ด้วยความคำนึง...

- มนตรี คำสิงห์ -


๑ กันยายน ๒๕๕๑

กรุงเทพมหานคร


๑...

ตำรวจนับร้อยนายพร้อมอุปกรณ์ปราบจราจลครบมือที่ยืนตั้งแถวเตรียมเข้าประจัญหน้านั้น หากเป็นสถานการณ์ที่ชาติกำลังถูกคุกคามภาพดังกล่าวคงช่วยให้ผู้คนเกิดความรู้สึกปลอดภัยจากอริราชศัตรู แต่ในช่วงเวลาที่อีกฟากฝ่ายเป็นเพียงประชาชนคนชาติเดียวกันเช่นนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับส่งให้ความรู้สึกของผู้พบเห็นพลันต้องหดหู่ลงไปทันที น้ำดื่มและมวลดอกไม้ที่พลเมืองทยอยหยิบยื่นให้แก่ผู้พิทักษ์สันติราษฏ์ ได้รับการตอบกลับมาด้วยใบหน้าอันเรียบเฉยจนดูราวกับว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้ยืนอยู่บนผืนดินแผ่นเดียวกัน...

ในห้วงยามที่สังคมเกิดความปริร้าวทางความคิดเช่นนี้ เหตุการณ์การเผชิญหน้าย่อมเป็นที่สนใจจากสื่อมวลชนทุกแขนง ไม่ว่าจะหยิบฉวยหนังสือพิมพ์ฉบับใดต้องได้พบกับข่าวคราวอันชวนให้น่าเหนื่อยหน่ายหัวใจเหล่านั้น ครั้นได้เคลื่อนสายตาไปตามหัวข้อข่าวอื่นๆด้วยหวังว่าอาจได้พบกับเรื่องราวที่พอจะช่วยให้หัวใจชุ่มชื้นขึ้นมาบ้าง หากนั่นก็ดูหมือนว่าจะเป็นการกระทำที่ไม่ต่างจากการงมเข็มในมหาสมุทร และมิหนำซ้ำ ความรู้สึกอันน่าหดหู่กลับยิ่งถูกตอกย้ำลงไปด้วยข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่งที่แทรกตัวอยู่ในความขัดแย้ง...

“เอกชนนับร้อยรายสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวภายในเขตอุทยานฯ ทั้งสิบแห่ง ตามนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...” เมื่ออ่านพบหัวข้อข่าว ผมไม่รีรอที่จะพลิกเข้าสู่เนื้อความซึ่งก็มีเพียงคำสัมภาษณ์สั้นๆ ของนักธุรกิจบางคน ไม่ได้มีรายละเอียดอะไรมากไปกว่านั้น แต่นั่นก็มากพอที่จะฉุดคร่าให้ความรู้สึกของตนเองต้องหม่นเศร้าลงไปมากกว่าเดิม ผมปิดหนังสือพิมพ์และทอดสายตาออกไปยังสวนเล็กๆ หลังบ้าน ความกังวลที่มีต่อนโยบายดังกล่าววนเวียนอยู่ในหัวสมองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และในแวบหนึ่งของห้วงคำนึงพลันก็ให้นึกถึงเรื่องราวบางอย่างที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันนี้เมื่อ ๒๘ ปีที่แล้ว ที่ชายคนหนึ่งตั้งใจจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของตนเองเพียงเพื่อต้องการให้สังคมหันมาใส่ใจต่อธรรมชาติมากขึ้น ภายหลังจากเสียงปืนที่ลั่น “ปัง” ความตื่นตัวต่อสิ่งแวดล้อมของคนในสังคมจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างมีพลัง แต่ครั้นเวลาได้ผ่านไปผมชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าเสียงปืนที่เคยปลุกเร้าความฮึกเหิมให้กับนักรบสีเขียวในวันวาน มันจะยังคงก้องอยู่ในห้วงคำนึงของคนในสังคมหรือไม่ข่าวการเข้าไปลงทุนในผืนป่าอนุรักษ์จึงน่าจะเป็นคำตอบได้เป็นอย่างดี และสุ้มเสียงในการเตรียมสรรพกำลังเพื่อย่ำยีผืนป่ารอบใหม่ในคราวนี้มันจะดังไปถึงดวงวิญญาณของ “สืบ นาคะเสถียร” หรือไม่...


