คุณนายดัลโลเวย์ แทรกสลับด้วยการดำเนินของตัวละครที่กระหวัดกลัดเกี่ยว ผ่านการพรรณาทางอารมณ์ รำพึงรำพันถึงความรู้สึกนึกคิดและความทรงจำที่ปนเปด้วยห้วงแห่งความสุขและความถวิลหาอดีต บ่อยครั้งที่นวนิยายโรแมนติกที่เน้นการบรรยายอารมณ์และบรรยากาศด้วยความเยิ่นเย้อจนกลายเป็นความกลวงโบ๋ในแก่นแกน แต่แตกต่างไปจากงานของ วูล์ฟ คุณนายดัลโลเวย์ อิ่มเอมไปด้วยอารมณ์กึ่งฝันกึ่งจริง พาผู้อ่านเดินทางสู่ห้วงลึกของมนุษย์อย่างสมบูรณ์แบบ

3. เจ้าการะเกด / แดนอรัญ แสงทอง

เจ้าการะเกด ผูกโยงเรื่องราวปรัมปราและนิทานพื้นบ้านที่เล่าขานสืบต่อกัน ผ่านการเรียงร้อยภาษาที่งดงามจนเป็นเรื่องราวที่จับจิตทรงพลัง น้ำเสียงของการบรรยายบรรยากาศของป่าและเรื่องราวของเสือสมิง ชวนให้ประหวั่นพรั่นพรึงไปด้วยยิ่งนัก ก่อให้เกิดความพุ่งพล่านของอารมณ์ในระดับเดียวกันกับเมื่อครั้งได้ชมภาพยนตร์เรื่อง ‘สัตว์ประหลาด’ นวนิยาย ’เรื่องรักแต่เมื่อครั้งบรมสมกัปป์’ (ตามที่ปรากฏบนปกเป็นชื่อรอง) เล่มนี้ สร้างความเอ่อท้นทางความรู้สึกจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดใดๆ

4. หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง (...if on a winter’s night a traveller) / อิตาโล คัลวิโน

ในขณะที่อ่าน ‘นิยายซ้อนนิยาย’ เรื่องนี้ เหมือนกับว่าถูกดูดเข้าไปสู่เขาวงกตพลิกพิสดาร ‘หากค่ำคืนหนึ่งในฤดูหนาว นักเดินทางคนหนึ่ง’ ได้ทลายเส้นแบ่งบางเบาที่เชื่อมต่ออณาเขตต้องห้ามของตัวละครในเนื้อเรื่องกับผู้อ่าน คัลวิโน จูงมือผู้อ่านไปโลดแล่นเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในสวนพฤกษาอักษรของเขา ดั่งกับว่าก้าวย่างของตัวละครนั้นเป็นร่องรอยของเราเช่นกัน เรื่องราวเล่าขานที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันระหว่างบท แต่เกาะเกี่ยวกันด้วยความสัมพันธ์ของตัวละคร สะกิดเตือนให้ผู้อ่านได้ประหวัดถามในจิตใจถึงความเป็นเรื่องจริงกับเรื่องสมมุติ

5. ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ (Things Fall Apart) / ชินัว อาเชเบ

ถ้าความจำไม่เลอะเลือน ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ ของ ชินัว อาเชเบ น่าจะเป็นวรรณกรรมแอฟริกันเล่มแรกที่มีโอกาสได้อ่าน ได้เล่มนี้มาจากการขุดคุ้ยร้านหนังสือมือสองที่ทำเป็นกิจวัตร อ่านจบแล้วก็ไม่นึกแปลกใจที่ใครต่อใครพากันยกย่อง ถึงขนาดเป็นหนึ่งในหนึ่งร้อยหนังสือดีตลอดกาลที่จัดอันดับโดยนักวรรณกรรมระดับพระกาฬทั่วโลก เช่น ดอริส เลซซิ่ง, ซัลมาน รัชดี, คาร์ลอส ฟูเอนเตส

ก่อนรัตติกาลจะดับสูญ เล่าขานเรื่องราวชีวิตการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตตามครรลองของชนเผ่าอิโบ ในช่วงเวลาแห่งการรุกคืบของชาติตะวันตก ผ่านตัวละครเอก โอกอนโกว ชายหนุ่มผู้ทนงในเกียรติยศศักดิ์ศรี เสิมแต่งด้วยเรื่องเล่าขานของนิทานปรัมปราพื้นบ้านอย่างงดงาม นำพาผู้อ่านซาบซึ้งสะเทือนใจไปกับบทสรุปของโศกนาฏกรรมมนุษย์ธรรมดาผู้ยืนหยัดต่อสู่เพื่ออุดมตคิของตน

