เกม(ฆ่า)คน

ปราบดา ถึง วินทร์

สิงหาคม 2551


ข่าวเด็กซื้อมีดไปฆ่าแท็กซี่เพื่อเลียนแบบเกมคอมพิวเตอร์ที่ตัวเองเล่น สร้างความฮือฮาและทำให้เกิดปฏิกิริยาวัวหายล้อมคอก (ตามเคย) ในสังคมของเราพอสมควร จนกระทั่งการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคส์มาก่อกวน ข่าวจึงเงียบไป แปลกดีนะครับ ไม่ว่าสังคมกำลังประสบปัญหาหรือมีวิกฤตอะไรอยู่ ถ้าเป็นช่วงเดียวกับการแข่งขันกีฬาระดับโลก ผู้คนเป็นต้องโยกย้ายความสนใจไปให้กีฬาได้ง่ายๆเสียทุกครั้ง

ปกติผมคุยเรื่องกีฬาไม่ถนัด เพราะโง่ เล่นไม่เป็น ไม่รู้จัก ไม่ชอบดู ไม่ติดตาม และไม่เข้าใจว่าทำไมการแข่งขันกีฬาเชิงพาณิชย์ จึงมีความสำคัญมากมายมหาศาลกับสังคมมนุษย์ดังที่เป็นอยู่ แต่เมื่อมีข่าวเด็กฆ่าแท็กซี่เพราะเล่นเกมเกิดขึ้น ทำให้ผมนำประเด็นการติดเกมของเด็กกับการเล่นกีฬามาเปรียบเทียบกัน ปรากฎว่าได้ข้อคิดที่น่าสนใจทีเดียว

ตอนเป็นเด็กผมก็ชอบเล่นเกมครับ จะว่าไป เกมคอมพิวเตอร์ยอดนิยมต่างๆในยุคนี้ ล้วนพัฒนามาจากจุดเริ่มต้นในยุคสมัยของผม ผมเล่นเกือบหมดทุกอย่าง ตั้งแต่เกมง่ายๆอย่าง “เกมกด” พัฒนาไปเป็นวิดีโอเกมอย่างเกมเทนนิส (ที่มีแค่รูปทรงสี่เหลี่ยมวิ่งไปมาอยู่สองฟาก ตีสี่เหลี่ยมอีกก้อนข้ามเส้นตรงสีขาวไปมา ซ้ายขวา ซ้ายขวา) ไปจนถึงเกมนินเทนโด โดยเฉพาะเจ้าเกมมาริโอที่โด่งดัง และคอมพิวเตอร์เกมส์ยุคแรกๆ ประเภทยานอวกาศยิงกันไปมา แต่เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นตอนกลาง จู่ๆความสนใจเกมของผมก็หายเกลี้ยง อาจเป็นเพราะสังคมเพื่อนของผมในตอนนั้นไม่ใช่สังคมคนเล่นเกม และคงเป็นเพราะผมอยู่ห่างบ้านเกิดเมืองนอน มีเรื่องอื่นให้คิดให้เครียด จนไม่มีเวลาว่างสำหรับความบันเทิงเท่าไรนัก

แม้เวลาจะเลยผ่านแล้วหลายสิบปี ผมก็ยังไม่ลืมความตื่นเต้นของการได้เล่นเกมพวกนั้น ผมไม่เคยมีเกมนินเทนโดหรอกนะครับ ผู้ปกครองของผมหวังดี ไม่ยอมซื้อให้ (ตอนนั้นผมเรียกความหวังดีว่า “ใจร้าย”) ต้องไปอาศัยของน้องข้างบ้านเล่น แต่ผมยังจำได้ดีว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ผมรอคอยมากขนาดไหน ที่สำคัญ ผมจำได้ว่าผมใช้เวลาไปกับการเล่นเกมอย่างสิ้นเปลือง ถ้าเป็นเกมกดก็เล่นชนิดไม่ยอมหลับยอมนอน ผมเข้าใจดีว่าทำไมเด็กๆจึงสามารถนั่งหน้าจอ จดจ่ออยู่กับเกมได้นานข้ามวันข้ามคืน

