JOSE LUIS GUERIN / 2007
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะฉายในเทศกาลภาพยนตร์กรุงเทพ 23-30 กันยายน 2551 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ครับ
เริ่มต้นจากในความมืดของโรงแรมแปลกหน้า เงาของกรอบหน้าต่างที่ทาบทับและเลื่อนไหลไปยามสาดต้องแสงไฟจากหน้ารถในความมืด วูบปรากฏเคลื่อนไหวเชื่องช้าแล้วลาลับ ในห้องหับอันมืดทึมนั้น ชายหนุ่มนั่งนิ่งยาวนานอยู่บนเตียง ทิ้งมือไว้บนหน้ากระดาษเปล่าบนเข่าที่ชันขึ้น เพ่งจ้องเงาเลื่อนไหลไหววูบนั้น ไขว่คว้าแรงบันดาลใจสำหรับบทกวีสักบท รูปร่างเส้นสักรูป หรือสักเรื่องราวกลางความเงียบเชียบในดินแดนแปลกถิ่น นี่คือค่ำคืนแรกของเขา
และในยามเช้า เขาออกไปเดินเล่นรอบๆ เมือง อาคารเก่าแก่ แม่น้ำ ร้านค้า อพาร์ทเมนท์ ร้านกาแฟ เขาเอาแต่จ้องมอง พยายามคว้าจับอากาศ สรรพสำเนียง และสาวงามลงมาบรรจุในสมุดบันทึกของเขา ซึ่งมีแต่เพียงภาพร่างของผู้คน เรื่องราวที่ขึ้นต้นเอาไว้เพียงไม่กี่คำ ดินสอดำลากเส้น ดวงตาเขม้นมอง จนเขาพบเธอท่ามกลางผู้คนมากมาย หญิงสาวคนนั้นนั่งอยู่หลังกระจก เป็นคล้ายๆ ภาพสะท้อนของบางสิ่ง กลางเสียงไวโอลินที่เล่นกันริมถนน เขาจ้องมองเธอและลุกตามเธอไป เฝ้าติดตามเธอผู้เดินทอดน่องท่องไปทั่วเมือง เขาคิดว่าเธอคือหญิงสาวที่เขาเคยพบเมื่อหกปีก่อน ขณะหนึ่งเขาขานเพรียกเรียกชื่อเธอ ซิลวี แต่เธอไม่ตอบคำ เธอเดินนำ เขาเดินตาม เดินเท้าท่องไปในเมืองแห่งเธอ
JOSE LOUIS GERRIN ผู้กำกับชาวเสปนส่งหนังเรื่องนี้ไปฉายที่เทศกาลหนังเวนิซปีที่ผ่านมา แม้รูปโฉมเบื้องหน้าของมันอาจเป็นเพียงหนังรักดาดๆ แต่หนังกลับได้รับเสียงชื่นชมอื้ออึงจากนักวิจารณ์ทั่วโลกจนติดอันดับจากหลายสำนักปลายปี เราอาจพูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่าหนังเรื่องนี้คือ BEFORE SUNSET ภาค MINMALIST เพราะมันเล่าเรื่องหนุ่มตามสาวในเมืองแปลกหน้า ตัวละครเป็นชายหนุ่มหญิงสาวหน้าตาดี (ถึงดีมาก) มีสถานะเป็นนักเดินทาง และหนังทั้งคู่แสนคมคาย
แต่เอาเข้าจริง หนังสองเรื่องนี้กลับไม่มีอันใดคล้ายคลึงกันมากนัก เพราะนอกจากที่กล่าวไปแล้ว หนังทั้งสองเรื่องจัดเป็นหนังคนละประเภท (แต่อาจถูกเหมาให้อยู่ใน GENRE เดียวกัน) เพราะในขณะที่ BEFORE SUNSET เลือกใช้บทสนทนาชาญฉลาดเป็นแก่นของเรื่องว่าด้วยความรัก ความเป็นหนุ่มสาว และการเติบโต เมืองแปลกหน้าได้ร่างภาพของหนุ่มสาวขึ้น ในขณะที่ IN THE CITY OF SLYVIA กลับแทบไร้บทสนทน หนังหันมาใช้ภาพและเสียง สัมผัสต้องภาพร่างของเมืองเมืองหนึ่ง ผ่านดวงตาของหนุ่มสาว แต่ภาพร่างดังที่ว่าไม่ใช่แผนที่แผนผังหรือความเป็นเมือง หากคือเมืองในจิตใจในความรับรู้ของนักเดินทางแปลกหน้า ซึ่งเมืองนั้นอาจเป็นหญิงแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น กล่าวอย่างง่าย ในขณะที่หนังเรื่องหนึ่งเล่าเรื่องจากข้างนอกเข้าไปสู่ข้างใน หนังอีกเรื่องก็เลือกใช้มุมข้างในออกไปร่างภาพข้างนอก
