เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ข้าพเจ้าละเลยความฝัน อยากทำอะไรตั้งหลายอย่าง แต่ไม่ได้ลงมือทำสักอย่างเดียว เป็นความฝันที่ค้างอยู่ในใจ แถมปล่อยให้ความฝันกองทิ้งไว้ แล้วก็เอาเวลาที่มีอยู่ไปทำอย่างอื่นนอกเหนือที่คิดไว้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นผลดีเหมือนกัน
ก่อนที่จะเจอความฝันจริง ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่ใช่หรือไม่คาดคิดมาก่อน เพื่อได้ประสบการณ์สะสมและรู้สึกฮึกเหิม อยากทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้ แม้ไม่รู้ว่าผลออกมาเป็นอย่างไร แต่การได้ฝันเล็ก ๆ ในช่วงวัยหนึ่งของชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและอยากให้ความฝันอยู่นาน ๆ เหมือนดั่งต้นไม้ที่แตกหน่อและเติบโตจนกว่าจะหมดอายุขัย
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องมีฝัน และเคยคิดเหมือนกันว่า ถ้าไม่มีความฝันจะอยู่ได้ไหม ดำรงชีวิตเหมือนกับคนปกติทั่วไป เมื่อไตร่ตรองแล้วหากได้ลองทำตามความฝัน หวังว่าคงจะมีสิ่งดี ๆ ตอบกลับคืนมา ถ้าไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่ต้องฟูมฟายมากไป
กลิ่นความฝันมันช่างหอมหวลจนไม่อาจต้านทานได้ หากไม่ไขว่คว้าไว้แล้ว ความฝันก็หลุดลอย และอาจไล่ล่าตามหามันไม่เจอ ความฝันของข้าพเจ้าก็คือ นักบันทึกเรื่องราวและมีหนังสือรวมเล่มมอบให้คนที่รู้จัก และเธอ--คนเคียงข้างผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ
นายจตุพล ทิพยมณฑล\
อายุ 32 ปี
Sent: Friday, August 01, 2008 4:11:39 AM