เหมือนกับความบันเทิงทั่วไป เกมก็คือสื่อเสพติด

ก่อนที่ผมจะรู้จักเกมกด วิดีโอเกม และเกมคอมพิวเตอร์ การละเล่นหลังเลิกเรียนของผมมีสองแบบ แบบหนึ่งคือเล่นของเล่นที่ผู้ใหญ่ทำให้จากวัสดุธรรมชาติใกล้ตัว หรือไม่ก็ของจากธรรมชาติจริงๆ เช่น ดาบที่เหลาจากทางมะพร้าว ม้าที่ทำจากก้านกล้วย หนอนที่สานขึ้นจากใบมะพร้าว ก้อนหินที่เก็บมาเล่นหมากเก็บ ดอกหญ้าที่เอามาเล่นตีไก่ ก้านหญ้าที่นำมาฉีกแล้วดึงออกเป็นจอหนังสี่เหลี่ยม (ถ้าไม่เคยเล่นคงจินตนาการยากหน่อยนะครับ) หรือเมล็ดที่นำไปใส่น้ำให้มันแตกเปรี๊ยะๆ (เรียกกันว่าต้นเป๊าะแป๊ะ ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วมันชื่อต้นอะไร) การเล่นแบบที่สองคือเล่นกับคนอื่น มีทั้งเกมทอยตัวตุ๊กตุ่นยาง วิ่งไล่จับ (ไม่รู้จะเล่นไปทำไม) เล่นซ่อนหา (นับหนึ่งถึงสิบ...เอ๊ะ...ไม่เอาๆ...นับถึงร้อย...ไม่เอาๆ...นับถึงพัน) และที่ผมโปรดปรานที่สุดคือเล่นละคร สมมติว่าตัวเองเป็นจอมยุทธ์หนังกำลังภายใน บังคับให้อีกคนเล่นเป็นฝ่ายอธรรม จากวังน้ำหนองอะไรก็ว่าไป ผมเล่นแบบนี้เกือบทุกวัน

พื้นฐานของการเล่นก็คือความสนุกสนานเพลิดเพลิน และผมคิดว่าเด็กๆ (หรือกระทั่งผู้ใหญ่) ควรได้เล่น การเล่นคือธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต (โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่เกียจคร้านอย่างมนุษย์) แต่ความแตกต่างระหว่างการเล่นแบบที่ผมเคยเล่นสมัยก่อนเกมกด กับการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่นิยมในยุคสมัยนี้ คือการเล่นเกมคอมพิวเตอร์เป็นการเล่นที่ปราศจาก “การสัมผัส” แทบจะโดยสิ้นเชิง

การสัมผัสที่ว่า ผมไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การสัมผัสกับ “คนเป็นๆ” เท่านั้น (เกมคอมพิวเตอร์ก็สามารถเล่นกับเพื่อนได้) แต่ยังหมายรวมถึงการสัมผัสกับ “ของจริง” ต่างๆในธรรมชาติ และไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การได้สัมผัสแต่ด้านดีๆ แม้ด้านร้ายๆ เช่น การหกล้มหัวแตก การโดนเพื่อนแกล้ง การถูกคณะหมาหน้าปากซอยไล่งับตูด การเจองูโดยไม่ได้นัดหมาย การโดนรังมดแดงร่วงใส่ หรืออะไรก็ตามที่อาจไม่เรียกว่า “สนุก” ผมเชื่อว่าล้วนเป็นผลดีต่อเราในระยะยาว

นั่นคือการได้สัมผัส “การมีชีวิต” ที่แท้จริง การมีชีวิตย่อมต้องมีความเจ็บปวด มีความผิดพลาด แต่สิ่งเหล่านั่นเองที่ทำให้เรามีความรู้สึก มีความเห็นอกเห็นใจและมีเมตตาต่อผู้อื่น ไม่เหมือนโลกในเกมคอมพิวเตอร์ ที่ไม่ว่าใครจะถูกฆ่าตาย ก็ปิดแล้วเปิดเล่นใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

กีฬาเองก็เช่นกัน หากไม่มุ่งหวังเรื่องการเอาชนะจนลืมให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น ผมเชื่อว่ากีฬาก็เป็นการ “เล่นเกม” ที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกและธรรมชาติได้ดี

สังคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่มุ่งขายความเป็น “ส่วนตัว” โดยเฉพาะความคิดแบบบริโภคนิยมที่สนับสนุนความเชื่อที่ว่า ความมั่งมีคือการได้เป็นเจ้าของทุกอย่างโดยไม่ต้องแบ่งปันกับใคร ขี้เกียจไปโรงหนังเพราะต้องนั่งกับคนอื่น ก็ซื้อ “โฮมเธียเธอร์” สิครับ ขี้เกียจขึ้นรถเมล์ร้อนๆ ก็ซื้อรถสิครับ ขี้เกียจใช้โทรศัพท์สาธารณะ ก็ซื้อมือถือสิครับ ขี้เกียจดูทีวีพร้อมคนอื่นในบ้าน ก็ซื้อมือถือรุ่นหรูที่ดูทีวีและเล่นเน็ตพร้อมกันได้สิครับ ทุกอย่างมุ่งไปสู่คำว่า “ทำได้คนเดียว” โดยอ้างสโลแกนเกี่ยวกับอิสรภาพ ที่เราอยากให้คุณซื้อของของเราไม่ใช่เพราะเราอยากได้เงินคุณนะครับ แต่เป็นเพราะเราอยากให้คุณมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต

ความจริงเป็นสิ่งเข้าใจง่าย การขายทีวีเครื่องเดียวให้คนทั้งครอบครัวแบ่งกันดู กับการขายทีวีให้สมาชิกในครอบครัวทุกคน คนละเครื่อง บริษัทผลิตทีวีจะอยากเลือกทางไหนมากกว่ากัน เป็นคำถามที่ตอบไม่ยาก

แต่ถ้าบริโภคนิยมต้องการให้คนมีอิสระจริง สิ่งที่ต้องทำคือตรงกันข้าม เราต้องผลิตของให้คนซื้อน้อยลง เราต้องมีของ “ส่วนตัว” น้อยลง เราต้องไม่มีกล้องดิจิตอลติดอยู่กับอุปกรณ์ทุกอย่าง เราต้องไม่มีมือถือที่เล่นเน็ตได้ เราต้องมีรถยนต์ส่วนตัวน้อยลงและมีรถเมล์ดีๆมากขึ้น เราต้องมีตั๋วเครื่องบินราคาถูกน้อยลง ทุกอย่างที่ทำให้เราสะดวกสบายอยู่คนเดียว ควรต้องมีน้อยลงทั้งสิ้น ถ้าเราต้องการอิสระที่แท้จริง

นั่นคืออิสระที่จะมีอิสระ

ทุกวันนี้ ความหมายของคำว่าอิสระในแบบบริโภคนิยม คืออิสระที่ “ครอบครอง” ได้ด้วยเงินเท่านั้น วันไหนไม่มีเงินขึ้นมา นอกจากอิสระจะหดหายไปทันที เรายังจะหวนกลับไปหาอิสระตามธรรมชาติได้อย่างยากลำบาก เพราะทุกอย่างถูกอิสระของคนอื่นจับจองไว้เกือบหมด

เด็กที่ติดการเล่นเกมในยุคสมัยนี้ คือเด็กที่ติดกับการอยู่ในโลกของตัวเองโดยไม่ต้องสนใจหรือเข้าใจสังคม คำว่า “คนอื่น” อย่างมากที่สุดก็คือเพื่อนฝูงใกล้ตัวของพวกเขา ผมไม่คิดว่าลำพังเกม (ไม่ว่าจะเป็นเกมที่โหดเหี้ยมขนาดไหน) จะบังคับให้เด็กออกไปซื้อมีดฆ่าคนได้ หากเด็กคนนั้นไม่มีปัญหาอื่นๆในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางจิตหรือปัญหาครอบครัว แต่ผมคิดว่าเกมยอดนิยมในปัจจุบันมีส่วนทำให้คนมองโลกแคบลง รู้จักโลกและธรรมชาติน้อยลง ห่างไกลการมีชีวิตในสังคม (ที่ต้องการคนมีคุณภาพ มีสติ มีความรู้) มากขึ้นเรื่อยๆ

การที่คนบริสุทธิ์คนหนึ่งถูกฆ่าตายเพียงเพราะเด็กคนหนึ่งต้องการเลียนแบบเกม เป็นปรากฏการณ์ชวนหดหู่ก็จริง แต่ผมว่าอันตรายในระยะยาวน่าวิตกกว่า

สังคมมนุษย์มีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ แต่มนุษย์ต่างจะคิดว่าทุกอย่าง “ไม่ใช่ปัญหาของตัวเอง” กันทั้งนั้น เพราะสำหรับพวกเขา โลกดำเนินไปเพียงแค่ในจอส่วนตัว (อย่างมีอิสระมากมายเสียเหลือเกิน)

...................................