IN THE CITY OF SYLVIA มีเพียงการจ้องมอง หนังเปิดตัวด้วยภาพลองเทคจับจ้องมองรูปเงา (อันคล้ายคลึงกับคุณสมบัติแรกมีของภาพยนตร์) หลังจากนั้นตลอดระยะเวลาของหนัง หนังใช้เวลาไปกับการจ้องมอง ในทางหนึ่ง จ้องมองตัวละครชายของเรื่อง ก่อนที่จะใช้เวลาในวันหนึ่งวันหมดไปกับการให้ตัวละครจ้องมองผู้คน ภาพเบนมาสู่ภาพแทนสายตา ในตอนนี้เองที่มนต์ขลังของภาพยนตร์บังเกิดผ่านทางการสร้าง ‘เรื่องจากภาพ' ในช่วงนี้หนังเลือกกรอบภาพและจังหวะการมองอย่างน่าทึ่ง กรอบภาพที่ทำให้ตัวละครซึ่งแท้จริงนั่งกันอยู่คนละโต๊ะดูคล้ายมีปฏิสัมพันธ์กันและกัน ผู้หญิงที่คุยกับเพื่อนของเธออีกโต๊ะหนึ่งดูคล้ายกับคุยกับผู้ชายที่อีกโต๊ะหนึ่ง ตัวละคร FOREGROUND ที่เห็นชัด ปฏิสัมพันธ์กับตัวละคร BACKGROUND ที่เป็นภาพบุมเบลอ บางภาพซ้อนทับเพื่อเปรียบเทียบ ภาพหญิงชรากินไอติมวางอยู่หน้าภาพของเด็กสาว จากนั้นเรื่องเล่าเกิดขึ้น และตามด้วยความงามเมื่อกล้องเลื่อนไหลไปจับจ้องมองอิริยาบถของหญิงสาวมากหน้าหลายตา กล้องเคลื่อนไหวอยู่เพียงบริเวณต้นคอของหญิงสาวที่ม้วนผม หรืออีกคนที่เอานิ้วคลอเคลียปลายผม ผมที่ถูกลมพัดปลิวน้อย ดวงตา ดวงตาสวยงามที่จ้องมองมา ซึ่งอาจจ้องมองสิ่งอื่น ทางอื่น แต่กลับเพ่งตรงมายังกล้อง
จากนั้นหญิงสาวก็ปรากฏ หนังให้ภาพของเธอค่อยๆ ปรากฏและดึงดูดสายตาเราไป (ซึ่งทำได้อย่างมหัศจรรย์มาก) หญิงสาวอยู่หลังกระจก ภาพของเธออยู่หลังภาพสะท้อนของบนกระจกซึ่งอยู่หลังภาพบดบังจากผู้คนมากมาย ราวกับหลังจากปล่อยให้เราพินิจภาพรวม แล้วเราค่อยๆ มองหาจุดโฟกัสของภาพ แล้วสิ่งนั้นก็ค่อยคลี่ขยายออกมา (หนังใช้เทคนิคเดียวกันกับตัวเอกฝ่ายชายในช่วงท้ายในฉากในบาร์ที่ชายหนุ่มค่อยๆ ปรากฏขึ้น)
นอกจากภาพ หนังยังให้ความสำคัญกับเสียงอย่างยิ่ง ในหนังเรื่องนี้ เสียงทั้งหมดถูกออกแบบให้ปลดปล่อยออกมาเฉพาะจุด ทุกๆ เสียงในหนังล้วนเต็มไปด้วยความหมาย ในทางหนึ่งมันคือการเล่นเล่ห์กับความสมจริง แต่นี่เองคือวิธีการเฉพาะของภาพยนตร์ เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นปูอิฐเสียงพูดคุยแผ่วเบา เสียงลากกระเป๋าเดินทาง เสียงขวดแก้วกลิ้งไปบนถนน เสียงร้องขายของ ทุกเสียงกลายเป็น ‘ดนตรีประกอบ' ของหนัง โดยไม่ต้องพึ่งคนทำสกอร์ หนังให้ตัวละครพบเจอกันด้วยเสียง (เขาพบเธอครั้งแรกชั่วขณะที่ไวโอลินบรรเลงอยู่หน้าร้าน) พรากจากกันโดยเสียง (โทรศัพท์มือถือของเธอ) ค้นหากันจากเสียง (เขาหยุดยืนเหม่อมองอพาร์ทเมนท์หลังหนึ่งที่มีเสียงโทรศัพท์แบบเดียวกับเสียงโทรศัพท์ของหญิงสาว) ท่ามกลางการเดินผ่านตรอกเล็กตรอกน้อยในเมือง จากถนนพลุกพล่านจอแจ เข้าสู่ซอยเล็กๆ เงียบสงบ กล้องจับจ้องมองเพียงภาพของตัวละคร และปล่อยให้เมืองถูกสร้างขึ้นจากเสียงโดยแท้
และเมื่อภาพยนตร์คือการจ้องมอง หนังจึงให้เราจ้องมองอย่างเต็มอิ่ม และนั่นเองทำให้ตัวละครหลักในหนังจำเป็นที่จะต้องมีรูปร่างหน้าตาที่งดงาม ดึงดูดความสนใจจากการจ้องมองของผู้ชมอย่างเต็มที่ (จนหลายคนอาจค่อนขอดว่านี่คือหนังที่เอานายแบบนางแบบมายืนทำเท่หรือเปล่า) ในหนังเรื่องนี้ เขาและเธอไม่ใช่เขาและเธอโดยเฉพาะเจาะจง เป็นเพียงภาพร่างของชายหนุ่มและหญิงสาวไม่ระบุจำเพาะเจาะจง กล่าวอีกนัยหนึ่ง เขาและเธอคือวัตถุแห่งการถูกจ้องมองมากกว่าเป็นมนุษย์โดยตรง