๒...

ผู้ชายที่ซ่อนเรือนกายอันผอมบางเอาไว้ภายใต้เสื้อเชิ้ตอันยับย่นคนนั้น กำลังเร่งเข้าช่วยเหลือชะนีที่เกาะอยู่บนซากต้นไม้ยืนต้นตายใต้ผืนน้ำในเขื่อนรัชชประภา เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นภาพสารคดีที่ผมมักจะเปิดวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อสร้างแรงใจให้กับตนเองเมื่อยามเหนื่อยล้ามาเยือน ความจริงจังในการทำงานของ สืบ นาคะเสถียร ปรากฏชัดอยู่ในทุกอิริยาบถของเขา โดยเฉพาะขณะที่ สืบ และทีมงานเข้าไปช่วยเหลือกวางตัวหนึ่งที่กำลังว่ายน้ำเพื่อเอาตัวรอด แม้จะมีเรือสองลำคอยขนาบข้างแต่คงไม่ได้ทำให้มันรู้ว่านั่นคือการช่วยเหลือ กวางยังคงว่ายหนีออกไปเรื่อยๆตามพละกำลังที่เหลือ มันว่ายน้ำอยู่เช่นนั้นทั้งๆที่เส้นทางเบื้องหน้าจะถอยห่างออกจากผืนฝั่งมากขึ้นทุกที และก่อนที่มันจะหมดเรี่ยวแรง สืบ นาคะเสถียร ได้ตัดสินใจเข้าช่วยเหลือในทันที เขาและทีมงานระดมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีพยายามช่วยเหลือให้กวางขึ้นมาบนเรือ หากเมื่อนำขึ้นมาจากน้ำเป็นผลสำเร็จกวางกลับแน่นิ่งทิ้งลมหายใจแห่งความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ไปเสียแล้ว สืบ เร่งเข้าไปปั๊มหัวใจหวังแก้ให้มันฟื้น แต่ร่างดังกล่าวกลับไร้การตอบสนอง ช่วงเวลานั้นทุกคนในทีมทำงานต่างตกอยู่ในสภาวะแห่งความเงียบงัน พวกเขายืนมองร่างไร้วิญญาณด้วยดวงตาอันหม่นเศร้าราวกับกำลังไว้อาลัยให้เป็นครั้งสุดท้าย จากเหตุการณ์ที่ถูกถ่ายทอดผ่านงานสารคดีชิ้นนี้มันทำให้ผมต้องน้อมก้มให้กับมนุษย์กลุ่มหนึ่งที่ทุ่มเทแรงกายใจเพื่อช่วยชีวิต“สัตว์ป่า”ตัวหนึ่ง และขณะเดียวกันอีกฟากหนึ่งของหัวใจก็ให้เกิดศรัทธาในตัวของข้าราชการผู้ซื่อสัตย์ที่ชื่อ สืบ นาคะเสถียร...

แม้ความตั้งใจแรกของเขาอยากเป็นสถาปนิกจนเลือกไว้เป็นลำดับหนึ่งในการเอนส์ทราน แต่เมื่อผลสอบออกมาปรากฏว่าได้คณะวนศาสตร์ที่เลือกไว้ในอันดับห้า สืบ นาคะเสถียร กลับไม่คิดที่จะอิดออดหรือรอคอยความหวังในการสอบครั้งใหม่ เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกของธรรมชาติทันที และด้วยความที่เป็นคนมุ่งมั่นจริงจังในสิ่งที่ทำจึงส่งผลให้หลังจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบ นาคะเสถียร ก็ได้รับทุนของมูลนิธิ British council ไปเรียนต่อด้านการอนุรักษ์ที่ มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เมื่อกลับมายังประเทศไทยไม่ว่า สืบ จะเข้าทำงานในตำแหน่งไหนหรือภาคส่วนใดก็ล้วนแล้วแต่ต้องทำงานด้วยความตั้งใจจนผลงานปรากฏออกมามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอตัวเข้ารับเป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา (เชี่ยวหลาน) จ.สุราษฏร์ธานี ในปี ๒๕๒๙ ซึ่งนับเป็นโครงการแรกที่มีการดำเนินงานขึ้นในประเทศไทยนับตั้งแต่ได้มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้ในรูปของอ่างเก็บน้ำ ด้วยความเป็นโครงการแรกจึงทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าไปรับผิดชอบหาก สืบ นาคะเสถียร กลับเลือกที่จะอาสาเข้าไปทำงานเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ป่าออกมาให้ได้มากที่สุดก่อนจะจมน้ำและอดอาหารตาย โดยตลอดระยะเวลา ๒ ปี ๔ เดือนของการทำงาน เจ้าหน้าที่จากกองอนุรักษ์สัตว์ป่าร่วมด้วยแรงงานท้องถิ่นได้ดำเนินการช่วยเหลือสัตว์ป่าเป็นจำนวน ๑๑๖ ชนิด ๑,๓๖๔ ตัว แบ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ๓๗ ชนิด ๕๘๖ ตัว ,นก ๓๐ ชนิด ๔๘ ตัว ,สัตว์เลื้อยคลาน ๔๙ ชนิด ๗๒๐ ตัว