6. เฟอร์ดีเดอร์ก (Ferdydurke) / วีโทล์ด กอมโบรวิช

ประหลาดโลก น่าจะเป็นคำนิยามที่ไม่เกินเลยไปนัก สำหรับนวนิยายแนวปรัชญาอัตถิภาวะนิยม ของนักเขียนชาวโปแลนด์ วีโทล์ด กอมโบรวิช เล่มนี้

เฟอร์ดีเดอร์ก เต็มไปด้วยเรื่องราวที่สุดแสนจะพิสดาร การเรียงร้อยถ้อยคำที่ต้องใช้สมาธิในการเรียบเรียงเรื่องราวในหัวสมองพอสมควรในการทำความเข้าใจ และการตีความที่ต้องครุ่นคิดกันหลายตลบ แต่ถึงกระนั้นหากจะละเลยการอ่านเอาเรื่อง แล้วหันมาเพลิดเพลินกับการอ่านในฐานะของวรรณกรรมแหวกขนบที่เปี่ยมล้นไปด้วยคุณค่าทางศิลปะ พร้อมพินิจพิเคราะห์ตั้งคำถามเปรียบเทียบตัวละครใน เฟอร์ดีเดอร์ก กับสังคมในชีวิตจริงของบ้านเรา งานวรรณกรรมเล่มนี้ก็น่าจะนำพาความหฤหรรษ์มาให้ไม่มากก็น้อย

สำหรับตัวผมเอง อ่านแล้วก็ได้แต่สะท้อนใจว่า ตัวละคร “คุณน้าทางวัฒนธรรม” ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ช่างชี้ชวนให้นึกถึงใครบางคน(หรือกลุ่มคน)ที่ ‘เป็นผู้เปี่ยมล้นทางศีลธรรม’ เที่ยวมาสอดส่ายตีกรอบชีวิต กำหนดคุณค่าความดีงามของสังคมบ้านเราในขณะนี้เสียเหลือเกิน

7. จมูก (The Nose), บันทึกของคนบ้า (The Diary of a Madman), เสื้อโค้ท (The Greatcoat) / นิโคไล โกโกล

รอบปีที่ผ่านมาได้อ่านงานของ นิโคไล โกโกล สามชิ้นคือ จมูก บันทึกของคนบ้า และ เสื้อโค้ท ซึ่งงานทั้งสามชิ้นนี้ก็ได้พาให้ตกไปสู่ห้วงเสน่หาในงานของเขาอย่างยากจะถอนตัว

งานของ โกโกล ถึงพร้อมด้วยลีลาชั้นเชิง ในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและชนชั้น ด้วยท่าทีของตลกเสียดสีอย่างร้ายกาจ ผสมกับนื้อหาเหนือจริงที่ก้าวข้ามเส้นกั้นแห่งความเป็น สัจนิยม สร้างอารมณ์ขันขื่นของทั้งตัวละครและผู้อ่านในขณะเดียวกัน งานของ โกโกล จึงได้ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในต้นน้ำแห่งสายธารวรรณกรรมรัสเซียโดยน้อยคนนักที่จะซักค้าน

ก็เหมือนอย่างที่ ดอสโตเยฟสกี เคยบอกเอาไว้ว่า “พวกเรา(นักเขียน)ล้วนออกมาจาก’เสื้อโค้ท’ของโกโกล”

8. เขื่อนกั้นแปซิฟิก (Un Barrage Contre le Pacifique)/ มาร์เกอริต ดูราส

ก่อนหน้านี้เคยได้สัมผัสงานของ มาร์เกอริต ดูราส ทั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์มาเพียงอย่างละหนึ่งชิ้น คือนวนิยายเรื่อง L’amant หรือ The Lover ในชื่อภาษาไทยว่า “คนรักจากโคลอง” และภาพยนตร์เรื่อง India Song เมื่อต้นปี ซึ่งงานทั้งสองชิ้นนี้ก็ได้ก่อให้เกิดประสบการณ์ทางอารมณ์ความรู้สึก ที่เหมือนกับได้เดินทางอยู่ในอาณาจักรนิมิตวิกาล