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี่ไม่ใช่หนังประเภทพระเอกหล่อนางเอกสวย วิวงดงาม ซ้ำเอาเข้าจริง ห่างไกลกับหนังเหล่านั้นอย่างยิ่ง ทักษะทางตาของผู้กำกับทำให้หนังค่อยๆ สร้างตัวเองขึ้นมาใหม่ ในทางหนึ่ง นี่คือหนังที่ร่วมสมัยอย่างยิ่ง เพราะมันเล่าถึงคนในยุคปัจจุบัน คนผู้หลงใหลความโรแมนติกแห่งการเดินทาง เขาหรือเธอเข้าไปในเมืองแปลกหน้า คาดหวังเรื่องโรแมนติกเฉพาะบุคคล เมืองที่เขาและเธอไปถึงไม่เคยมีอยู่นอกจากภายในใจของพวกเขาและเธอ เมืองเป็นเพียงสถานที่ หนังเรื่องนี้คือการแสดงภาพอย่างละเมียดว่า เราสร้างเมืองขึ้นมาในใจได้อย่างไร เมื่อเราออกเดินทาง แผนผังของเมืองจะถูกวาดขึ้นจากความทรงจำ และแน่นอน จากการจ้องมองโดยดวงตาของคนแปลกหน้า
หนังกำหนดให้ตัวละครหลักเป็นผู้ชาย (ตามเพศของผู้กำกับ) ตัวละครหลักเดินเข้าไปในเมืองแปลกหน้า เขาวาดรูปคนนั้นคนนี้ แต่มันเป็นเพียงภาพร่างที่ใช้การไม่ได้ โครงของใบหน้า เรือนร่าง เมื่อเขาพยายามจะวาดดวงตา มันจะล้มเหลว ภาพหนึ่งเขาวาดภาพสาวเสิร์ฟ เขียนคำ elle ซึ่งแปลว่า เธอ จากนั้นเขาเติม s เธอ กลายเป็นหมู่เธอ พวกเธอทั้งหมดเป็นเพียงภาพร่างหยาบๆ เป็นเหมือนเมือง ไม่ใช่เมืองของเขาไม่ใช่สถานที่ที่เขามาเพื่อค้นพบ จนกระทั่งเขาพบซิลวี
สตรีจึงกลายเป็นเมือง สถาปัตยกรรมแห่งซิลวีค่อยๆ สถาปนาขึ้นเมื่อเขาเดินตามเธอไปรอบๆ เมือง (นับจากนั้นหนังเต็มไปด้วยภาพของผู้หญิง ตรงนั้นตรงนี้ ทาบทับจนเมืองแทบจะกลายเป็นดินแดนแห่งสาวงาม เพราะสตรีได้กลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งเมืองไปแล้ว) เมืองนี้เปลี่ยนจากสถานที่ท่องเที่ยวไปสู่สถานที่ที่มีเธอ จนเมื่อวันสิ้นสุด ทั้งหมดก็กลายเป็นเพียงความทรงจำ
หนังถ่ายค่ำคืนนั้นและวันสุดท้ายในสถานที่ไม่กี่แห่ง และจงใจใช้ตัวละครเดิม เหล่าผู้ชายและผู้หญิงที่เคยปรากฏในร้านกาแฟ คนขายของเร่ ขอทาน ทุกคนกลับมาปรากฏซ้ำ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่ แต่ในวันใหม่นี้ ความทรงจำถูกแทนที่ไป เมืองของซิลวีถูกแทนที่ด้วยความทรงจำใหม่ การจ้องมองสถานที่เดิมสร้างมุมมองใหม่ เมื่อเราจ้องมอง เราไม่ได้ 'จ้องมอง' อีกแล้ว แต่เรากำลัง ‘มองหา' รถไฟ ภาพสะท้อนในกระจก สถานที่ ผู้คน ล้วนเปลี่ยนแปลงไปเสียสิ้น เรามองโลกด้วยดวงตาชนิดใหม่
IN THE CITY OF SLYVIA ในทางหนึ่งคือหนังที่ทรงพลังด้วยศักยภาพของภาพยนตร์อย่างยอดเยี่ยม หนังแสดงให้เห็นว่าภาพยนตร์ไปได้ไกลแค่ไหนและงดงามแค่ไหนโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงบทสนทนา และในอีกทาง IN THE CITY OF SLYVIA ได้แสดงจุดยืนร่วมสมัย ในโลกแห่งการท่องเที่ยวเดินทาง มันไม่ใช่หนังกล่อมหอที่เล่าเรื่องโรแมนติกประโลมใจ แต่มองมันจากดวงตาอันงดงามและร้าวรานอยู่ในที

