โรคร้ายในรอบหนึ่งร้อยปี (DISEASE AND A HUNDRED YEAR PERIOD) (สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ / 2008)

ในบรรดาคนทำหนังสั้นไทยร่วมสมัย สมพจน์ ชิตเกสรพงศ์ ถือเป็นคนทำหนังที่นาจับตามองมากที่สุด นอกไปจากการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ทั้งใน สัตว์ประหลาด! และ แสงศตวรรษ สมพจน์ยังทำหนังสั้นออกมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็ล้วนเป็นงานที่มีความน่าสนใจในตัวไม่น้อย งานเด่นอย่าง ลอยฟ้า กรุงเทพตอนเย็นๆ หรือ อันดามัน (หนังในโครงการสึนามิ) หนังของสมพจน์ไม่ใช่หนังประเภทเล่าเรื่องที่เข้มข้น ทรงพลัง หนังของเขาโดยมากไม่ได้มีนักแสดงมารับเล่นบทบาท หากจะมีก็คล้ายมาเล่นป็นตัวเองให้กล้องติตดามถ่ายทอดชีวิต ภาพบางส่วนก็มาจากภาพที่ได้มาโดยบังเอิญ ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จากนั้นเขาจะนำมันมาเล่นผ่านเทคนิคทางภาพยนตร์ เช่น การบิดเบือน เลื่อนจังหวะ การโยกย้ายสลับตำแหน่งแห่งที่ของภาพและเสียง รวมถึงการใส่ข้อความที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาพ ทั้งไม่ได้มีส่วนช่วยเล่าเรื่อง ราวกับว่าทั้งหมดนั้นแยกจากกัน

แต่สารสำคัญก็อยู่ที่ความไม่ลงรอยนั้นเอง การสลับตำแหน่งแห่งที่ บดบังภาพ หรือบดบังเสียง การได้อ่านข้อความนอกภาพ ทำให้เกิดความหมายใหม่ที่ไปไกลจากบริบทดั้งเดิมของภาพและเสียงโดยสิ้นเชิง พิจารณาอย่าง ลอยฟ้า หนังที่ใช้ฟุตเตจภาพผู้คนในงานบั้งไฟพญานาคมาเล่นซ้ำสองครั้ง แสดงให้เห็นเพียงว่าการไม่มีเสียง หรือการเติมข้อความบางอย่าง ทำให้ภาพชุดเดิมเป็นเหมือน ‘หนังคนละเรื่อง’ ได้อย่างไร

กับ โรคร้ายในรอบหนึ่งร้อยปี หนังเรื่องใหม่ของสมพจน์ ได้แรงบันดาลใจมาจากการเซนเซอร์ภาพยนตร์ ‘แสงศตวรรษ’ ของอภิชาติพงศ์ ซึ่งสมพจน์เป็นผู้ช่วยผู้กำกับกองสอง หลังจากที่หนังถูกนำเข้าพิจารณาเพื่อฉายในประเทศไทยสองครั้ง และถูกหั่นออกหกฉาก (จากครั้งแรกสี่ ครั้งที่สองเพิ่มอีกสอง) และอภิชาติพงศ์ตัดสินใจนำเข้าฉายโดยใส่ฟิล์มเปล่าที่มีรอยขูดขีดตลอดระยะเวลาของฟิล์มส่วนที่ถูกตัดออก และถือเป็นฉบับ THAILAND’S EDITION มีฉบับเดียวในโลก

โรคร้ายในรอบร้อยปี เปิดฉากแรกด้วยการอ่านข่าวที่มีย่อหน้าใจความด้านบน โดยผู้อ่านยืนหันหลังให้กับกล้องที่จับจ้องมองภาพต้นคอนั้น คล้ายกับการเซนเซอร์ (ไม่ให้เห็นหน้า) ในทางหนึ่ง และอีกทางหนึ่งมันอาจบอกถึงการดูหนังผ่านหนัง เพราะการดูหนัง ผู้ชมจะนั่งหันหน้าไปในทิศทางเดียว สิ่งที่ผู้ชมจะเห็นนอกจากจอหนังคือต้นคอของคนที่นั่งแถวหน้า (กระทั่งสุชาติ สวัสกดิ์ศรี ก็เคยเรียกขานคนดูหนังผ่านทางชื่อเรียกคอลัมน์ภาพยนตร์ของตนใน FILMVIEW ว่า ‘นักดูต้นคอ’

หลังจบข่าว (ที่ทำหน้าที่เหมือนแถลงการณ์หรือหนังข่าวในอดีต) ภาพก็เคลื่อนเข้าสู่ส่วนหลัก เมื่อสมพจน์หยิบทั้งเจ็ดฉากออกมาใส่ในหนังของเขา! แต่ด้วยวิธีการพิเศษ นั่นคือการขยายซูมภาพเข้าสู่จุดไม่สำคัญบนจอ กล่าวอย่างง่าย เราจะได้ดูฉากทั้งเจ็ดฉากจากหนังโดยสมบูรณ์ เพียงแต่อาจจะเห็นเพียงเสี้ยวส่วนของท่อนแขน เห็นฉากหลังที่มีต้นกล้วย เห็นท่อเหล็กระโยงระยาง เห็นเพียงดวงตาโดยไม่เห็นหน้า หรืออาจเห็นเพียงตุ๊กตาช้างไม้ตัวหนึ่ง!!!!!!!