วินทร์ ตอบ ปราบดา

12 สิงหาคม 2551


แปลกใจครับที่คุณทันเล่นม้าก้านกล้วย ดาบทางมะพร้าว หมากเก็บ ซ่อนหา ฯลฯ ผมคิดว่าผมเป็นรุ่นสุดท้ายที่เล่นเกมเชยๆ พวกนี้แล้วเสียอีก นี่แสดงว่าผมยังไม่แก่จริงๆ !

สมัยผมยังเด็ก ดาบที่เล่นกันเป็นก้านใบมะละกอครับ ริดใบออกก็ใช้การได้แล้ว ส่วนเกมตระกูลหมากเก็บนั้น ทางภาคใต้มีเกมหมากขุม (หรือหมากหลุม) หน้าตาของเครื่องเล่นชนิดนี้เป็นลำเรือไม้ยาวร่วมหนึ่งเมตร กว้างประมาณยี่สิบเซ็นติเมตร มีหลุมด้านบนเรือจำนวน 14 หลุม อย่าถามผมว่าเล่นยังไง เพราะผมลืมไปแว้วว!

ส่วนเกมที่เข้าข่ายรุนแรงนั้น ก็มีหลายอย่างครับ เช่น ยิงจิ้งจก เล่นปลากัด จับแมลงวันใส่ถุงไปถ่วงน้ำ เด็ดปีกแมลงปอ ฯลฯ เมื่อคิดย้อนหลังดู ก็พบว่าเกมสมัยผมยังเด็กนั้นโหดเอาการทีเดียว ถ้าบาปมีจริง ชาติหน้าผมคงเกิดเป็นแมลงปอหรือจิ้งจกแน่ๆ ยังโชคดีที่ผมไม่เคยทรมานสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด ไม่เช่นนั้นชาติหน้าอาจมีคนจับผมไปปล่อยแถวหน้ารัฐสภา!

ผมอาจไม่ได้เล่นเกมคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่เชื่อว่าเป็นรุ่นแรกๆ ที่เล่นเกมดิจิตัลในเมืองไทยแน่ๆ จำได้ว่าเกมเหล่านี้เข้ามาบ้านเราช่วงที่ผมเป็นวัยรุ่น เป็นเกมที่เก่ากว่าเกมเทนนิสที่คุณเคยเล่นเสียอีก พิกเซลภาพหยาบมาก เล่นไม่กี่วันก็พัง

สมัยนั้นทางการเพิ่งอนุญาตให้มีการเล่นพินบอล มีร้านพินบอลจำนวนมากตามตรอกซอกซอย ไม่นานก็ถูกสั่งห้ามอีก ด้วยเหตุผลว่ามันเป็นแหล่งการพนันและแหล่งมั่วสุมของวัยรุ่น (รู้สึกว่าไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย เหตุผลนี้ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยนะครับ!)

หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเกมที่ต้องพึ่งไฟฟ้าอีกเลย อาจจะเป็นโชคดีก็ได้ที่ผมไม่ติดเกม แต่ผมก็หนีไม่พ้นวังวนของเกมเหล่านี้ เพราะเมื่อมีลูก ไม่ช้านานผมก็รู้จักชื่อ นินเทนโด, เพลย์สเตชั่น, เอ็กซ์บ็อกซ์ ไปโดยปริยาย เพราะมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินในกระเป๋าสตางค์ของผม

ผมยอมรับว่าการเล่นเกมเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง และเข้าใจความอยากชนิดนี้ในระดับหนึ่ง แต่กิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ทำมากเกินไปก็ไม่น่าจะดีทั้งนั้น (เช่นการอ่านหนังสือนิยายในห้องเรียนของผม เป็นต้น) ผมไม่ได้ห้ามลูกเล่นเกม ใช้วิธีปรามและจำกัดเวลาเล่นมากกว่า

