เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น (Economics of Corruption)

- สุทธิ สุนทรานุรักษ์* -


จะว่าไปแล้วในแวดวงวิชาการเศรษฐศาสตร์นั้นพยายามเชื่อมโยงหลักเศรษฐศาสตร์เพื่ออธิบายพฤติกรรม เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์

เช่นเดียวกับพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นครับทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ต่างพยายามหาวิธีการอธิบายพฤติกรรมนี้มาได้ระยะหนึ่งแล้ว

คำว่า “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” หรือ Economics of Corruption นั้นปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 ครับ โดยนักเศรษฐศาสตร์หญิงนามว่า “ซูซาน โรส แอคเคอร์แมน” (Susan Rose Ackerman) ได้เขียนบทความชื่อ “The Economics of Corruption” ตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการเศรษฐศาสตร์ชื่อดังอย่าง Journal of Political Economy

งานของแอคเคอร์แมนได้กลายเป็นหมุดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ผู้สนใจเรื่องราวของการคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการเหนี่ยวรั้งการพัฒนาประเทศ

นอกจากงานของแอคเคอร์แมนแล้ว, ช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นยังมีงานของนักเศรษฐศาสตร์หญิงอีกเช่นกันที่ศึกษาเกี่ยวกับ “การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ” หรือ Economic Rent Seeking นักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ คือ “แอนน์ โอ ครูเกอร์” (Ann O.Krueger) ครับ

บทความของครูเกอร์เรื่อง “The Political Economy of Rent-Seeking Societies” นั้นได้รับการตีพิมพ์ลงใน American Economic Review เมื่อปี ค.ศ.1974

กล่าวกันว่าทุกวันนี้มีบทความวิชาการเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นได้รับการตีพิมพ์ไปแล้วอย่างน้อย 500 เรื่อง โดยงานส่วนใหญ่ถูกอธิบายภายใต้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Principle-Agent theory และ Game theory

นอกจากนี้นักเศรษฐศาสตร์จากสำนักธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังพยายามเชื่อมโยงสาเหตุ (Causes) และผลกระทบ (Consequences) ของการคอร์รัปชั่นภายใต้โมเดลทางเศรษฐมิติ เช่นงานของ ดาเนียล คอฟแมน (Daniel Kaufmann) โรเบิร์ต คลิทการ์ด (Robert Klitgaard), วีโต้ แทนซี่ (Vito Tanzi) และ ฮามิด ดาวูดี (Hamid Davoodi) เป็นต้น

พรมแดนความรู้ของวิชาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นได้ถูกขยายออกไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะงานวิจัยบนแผ่นดินยุโรปที่ดูจะให้ความสำคัญในการศึกษา “คอร์รัปชั่น” เป็นอย่างมาก ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่ง คือ การพัฒนาดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศต่างๆ หรือ Corruption Perception Index ซึ่งทุกๆปีองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International) จะเป็นประกาศผลการจัดอันดับความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศต่างๆซึ่งสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นของรัฐบาลประเทศเหล่านั้นด้วย

ดัชนีดังกล่าวได้รับการพัฒนาโดยศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Passau นามว่า “โยฮัน แกรฟ แลมป์ดอร์ฟ” (Johann Graf Lambsdorff) ครับ

โปรเฟสเซอร์แลมป์ดอร์ฟได้ทำให้มหาวิทยาลัย Passau ในเยอรมันนั้นกลายเป็นศูนย์กลางการวิจัยอย่างเอาจริงเอาจังในเรื่อง “เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น” เลยทีเดียว

เช่นเดียวกับที่รัสเซียครับ, บางมหาวิทยาลัยนั้นมีการเปิดคอร์สสอนวิชา Economics of Corruption ในฐานะที่เป็นกระบวนทัศน์ใหม่โดยใช้วิชาเศรษฐศาสตร์อธิบายพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นอย่างมีหลักการ

คำถามต่อมา คือ แล้วเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นนั้นมันมีเนื้อหาสาระสำคัญอย่างไรบ้าง ?