แม้ว่าการช่วยเหลือจะทำได้เป็นจำนวนมากเพียงใดก็ตาม แต่กระนั้นกลับไม่มีใครกล้ายืนยันว่าสัตว์ป่าที่ได้รับการช่วยเหลือออกมาจะสามารถปรับตัวให้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้หรือไม่...

ถึงแม้ผลเสียจากการสร้างเขื่อนรัชชประภาจะปรากฏตามออกมาในภายหลังทั้ง การสูญเสียแหล่งรวมพันธุกรรมของพืชและสัตว์ซึ่งเป็นการสูญเสียที่มิอาจประเมินค่าได้ หรือในกรณีน้ำเน่าเสียจากเศษซากใบไม้ใต้น้ำกระทั่งผู้คนไม่อาจใช้น้ำจากเขื่อนรัชชประภาได้ แต่นั่นก็ดูเหมือนว่าปัญหาเหล่านั้นกลับไม่ได้เป็นบทเรียนให้แก่ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแม้แต่น้อย เพราะโครงการการก่อสร้างเขื่อนต่างๆก็ยังคงถูกนำกลับมาปัดฝุ่นอีกครั้งอย่างกรณีล่าสุดคือ เขื่อนแก่งเสือเต้น ที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเห็นชอบให้มีการดำเนินการต่อซึ่งหากการก่อสร้างแล้วเสร็จผลที่ได้ก็คงไม่ต่างจากโครงการสร้างเขื่อนที่ผ่านมา ไม่เพียงเท่านั้นยังตามมาด้วยนโยบายเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้าใช้ซึ่งทางกระทรวงทรัพฯกำลังเร่งผลักดันอย่างเร่งด่วนในขณะนี้...

การทำงานอันเข้มข้นและจริงจังของ สืบ นาคะเสถียร คือสัญลักษณ์ของข้าราชการผู้ซื่อสัตย์ซึ่งมันก็ได้ช่วยให้งานที่เขารับผิดชอบสามารถลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่สำหรับงานในผืนป่าห้วยขาแข้งที่เขาทุ่มเทเรี่ยวแรงในการอนุรักษ์ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ผืนนี้ให้ดีที่สุดจนกระทั่งได้รับเลือกจากทางยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาตินั้น เขากลับไม่ได้อยู่ชื่นชมในดอกผลแห่งความตั้งใจ สืบ นาคะเสถียร จากไปในเช้าวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๓ ซึ่งเป็นวันที่คนทำงานอนุรักษ์ต้องเสียน้ำตาให้กับชายผู้มุ่งมั่นคนนี้...


๓...