ผมว่าเกมก็เช่นเดียวกับกิจกรรมอื่นๆ มันวิวัฒนาการไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยี ส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมของคนในยุคนั้นๆ ไปโดยปริยาย วันหนึ่งข้างหน้า หากเกมพัฒนาไปถึงขั้นเชื่อมต่อกับสมองเช่นในภาพยนตร์เรื่อง Strange Days (1995 เขียนบทโดย เจมส์ คาเมรอน) ชาวโลกอาจคลั่งเกมยิ่งกว่านี้ก็ได้

ในหนังวิทยาศาสตร์เรื่องนี้ เทคโนโลยีของโลกก้าวไปถึงขั้นที่มนุษย์เราสามารถบันทึกประสบการณ์ทางสมองลงในแผ่นดิสก์และสามารถนำมาเล่นใหม่ได้ผ่านการรับรู้ทางสมองของใครก็ได้ จะว่าไปแล้ว นี่มีความเป็นไปได้อย่างสูง เพราะอารมณ์ ความรู้สึกทั้งหลายของมนุษย์เกิดขึ้นที่สมอง ยกตัวอย่างเช่น ความสุขจากเพศสัมพันธ์ไม่ได้เกิดที่อวัยวะเพศ หากเกิดขึ้นที่สมอง เป็นต้น

ในเรื่องนี้ผู้เล่นเกมสามารถสัมผัสรับรู้ประสบการณ์ความรู้สึกเหมือนกับเจ้าของประสบการณ์นั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นหากเจ้าของประสบการณ์ตกตึกสูงร้อยชั้น เมื่อคนเล่นเสียบแผ่นบันทึกนั้นเชื่อมเข้ากับสมองของตน ก็จะรับรู้ความรู้สึกของการตกตึกร้อยชั้นเหมือนจริงทุกประการ การเล่นเกมแบบนี้จึงสมจริงยิ่งนัก ปราบดาลองจินตนาการดูว่าประสบการณ์ทางเพศกับสาวสวยทรงอร่ามสักสิบคนจะเป็นอย่างไร!

เทคโนโลยีมีแต่ก้าวต่อไปข้างหน้า เกมก็คงพัฒนาไปตามเทคโนโลยี พฤติกรรมคนก็คงเปลี่ยนไป คนแต่ละรุ่นก็คงต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในยุคนั้นๆ ผมไม่รู้ว่าอีกสักสองสามศตวรรษ เรายังสนใจเรื่องเกมอีกหรือไม่ เพราะความสนุกของมนุษย์อาจจะมาจากทางอื่นที่ไม่ใช่เกม

ในกรณีเด็กวัยรุ่นฆ่าคนขับแท็กซี่เลียนแบบเกมคอมพิวเตอร์ ผู้ใหญ่บางท่านเสนอว่าเราควรกำหนดเรื่องปัญหาด้านลบของเกมคอมพิวเตอร์เป็นวาระแห่งชาติ (คงจะทำยากในรัฐบาลชุดนี้ เพราะท่านนายกฯมัวแต่เล่นเกมซ่อนหาแถวห้องน้ำกับพวกนักข่าว!) ผมขอเสนอว่า หากจะทำเรื่องนี้จริงๆ ละก็ อย่าลืมรวมเกมที่ไม่ประเทืองปัญญาทางโทรทัศน์เข้าไปด้วย เพราะอาจจะอันตรายพอกัน!


ฝรั่งเคยทำวิจัยเรื่อง ‘ทำไมมนุษย์จึงเล่นเกม’ (พวกฝรั่งนี่ทะลึ่งวิจัยทุกอย่างเลยจริงๆ) สรุปคร่าวๆ ว่า แต่ละคนเล่นเกมด้วยจุดประสงค์ต่างกัน บางคนเล่นเพื่อปรับอารมณ์ของตน บางคนเล่นเกมเพื่อรับประสบการณ์ใหม่ บ้างเพื่อรับการท้าทายเพื่อทดสอบความสามารถของตน บางคนต้องการหนีโลกของความจริง บางคนก็ต้องการหนีจากกฎเกณฑ์สังคม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายหรือศีลธรรม (นี่อาจเป็นเหตุผลที่เกมเล่นเป็นโจรเป็นที่นิยม?) ที่น่าสนใจก็คือบางคนเล่นเกมไม่ใช่เพราะชอบเล่น แต่เพื่อเป็นโอกาสในการอยู่กับเพื่อน นั่นคือลดความเหงา