เขื่อนกั้นแปซิฟิก เขียนขึ้นจากชีวิตจริงของ ดูราส เอง (เช่นเดียวกันกับงานเขียนหลายๆชิ้น ซึ่งรวมไปถึง L’amant ) เมื่อครั้งที่ยังใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นต่อสู้กับชะตาชีวิตที่ดูราวกับถาโถมเพื่อเล่นตลกกับครอบครัวของเธอ ตอนยังอาศัยอยู่ในซึ่งในประเทศกัมพูชา ดินแดนในอาณัติของฝรั่งเศสในขณะนั้น แม้ว่านวนิยายเรื่องนี้จะไม่ถึงกับสร้างความรู้สึกราวกับท่องไปในเขาวงกตแห่งสวนอักษร เหมือนเมื่อครั้งที่ได้ระเลียดลิ้มรสของ คนรักจากโคลอง แต่ถึงกระนั้นก็งดงามในตัวของมันเอง โดดเด่นด้วยภาษาอันเพริดแพร้ว และเนื้อหาที่ระคนทั้งโศกและน่าขบขันในชะตาชีวิต รวมถึงการบรรยายภาพชีวิตอย่างเนิบนิ่งแต่แฝงไปด้วยสีสรรและชั้นเชิง บ่งบอกความเป็นอัจฉริยะศิลป์ของ ดูราส ได้อย่างเต็มเปี่ยม

9. แพน (Pan) / คนุท แฮมซุน

จริงๆแล้วงานที่เป็นตัวแทนความเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของ ‘ฮนุท แฮมซุน’ ได้มากที่สุด ควรจะเป็น Hunger หรือ คนโซ นวนิยายที่น่าจะเรียกได้ว่าสร้างชื่อให้แก่ แฮมซุน มากที่สุด จนส่งผลให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1920

แต่ถึงอย่างไรก็ตามงานนวนิยายอีกชิ้นหนึ่งที่ได้รับการกล่าวขานและคำชมเคียงคู่กันมากับ Hunger เสมอคือ ‘แพน’ นวนิยายขนาดสั้นที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นไอแห่งการวิพากษ์จิตใจเบื้องลึกของมนุษย์ แฮมซุน ถ่ายทอดมิติอันซับซ้อนของตัวละคร ที่แสดงออกให้เห็นทั้งความแปลกแยกและแปรปรวนในจิตใจ การกระทำที่ปราศจากเหตุผลรองรับ ระคนไปด้วยด้านที่มืดมนและฟากฝั่งแห่งแสงสว่าง แต่ถึงกระนั้น แฮมซุน ก็มิได้ทำตัวเป็นนักจิตวิเคราะห์จนหลงลืมแก่นแกนของงานวรรณกรรม แพน นั้นงดงามไปด้วยการสลักเสลาทางภาษาอย่างวิจิตรบรรจง ราวกับเป็นบทบรรยายทางกวีนิพนธ์ สะกดผู้อ่านให้ตราตรึงอยู่กับความพริ้วไหวของตัวอักษร

10. ไร้เลือด (Without Blood) / อเลซซานโดร บาริกโก

รู้จัก อเลซซานโดร บาริกโก จากข่าวคราวของการที่นวนิยายเรื่อง ไหม ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ แต่เป็น ไร้เลือด นวนิยายเล่มล่าสุดของ บาริกโก ที่มีโอกาสได้หยิบมาอ่านก่อน ซึ่งด้วยความหนาเพียงแปดสิบกว่าหน้า และความสวยงามของภาษา ทำให้อ่านจบลงในเวลาเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง

ไร้เลือด เปี่ยมล้นไปด้วยท่วงทำนองของการเล่าเรื่องที่นิ่งเนิบ แต่กินใจ ประหยัดถ้อยคำ แต่ทรงพลังเหลือแสน ความกระชับนั้นแฝงด้วยความหมายอันลึกซึ้ง ชี้ชวนให้ผู้อ่านได้พินิจพิเคราะห์ถึงห้วงสุญญากาศระหว่างบรรทัด ปล่อยอารมณ์ไปกับห้วงคิดคำนึงแห่งตัวอักษรที่ร้อยเรียงเข้าหากันอย่างงดงาม