การทำเบลอ การปกปิดบางส่วนของภาพ เข้าลักษณะร่วมกับวิธีการในการเซนเซอร์ ด้วยการทำลายสารที่ไม่ต้องการให้ผู้ชมได้เห็น ไม่ให้ได้รู้ว่าคือสิ่งใด ในการเซนเซอร์ที่มีตั้งแต่การลงหมอกควัน หรือทำโมเสกจนเบลอ การใช้วงกลมสีดำทับปิด ไปจนถึงการตัดออกจากภาพยนตร์ วิธีการถูกนำมายั่วล้อ โดยการทำให้ฉากทั้งหมดที่มีข้อกล่าวหาแปะป้ายว่าเป็นความรุนแรง ความเสื่อมเสีย ของชาติ ของศาสนา หรือกระทั่งของพ่อแม่ผู้กำกับ เกิดความหมายเปลี่ยนแปลงไปจากการเปลี่ยนโฟกัสไปยังสิ่งอื่น เพียงเปลี่ยนจุดที่มอง สารเดิมก็สิ้นสูญ ไม่สามารถหาความหมายดั้งเดิมได้อีกต่อไป วิธีการเซนเซอร์ในทางหนึ่งคือความจงใจทำลายความหมายดั้งเดิมของภาพ (เรื่องเพศ ความรุนแรง หรือการเสนอภาพลักษณ์ไม่พึงประสงค์เฉพาะขององค์กรวิชาชีพขี้อ่อนไหวบางองค์กร) ถูกนำมาใช้เพื่อสำรวจตรวจสอบว่า ที่แท้มันได้เลือนความหมายของภาพลง หรือที่แท้มันคือส่วนหนึ่งของการสร้างความหมายใหม่ให้กับภาพขึ้นมา ซึ่งโดยมากสวนทางกับความตั้งใจเริ่มแรกของการเซนเซอร์เสียทั้งสิ้น

ในขณะเดียวกัน หนังยังยั่วล้อกรอบคิดของการเซนเซอร์ที่มองทุกสิ่งผ่านแว่นขยายวัฒนธรรมไทย ความเป็นไทย (ซึ่งผู้เซนเซอร์มักเชื่อเอาว่ามีแบบเดียว) ด้วยการเติมข้อความตลอดความยาวหนัง โดยข้อความนั้นคือส่วนของการ ‘อธิบายความเป็นไทย' แบบที่มักพบบ่อยๆใ นหนังสือเรียนวิชาสังคมศึกษา ข้อมูลพื้นฐานของประเทศเกี่ยวกับพื้นที่ดินแดนผู้คน ข้อมูลแห้งแล้งที่ไม่ได้บอกอะไรในหนังสือ (ผู้กำกับเขียนขึ้นมาใหม่ร่วมกับภาณุ ตรัยเวช นักเขียนรุ่นใหม่น่าจับตาที่เข้าชิงซีไรต์ไปแล้วสองรอบ) เมื่อถูกย้ายตำแหน่งแห่งที่มาอยู่บนจอ ก็กลายเป็นหอกอันทิ่มแทง เพราะมันกลับแสดงทัศนะอันคับแคบ ตีขลุมคลุมเครือ และพยายามจะรวบให้ง่าย และพยายามจะเอากรอบแคบๆ นี้มาจัดการกับทุกเรื่องจนน่าขัน น่าสมเพช และน่ากระอักกระอ่วนยิ่ง

แม้โดยรวม โรคร้ายในรอบหนึ่งร้อยปี จะทำให้เรานึกถึง ลอยฟ้า มากเสียจนอดคิดไม่ได้ว่านี่คือสิ่งที่สมพจน์เคยเล่นไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม หนังก็มีความหลักแหลมคมคาย และเป็นการชำระแค้นของปัญญาชนที่น่าตื่นตาอย่างยิ่ง

หนังสั้นเรื่องนี้จะฉายเป็นหนังเปิดเทศกาลภาพยนตร์สั้น ครั้งที่ 12 ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม นี้ ห้อง Auditorium ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (สี่แยกปทุมวัน ตรงข้ามตึก MBK และ สยามดิสคอฟเวอร์รี่) เวลา 18.30 น. ห้ามพลาดโดยประการทั้งปวงครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมเทศกาลหนังสั้น ดูได้ที่นี่ครับ http://www.thaishortfilmfestival.com

และรู้จัก สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ เพิ่มเติมที่นี่ครับ http://www.sompotboat.com

ขอบคุณ โบ๊ตและนิล สำหรับDVD อนุเคราะห์