ตามที่ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีนโยบายเปิดสัมปทานให้เอกชนเข้ามาดำเนินการโรงแรมและที่พักในเขตพื้นที่บริการของอุทยานแห่งชาติ โดยมีพื้นที่นำร่อง๑๐ แห่งได้แก่ อช.เขาใหญ่ ,อช.ห้วยน้ำดัง ,อช.ดอยอินทนนท์ ,อช.หมู่เกาะสิมิรัน ,อช.หมู่เกาะสุรินทร์ ,อช.ภูกระดึง ,อช.ดอยสุเทพ-ปุย ,อช.แก่งกระจาน ,อช.เอราวัณ ,อช.ดอยผ้าห่มปก มีระยะเวลาสัมปทาน ๓๐ ปีราคาเช่าพื้นที่ ตร.ม.ละ ๓๐ บาทหรือไร่ละ ๔๘,๐๐๐ บาท/เดือน โดยอ้างว่าเป็นหนทางหนึ่งในการหารายได้เข้าประเทศที่น่าจะดีกว่าปล่อยให้พื้นที่เสื่อมโทรมและถูกบุกรุก ซึ่งนโยบายการให้เอกชนเช่าพื้นที่เริ่มมีการพูดถึงตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๐ แต่เมื่อถูกกระแสสังคมต่อต้านโครงการจึงถูกเก็บใส่ลิ้นชักเอาไว้ก่อนที่จะนำออกมาปัดฝุ่นอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๕๕๑ และในคราวนี้ดูเหมือนว่าโครงการจะมีความคืบหน้ามากขึ้นกว่าเดิมกระทั่งถึงขั้นระบุพื้นที่นำร่องออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งอุทยานฯทั้งสิบแห่งถือได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากและที่สำคัญไปกว่านั้นพื้นที่ดังกล่าวยังคงความอุดมสมบูรณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น ดอยอินทนนท์ ,แก่งกระจาน ที่ยังเป็นบ้านอันอบอุ่นของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด ซึ่ง“สัตว์ป่า”เหล่านั้นไม่อาจเรียกร้องหรือทวงถามสิทธิของการดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้แม้แต่น้อย สถานการณ์ชีวิตของพวกเขาขณะนี้ก็ยังคงต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมในการถูกบุกรุกหรือไล่ล่าจากมนุษย์อยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง...

เมื่อได้รู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆมันทำให้ผมต้องนึกย้อนไปถึงข้อมูลของงานวิจัยบางอย่าง ที่ตนเองก็แทบจะลืมเลือนไปแล้วนั่นก็คือ เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา นายโรเบิร์ต โคสแตนซา ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์ระบบนิเวศแห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมมือกับผู้ร่วมงานจากทั่วโลกอีก ๑๒ คนช่วยกันค้นคว้าหามูลค่าจากสิ่งที่เราได้รับจากธรรมชาติ จนได้ข้อสรุปว่าธรรมชาติให้บริการฟรีแก่มนุษย์ทั้งสิ้น ๑๖ รูปแบบ นับตั้งแต่มหาสมุทร ,ชายฝั่ง ,หนองบึง ,แม่น้ำ ,ทุ่งหญ้า ,พื้นที่การเกษตร ไปจนถึงป่าดงดิบ ซึ่งเมื่อคิดเป็นมูลค่าออกมาแล้วจะพบว่าแต่ละปีธรรมชาติให้ของฟรีแก่มนุษย์คิดเป็นเงินประมาณ ๓๓ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ(ช่วงเวลานั้นอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ประมาณ ๒๕ บาท/เหรียญ) ขณะที่ผลผลิตมวลรวมที่มนุษย์จากทุกประเทศทั่วโลกพยายามสร้างขึ้นมามีมูลค่าเพียง ๑๘ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ น้อยกว่าที่ธรรมชาติให้แก่มนุษย์เกือบสองเท่าเลยทีเดียวซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินมูลค่าแบบต่ำที่สุด อีกทั้งยังไม่นับรวมพื้นที่บางประเภทที่ประเมินได้ยากอาทิ ทะเลทราย หรือทุ่งหญ้าทุนดรา เมื่อได้รื้อฟื้นข้อมูลเก่าๆเหล่านี้มันยิ่งทำให้ผมต้องถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ถึงสิ่งที่เรากำลังกระทำกับธรรมชาติ...