ละคร(เวที)แห่งความรู้สึก

ไร้พำนัก กำกับโดย นิกร แซ่ตั้ง / คณะละครแปดคูณแปด

ปีนี้มีโอกาสได้ดูละครเวทีค่อนข้างน้อย แต่เรื่องดีสิ่งหนึ่งคือในจำนวนน้อยนิดที่ได้รับชมนั้นกลับเต็มเปี่ยมคับคั่งไปด้วยคุณภาพทางศิลปะ ชื่อของ นิกร แซ่ตั้ง และ คณะละครแปดคูณแปด เป็นชื่อหนึ่ง ที่หากว่าได้ยินว่ามีงานละครเมื่อใด ก็ควรค่าแก่การสละเวลาไปรับชม

ไร้พำนัก เล่าขานผ่านตัวละครหลายหลาก บ้างมีชีวิต บ้างจบชีวิต ทุกผู้ทุกคนดำเนินบทบาทไปตามเส้นทางของตน จากเส้นทางหลายแพร่งร่วมบรรจบสู่จุดหมายเดียวกัน เสาะแสวงหาคุณค่าแห่งตัวตนในคำมั่นสัญญา เพื่อเรียนรู้ความรักและมิตรภาพจากโมงยามที่ผ่านเลยในอดีต ซึ่งยากจะบรรจบเมื่อครั้งสายธารชีวิตยังปริ่มล้นภายในจิตใจ เพียงแต่กาลเวลาเท่านั้นที่จะเป็นจะเป็นเบ้าหลอมรวมทุกหยาดหยดเอื่อยไหลสู่กระแสธารแห่งความเข้าใจ

น่าเศร้าใจยิ่งนักเมื่อทราบว่า ไร้พำนัก จะถูกแสดงเป็นเรื่องสุดท้ายในโรงละครแปดคูณแปด โรงละครขนาดเล็กที่เป็นสถานที่บ่มเพาะศิลปะการละคร และหลังจากการแสดงรอบสุดท้ายจบลงคณะละครแห่งนี้ –ถ้าจะพูดให้ถูก วงการละครเวที- ก็จะมีสถานะไม่ต่างไปจากละครเวทีเรื่องสุดท้ายของพวกเขา

อ่านสัมภาษณ์ นิกร แซ่ตั้ง ได้ที่ : http://www.onopen.com/2006/02/340


เมื่อผมหลับในคืนปฏิวัติ (WHEN I SLEPT OVER THE NIGHT OF REVOLUTION) กำกับโดย นินาท บุญโพธิทอง คณะละครหน้ากากเปลือย

สิ่งแรกที่ดึงความสนใจอย่างมากต่อละครเวทีที่มีชื่อภาษาอังกฤษยืดยาวนี้คือ การที่ละครเรื่องนี้ดัดแปลงจากบทละครคลาสสิคเรื่อง “The Tragedy of Hamlet, Prince of Denmark” หรือ แฮมเลต ของนักการละครเลื่องชื่อ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ แล้วสิ่งสำคัญที่สร้างแรงดึงดูดในระดับที่ต้องบอกตัวเองว่าห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง คือการที่กลุ่มละครหน้ากากเปลือยเลือกจะนำเสนอในรูปแบบเหนือจริงผสานกับสื่อผสม ต้องยอมรับว่าผู้กำกับคือ นินาท บุญโพธิทอง กล้ามากพอสมควรที่นำเอาบทละครคลาสสิคมาเสนอโดยแหวกขนบ

ก่อนหน้าที่จะได้ชมละครเรื่องนี้ ต้องบอกตามตรงว่ายังไม่เคยอ่านบทละครดั้งเดิมของ เชคสเปียร์ หรือชมละครที่เล่นโดยไม่ผ่านการดัดอแปลงใดๆ แม้กระทั่งรับชมในรูปแบบของภาพยนตร์ที่สร้างกันหลากหลายเวอร์ชั่นมาก่อนเลย ซึ่งอาจจเป็นปัญหาอยู่พอสมควรต่อความสับสนในการเชื่อมโยงเรื่องราว