พูดง่ายๆ คือ บางทีคนเล่นเกมไม่ใช่เพราะที่ตัวเกม แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ซึ่งเกิดจากการเล่นเกม เหมือนกับที่โก้วเล้งเคยบอกว่าเขาเสพเหล้าไม่ใช่เพราะรสของเหล้า แต่เพราะบรรยากาศของการดื่มต่างหาก

บางทีเหตุผลของการเล่นเกมก็เช่นเดียวกับการเล่นกีฬาส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพื่อพัฒนาการทางกายภาพ แต่เพื่อความสมใจต่างหาก

ผมมองภาพการแข่งขัน โอลิมปิค เกมส์ 2008 ด้วยความรู้สึกแปลกๆ โดยเฉพาะภาพนักกีฬาร่ำไห้เมื่อไม่สามารถคว้าเหรียญชัย ผมอดคิดไม่ได้ว่า บางทีมันคือเหตุผลที่เราเรียกมันว่า โอลิมปิก เกมส์ เช่นเดียวกับ เอเชียน เกมส์, ซีเกมส์ ฯลฯ หรือเหตุผลที่เราไม่ใช้คำว่า โอลิมปิก สปอร์ตส์, เอเชียน สปอร์ตส์, ซีสปอร์ตส์ ฯลฯ ก็เพราะมันไม่ใช่กีฬา (sport) มันเป็นเพียงเกมเท่านั้น?

เมื่ออ่านข่าวแต่ละผู้คนแต่ละชาติดูการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็อดคิดเปรียบเทียบมันกับสงครามไม่ได้!

ผมไม่รู้ว่าคุณทันร้องเพลง ‘กราวกีฬา’ ในโรงเรียนหรือไม่ เพลงนี้แต่งโดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เนื้อเพลงว่า “กีฬาๆ เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลส ทำคนให้เป็นคน...” ทั้งนี้เพราะสาระของกีฬาคือการพัฒนาทางกายภาพและจิตใจ สองสิ่งนี้สัมพันธ์กันแนบแน่น เมื่อร่างกายดี จิตใจก็ดี เมื่อจิตใจดี ร่างกายก็ดี ดังนั้นการเอาชนะกันโดยยอมแม้กระทั่งโกง ไปจนถึงการทุ่มทุนมหาศาลเพื่อสร้างนักกีฬา, การซื้อตัวนักฟุตบอลครั้งละหลายล้านปอนด์ (แต่ไม่มีปัญญาจ่ายเงินเดือนครูให้สูงขึ้น) ฯลฯ ก็ดูจะขัดแย้งกับจุดหมายของกีฬา หากเราเห็นด้วยกับเนื้อเพลง ‘กราวกีฬา’ เพลงนั้น

ผมเชื่อว่า หากจะมี ‘เหรียญทอง’ ในกีฬา เหรียญทองนั้นก็คือความสามารถเอาชนะใจตนเอง เช่น เมื่อใครคนหนึ่งมีน้ำหนักเกินพิกัด เป็นโรคความดันสูง เบาหวาน แต่สามารถเอาชนะใจตนเอง ลุกขึ้นมาทั้งที่ง่วงแสนง่วงออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของตนจนดีขึ้นกว่าเดิม คนประเภทนี้ต่างหากที่สมควรได้รับเหรียญทอง

ดูพิธีเปิด โอลิมปิค เกมส์ ที่แสนอลังการแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ ชาวโลกสามารถละลายเงินจำนวนหลายแสนล้านบาทเพื่อการแข่งขันสร้างเกียรติประวัติเสริมชาตินิยม แต่ไม่สามารถใช้เงินขนาดนี้เพื่อทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น

หรือว่าบางทีสาระของมันก็ไม่ต่างจากเกมคอมพิวเตอร์ เล่นสนุกๆ ไปวันๆ เหมือนอยู่ในโลกของความไม่จริง?


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร GM ฉบับเดือนกันยายน 2551