และจากที่ตนเองมักใช้ชีวิตบางส่วนเกี่ยวข้องกับเขตอนุรักษ์ต่างๆอยู่เสมอ จึงพอที่จะทำให้ทราบสถานการณ์ของป่าไม้ที่เหลืออยู่บ้างว่า ทุกวันนี้มนุษย์ไม่ควรเข้าไปเสาะแสวงหาผลประโยชน์ใดๆจากภูเขาและแม่น้ำกันอีกแล้วเพราะถึงแม้ว่าจะปล่อยพื้นที่อนุรักษ์เอาไว้โดยไม่ทำอะไรเลย อนาคตของพืชพันธุ์และสัตว์ป่าก็ไม่ได้สดใสสักเท่าใดนัก เพราะการลักลอบเข้าไปไล่ล่าเพื่อตอบสนองธุรกิจการค้าสัตว์ป่าที่มีมูลค่านับร้อยล้านบาทต่อปียังคงดำเนินอยู่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุตินั่นยังไม่นับรวมการบุกรุกเข้าไปจับจองพื้นที่ของผู้มีอิทธิพล นอกจากนั้นการที่ผืนป่าอนุรักษ์ถูกแบ่งซอยพื้นที่ด้วยถนนจนมีสภาพไม่ต่างไปจากเกาะแก่ง ยังจะส่งผลให้การขยายพันธุ์ของสัตว์ป่าและพันธุ์ไม้ตามวิถีทางธรรมชาติเป็นไปได้ยาก และอาจเป็นผลให้สายพันธุ์อ่อนแอลงจนกระทั่งสูญพันธุ์ไปในที่สุด ซึ่งจากสถานการณ์เหล่านี้หากเรายังคงนิ่งเฉยไม่สนใจต่อปัญหาต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นกับธรรมชาติ ในวันหนึ่งเราอาจจะพบว่าบนโลกใบนี้เหลือเพียงมนุษย์เผ่าพันธุ์เดียว และหากวันนั้นมาถึงผมเชื่อว่าวันสุดท้ายของมวลมนุษยชาติก็คงจะตามมาในอีกไม่ช้า...


๔...

แม้นโยบายการเปิดพื้นที่อนุรักษ์ให้กับเอกชนเช่าเพื่อจัดการการท่องเที่ยวนี้ กำลังถูกต่อต้านจากผู้คนที่ไม่เห็นด้วยหลายฝ่ายกระทั่งเสียงการคัดค้านเริ่มก้องกังวานมากขึ้น แต่หากตัวโครงการเองก็ยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆภายใต้คลื่นลมจากความขัดแย้งของผู้คนในสังคม...

ภาพต้นไม้และชีวิตเล็กๆของแมลงภายในสวน ทำให้ผมต้องนึกย้อนไปถึงวันที่กระแสธารแห่งการอนุรักษ์ได้โหมเชี่ยวจนกลายเป็นความหวังใหม่ให้กับการอยู่รอดของธรรมชาติและพืชพันธุ์ ต่อเมื่อฤดูกาลได้เวียนผ่านไปพลังเหล่านั้นกลับค่อยๆเจือจางไปตามห้วงเวลา ผมเปิดสมุดบันทึกย้อนกลับไปในวันครบรอบการจากไปเมื่อปีที่แล้วเพื่ออ่านคำสัมภาษณ์บางส่วนของ สืบ นาคะเสถียร ที่ตนเองได้จดเอาไว้ก็ได้พบว่าแม้ถ้อยความเหล่านั้นจะผ่านกาลเวลามานานกว่าสามสิบปีแต่มันก็ดูเหมือนจะไม่ได้ล้าสมัยหรือลดทอนความสำคัญลงไปแม้แต่น้อย...

“ผมอยากเห็นว่าเราควรจะเปลี่ยนแนวทางที่จะพัฒนา ในความเห็นส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการพัฒนาโดยใช้ทรัพยากรที่เหลืออยู่น้อยนิดนี้ ผมไม่เห็นด้วยที่มัวพูดกันว่าเราจะใช้ทรัพยากรอย่างไรเพื่อการพัฒนาประเทศแต่เราควรจะหันมาสนใจว่าเราจะรักษาสภาวะแวดล้อมหรือทรัพยากรที่เหลืออยู่จำกัดได้อย่างไร”

สืบ นาคะเสถียร

. . .

เอกสารประกอบการเขียน

-ตะโกนก้องจากพงไพร รวมผลงานและความคิดของ สืบ นาคะเสถียร โดย มูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร

-คน เขื่อน น้ำ ป่า แกแล็กซี่ โดย วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

-นิตยสาร สารคดี ฉบับที่ ๖๕ กรกฎาคม ๒๕๓๓

-นิตยสาร สารคด ฉบับที่ ๑๘๖ สิงหาคม ๒๕๔๓