แฮมเลต ฉบับเซอร์เรียลลิสต์นี้แม้จะออกตัวจั่วหัวว่านำเสนอในรูปแบบเหนือจริงไม่ได้เดินตามขนบของความเป็น เชคสเปียร์ ดั้งเดิม แต่ผู้กำกับก็ยังไม่ได้ละทิ้งแก่นสำคัญของบทละคร เมื่อผมหลับในคืนปฏิวัติ ยังคงแสดงถึงเบื้องลึกและความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ ผ่านตัวละครที่สลับสับเปลี่ยนบทบาทไปมา โดยเฉพาะตัวละครของ แฮมเลต ที่เชื่อมโยงกันทั้งฝากฝั่งแห่งความจริงและความฝัน สร้างความสัมพันธ์ที่เหนือจริงซึ่งในที่สุดซ้อนทับกันอย่างประหลาด เรื่องราวดำเนินไปโดยยึดอยู่ที่บทละครตามเนื้อเรื่อง สอดผสานกับประเด็นการเรียนรู้ชีวิตของตัวละครและเรื่องราวทางการเมืองที่คอยสะกิดเตือนให้เราได้ฉุกคิดถึงอย่างแยบยล แม้ว่าตามความรู้สึกผมการแสดงของนักแสดงบางคนจะดูเกร็งไปบ้าง แต่ด้วยความแข็งแรงของประเด็นเนื้อหาที่ค่อนข้างจะส่งเสริมกันและกันก็ช่วยกลบจุดอ่อนจุดนั้นไปได้ รวมไปถึงหลายบทเพลงจากคณะดนตรี The Beatles ที่ช่วยส่งเสริมประเด็นของเนื้อหาได้ลงตัว

เว็บไซต์ของคณะละครหน้ากากเปลือย: http://www.nakedmasks.com/index.html


เทศกาลละคร “ผู้หญิงในดวงจันทร์”

ได้มีโอกาสชมละครในเทศกาลละคร ผู้หญิงในดวงจันทร์ ไปเมื่อช่วงกลางปี ซึ่งสำหรับผมถือว่าเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะได้เข้าไปศึกษาความรู้สึกนึกคิดของเพศหญิงผ่านศิลปะละครเวที

ละครในเทศกาล ผู้หญิงในดวงจันทร์ นำเสนอมุมมองหลายหลากของผู้หญิง ผ่านละครทั้งสี่เรื่องสี่รส ประกอบไปด้วย Vagina Monologues โสมเกาหลี ยามพลบ 2 และ แสลง

ส่วนตัวแล้วนั้นชอบหมดทั้งสี่เรื่องในเทศกาล ที่ชอบมากที่สุดคงจะเป็นเรื่อง แสลง ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของความรักความเข้าใจระหว่างวัย มันบาดซึมลึกดี ชอบการแสดงของป้าในเรื่องนี้อย่างสุดๆ

อ่านรายละเอียดของละครทั้ง 4 เรื่องในเทศกาลละคร “ผู้หญิงในดวงจันทร์” ได้ใน สองเพศต่างพันธุ์ (บนดวงจันทร์ดวงเดียวกัน) ที่ Artvirus-Onopen: http://www.onopen.com/2007/02/1921


ใจยักษ์ กำกับโดย นิกร แซ่ตั้ง / คณะละครแปดคูณแปด / เบบี้ไมม์

เป็นละครอีกเรื่องหนึ่งที่กำกับโดย นิกร แซ่ตั้ง คณะละครแปดคูณแปดที่ได้ดูในปีนี้ แล้วเกิดความรู้สึกชื่นชอบเอามากๆ ละครเรื่อง ใจยักษ์ นี้ ได้เปิดแสดงในเทศกาลละครเวทีครั้งที่ผ่านมา เป็นละครตลกเสียดสีในรูปแบบละครที่ปราศจากบทสนทนา แต่เน้นการออกท่าทางและการแสดงเป็นหลัก (ผมไม่แน่ใจว่าละครในรูปแบบนี้จำกัดความว่าอย่างไร) สิ่งที่พิเศษสุดที่เป็นจุดสำคัญของละครเรื่องนี้คือ การทำลายพรมแดนขวางกั้นหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มักเกิดขึ้นเสมอระหว่างงานศิลปะและผู้ทัศนาลงได้อย่างราบคาบ ตั้งแต่เรื่องของภาษา ที่ไม่ว่าจะพูดภาษาใดก็สามารถรับรู้สารของการแสดงได้ไม่ต่างกัน หรือจะเป็นทางด้านเนื้อหาที่ค่อนข้างร่วมสมัยกับคนหมู่มาก สิ่งต่างๆ เป็นเรื่องราวที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน อีกทั้งที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอออกมาอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องอาศัยการตีความกันหลายตลบ ซึ่งท้ายที่สุด ใจยักษ์ ก็สร้างความสนุกสนานสำราญใจแก่ผู้ชมพร้อมกับเสียงปรบมืออันกึกก้อง

......................


10 อันดับประทับ ‘จี๊ด’ ประจำปี 2550 โดย . . . ‘กัลปพฤกษ์’

1 ในคณะนักเขียน Artvirus / Onopen

kalapapruek@hotmail.com


ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีแล้ว สำหรับพุทธศักราช 2550 ที่แม้ว่าโดยภาพรวมแล้วจะยังไม่มีอะไรในแวดวงศิลปะวิทยาการที่จะสร้างความประทับใจในแบบ ‘สุดฤทธิ์’ ให้ผู้เขียนได้มากนัก แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายผลงานและบางเหตุการณ์ที่สามารถสร้างความรู้สึกโดนใจ ‘จี๊ด’ ให้ข้าพเจ้าได้เกือบตลอดทั้งปี ตามที่จะขอรวบรวมมาแลกเปลี่ยนเล่าสู่กันฟังสักสิบอันดับตามลำดับเวลาดังนี้ . . .

1. หนังสือสุดจี๊ด: “POSTMODERN: ชะตากรรมโพสต์โมเดิร์นในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ” โดย ไชยันต์ ไชยพร พิมพ์ครั้งแรก กุมภาพันธ์ 2550 สำนักพิมพ์ openbooks

แหม! ไม่ได้คิดจะเชียร์หนังสือของสำนักพิมพ์เจ้าของพื้นที่คอลัมน์ ARTVIRUS เองหรอกนะ แต่ของเขาดีจริง ๆ จึงต้องมาบอกต่อกัน ใครที่เคยไม่เข้าใจว่า Postmodern คืออะไร? ทำไมต้อง Postmodern? เราอยู่ในยุคสมัยของ Postmodern จริงหรือ? แล้วแบบไหนอย่างไรถึงจะเป็น Postmodern? ศิลปะ Postmodern มีจริงไหม? หนังทุกเรื่องสามารถทำให้เป็น Postmodern ได้จริง ๆ หรือ? (ข้อหลังนี่ดูเหมือนจะมีคนพยายามมาแล้วนะ) หนังสือเล่มนี้แหละน่าจะช่วยให้คุณ ‘กระจ่าง’ กับความหลุกหลิกช่างตอหลดตอแหลของเจ้า Postmodern ได้อย่างถึงแก่นจริง ๆ เลยนะ จะบอกหั้ย!

2. การบรรเลงสุดจี๊ด: Piano Sonata in Eb major, op.31, no.3 ของ Ludwig van Beethoven โดย จุน โคมัสซึ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

การบรรเลงนี้ก็ได้ฟังจากมหกรรมคอนเสิร์ตเปียโนโซนาต้าทั้งสามสิบสองของ Beethoven ที่เคยได้เขียนแนะนำไว้ในคอลัมน์นี้เมื่อปีก่อนโน้นนั่นแหละ จริง ๆ แล้ว Sonata บทนี้ถือเป็นบท ‘ชอบน้อย’ ของข้าพเจ้า เพราะเท่าที่ได้ฟังมาหลากหลาย version ก็ไม่เห็นว่าจะมีนักเปียโนรายไหนบรรเลงได้ถึงขั้นน่าประทับใจจนสามารถสดับถึงความหมายที่แฝงไว้ภายใต้ลีลาสนุกสนานนี้ได้เลย กระทั่งได้มาฟังการบรรเลงของคุณจุน โคมัสซึ นักเปียโนสาวชาวญี่ปุ่นรายนี้เท่านั้นนี่แหละถึงทำให้รู้ว่า Sonata บทนี้มันพิสุทธิ์งดงามขนาดไหน เทคนิคฝีมือในการบรรเลงของเธอนั้นเข้าขั้นสุดยอด ไม่ว่าตัวโน้ตจะกระโดดโลดเต้น เปล่งเสียงดัง เบา เร้าจังหวะกันขนาดไหน เธอเอาอยู่หมด เมื่อเทคนิคอยู่มือสมาธิของเธอจึงเพ่งไปที่การตีความบทเพลงอย่างไม่วอกแวก รายละเอียดด้านลูกเล่นลีลาทั้งที่อ่อนหวานหรือกระแทกกระทั้นแดกดันทั้งหลายที่ Beethoven ประพันธ์เอาไว้เธอเลยถ่ายทอดออกมาได้ถ้วนครบ นับเป็นการบรรเลงในระดับบรมเทพที่ถึงพร้อมทั้งทางด้านเทคนิคการบรรเลงและรสนิยมทางดนตรีที่นาน ๆ ครั้งจึงจะมีโอกาสสัมผัส เลยต้องจัดให้เป็นอีกหนึ่งความประทับ ‘จี๊ด’ แห่งปีไปกันอย่างเต็มใจ

อ่านบทความ มหกรรมเปียโนโซนาต้าทั้ง 32 ของ Beethoven 9vo 1 โดย กัลปพฤกษ์:
http://www.onopen.com/2006/02/1120

อ่านบทความ มหกรรมเปียโนโซนาต้าทั้ง 32 ของ Beethoven ตอน 2 (ตอนจบ) โดย กัลปพฤกษ์:
http://www.onopen.com/2006/02/1153

3. หนังไทยสุดจี๊ด: “อสุจ๊าก!” กำกับโดย ทวีวัฒน์ วันทา

จริง ๆ แล้วหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้อะไรดีเด่ไปกว่า “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” “Final Scoreฯ” หรือ “รักแห่งสยาม” ที่ใคร ๆ ต่างก็ชอบกันหรอกนะ แต่ที่ต้องขอถือวิสาสะยกให้ติดอันดับหนังไทยแห่งปี ก็ด้วยความกล้าและบ้าบิ่นของผู้กำกับ ทวีวัฒน์ วันทา ที่ช่างทำออกมาได้สุด cult สะใจคนดูวัยรุ่น 1970’s อย่างข้าพเจ้าได้โดนนักแล แม้หน้าหนังจะเป็นเพียงงาน Sci-Fi แนวตลกปนทะลึ่งสัปดน แต่คนทำเค้าก็มีจินตนาการกว้างไกลเกินจะคาดคิด หนังอุดมไปด้วยจริตลีลาชนิดเอาแต่ใจอย่างที่จะเห็นได้ไม่บ่อยนักในหนังไทยกลุ่มตลาด โดยเฉพาะมุกตลกห่าม ๆ ทั้งหลายที่ช่างสร้างสรรค์มาได้อย่างไม่อายฟ้าดิน หนึ่งในหนังไทยที่ไม่ควรมองข้ามมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปี

4. เหตุการณ์สุดจี๊ด: กรณีเซ็นเซอร์ ‘แสงศตวรรษ’

แม้จะเป็น ‘จี๊ด’ ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ต้องขอรวมเอาไว้ เพราะมันเป็นอะไรที่เจ็บใจ ‘จี๊ด’ เลยจริง ๆ แหม! นึกว่าจะได้ดู ‘แสงศตวรรษ’ กันแบบจอใหญ่ ๆ อิ่มตาอิ่มใจในโรงหนังกลางกรุง ที่ไหนได้ กองเซ็นเซอร์บ้านเราดันเกิดผีเข้าเอาจริงเอาจังกับอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่าจะปล่อย ๆ ไปได้ แหม! แค่ขึ้นคำเตือนก่อนหน้าหนังกันสักนิดว่า “ตัวละครในหนังเรื่องนี้เป็นเพียงตัวละครในจินตนาการ” ชาวบ้านร้านตลาดที่ไหน ๆ เขาก็เข้าใจกันได้อยู่แล้วว่า หมอ หรือ พระ ในชีวิตจริงเขาก็ไม่ได้มีธรรมเนียมที่จะทำอะไรกันแบบนี้หรอก นี่เล่นมีคำสั่งให้ตัดออกไปตั้งสี่ฉาก มันไม่มากไปดอกหรือคุณพี่! แต่ที่ ‘จี๊ด’ เสียยิ่งกว่า ก็คือฝ่ายสนับสนุนการจัดฉายเองที่ดันถอนหนังเรื่องนี้ออกจากการพิจารณา ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายเซ็นเซอร์เองก็บอกว่าสามารถจะยื่นอุทธรณ์ได้ เลยไม่ได้รู้ดำรู้แดงกันพอดีว่ากฎหมายบ้านนี้เมืองนี้มันม