แน่นอนครับว่า นักเศรษฐศาสตร์พยายามสร้างแนวทางการศึกษาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นซึ่งผมขออนุญาตอ้างอิงจากงานของ “ไฟซาล ลาติฟ เชาดูรี่” (Faizul Latif Chowdhury) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวบังคลาเทศที่สนใจพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นโดยนำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาอธิบาย

“เชาดูรี่” สรุปไว้อย่างนี้ครับว่า ปัจจุบันเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นนั้นมีแนวทางการศึกษาอย่างน้อย 13 แนวทาง คือ

1. ศึกษาถึงมูลเหตุที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นโดยอธิบายผ่านพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ (Economic causes of corruption) ตัวอย่างเช่น คอร์รัปชั่นเป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งที่สามารถอธิบายด้วยพฤติกรรมการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ

2. ศึกษาถึงกระบวนการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจของเจ้าหน้าที่รัฐ (Rent Seeking in Public offices) ทั้งนี้การจะได้มาซึ่งค่าเช่าดังกล่าวนั้น นักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐล้วนมีต้นทุนที่ต้องเสียในการได้มาซึ่งอำนาจในการตัดสินใจและใช้ดุลยพินิจ (Discretionary Power) ซึ่งถ้าเราเชื่อว่านักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านี้เป็น “สัตว์เศรษฐกิจ”เหมือนอย่างเราๆ ไม่ได้เป็นพระอรหันต์แล้วไซร้ แน่นอนครับว่าพวกเขาต้องคิดที่จะเข้าไปแสวงหาส่วนเกินให้ได้มากที่สุดภายใต้อำนาจที่เขาได้รับ (Maximize rent under discretionary power)

3. อธิบายพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐโดยใช้ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ (Corruption as an economic behavior) เช่น ใช้ทฤษฎีเกม หรือ ทฤษฎีนาย-บ่าว (Principle-Agent theory)

4. ศึกษาถึงผลกระทบจากการคอร์รัปชั่นที่มีต่อการแข่งขันในตลาดสินค้าและบริการ (Impact of corruption on competitiveness in the market for goods and services) โดยดูว่าคอร์รัปชั่นเข้าไปบิดเบือนกลไกราคาและการจัดสรรทรัพยากรไม่ให้มีประสิทธิภาพอย่างไร

5. พัฒนาตัวชี้วัดระดับการคอร์รัปชั่นของประเทศต่างๆ (Measurement of the level of corruption, comparative countries studies) เช่น การสร้างดัชนีวัดภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศต่างๆ (CPI; Corruption Perception Index)

6. ศึกษาถึงการคอร์รัปชั่นในกิจกรรมต่างๆที่ภาครัฐต้องทำ เช่น คอร์รัปชั่นในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง (Corruption in different economic activities ,e.g. public procurement, defense procurement )

7. ศึกษาถึงแหล่งที่มาของการคอร์รัปชั่น อาทิ การเก็บภาษี และ การออกใบอนุญาต ซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (Sources of corruption ; Revenue collection, Foreign aid, Foreign Direct Investment)

8. ศึกษาถึงผลกระทบของการคอร์รัปชั่นที่มีต่อการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาเศรษฐกิจรวมไปถึงระดับความยากจน (Impact of corruption on economic growth, national development and level of poverty) ทั้งนี้กรณีศึกษาที่น่าสนใจ คือ การคอร์รัปชั่นในประเทศแถบแอฟริกาซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเหตุที่ประเทศเหล่านี้ยังยากจนอยู่นั้นก็เพราะมีระดับการคอร์รัปชั่นที่รุนแรงอยู่

9. ศึกษาถึงการคอร์รัปชั่นที่มีต่อสวัสดิการสังคมและการกระจายรายได้ (Welfare impact of corruption, Income distribution resulting from corruption)

10. ศึกษาถึงภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการคอร์รัปชั่นของเหล่านักการเมืองขี้ฉ้อทั้งหลาย เช่น ยิ่งนักการเมืองคอร์รัปชั่นมากเท่าไรยิ่งไปกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจนอกระบบมากขึ้นเท่านั้น (Factors affecting corruption ,e.g. Shadow economy, Smuggling, Weak state, corruption by politicians)

11. ศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการคอร์รัปชั่นกับปัจจัยอื่นๆของสังคม เช่น การคอร์รัปชั่นกับวัฒนธรรมการอุปถัมภ์ของชาวเอเชีย , การคอร์รัปชั่นส่งผลต่อการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไร หรือ การคอร์รัปชั่นกระทบต่อการการพัฒนาเทคโนโลยีเช่นไร (Relation between corruption on the one hand and other economic social cultural aspects like technological progress, environment and ecology)

12. ศึกษาถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สัมพันธ์กับการหาวิธีการป้องกันการคอร์รัปชั่น เช่น การเพิ่มขนาดของโทษจากการคอร์รัปชั่นเท่าไรจึงจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเกรงกลัวและไม่คิดจะฉ้อราษฎร์บังหลวง การขี้นเงินเดือนข้าราชการจะทำให้การคอร์รัปชั่นลดลงจริงหรือไม่ (Economics factors relating to anti-corruption programs, e.g. optimal level of punishment for corruption)

13. ศึกษาถึงเรื่องอุปสงค์และอุปทานการคอร์รัปชั่น รวมไปถึงตลาดการคอร์รัปชั่นที่มองว่าการคอร์รัปชั่นในระดับไหนจึงจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดกับระบบเศรษฐกิจ ระดับสินบนที่ควรจะเป็นนั้นควรจะเป็นเท่าไร เป็นต้น (Demand for and Supply of corruption, optimal level of corruption, optimal level of bribery, efficiency of the market in corruption)

จะว่าไปแล้วแนวทางสุดท้ายนั้นมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับการวิเคราะห์มลภาวะ (Pollution) ในเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม หรือ ถ้าจะเปรียบให้มันง่ายขึ้นว่านักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมเชื่อว่าเราไม่สามารถกำจัดมลภาวะได้หมดสิ้น แต่เราจะทำอย่างไรให้มลภาวะดังกล่าวอยู่ในระดับที่มีประสิทธิภาพหรือ optimal มากที่สุดนั่นหมายถึง ผู้ก่อมลภาวะและผู้ได้รับผลกระทบยอมรับได้โดยไม่ได้ทำให้สวัสดิการสังคมแย่ลง เช่นเดียวกันกับ “นักเศรษฐศาสตร์คอร์รัปชั่น” ที่มองว่าการคอร์รัปชั่นนั้นไม่สามารถขจัดให้หมดสิ้นไปได้ ดังนั้นจะทำอย่างไรให้การคอร์รัปชั่นอยู่ในระดับที่ optimal มากที่สุด

ทั้ง 13 แนวทางการศึกษาที่ “เชาวดูรี่” ได้สรุปมานั้น นับได้ว่าน่าสนใจมากนะครับ ทั้งนี้เชาดูรี่ได้จัดหมวดหมู่ความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นไว้ค่อนข้างชัดเจน

นอกจากงานของเชาดูรี่แล้วยังมีนักเศรษฐศาสตร์อินเดียอย่าง “ปรานาบ บาร์ดาน” (Pranab Bardhan) ที่ได้ทำการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ดีสำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่สนใจเรื่องนี้ เช่นเดียวกับ “อาร์วิน เจน” (Arvind Jain) ที่รับหน้าที่เป็นบรรณาธิการหนังสือที่ชื่อ Economics of Corruption ซึ่งได้กลายเป็นตำราสำคัญเล่มหนึ่งในแวดวงการศึกษาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่น

กล่าวโดยสรุป นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา วิชาเศรษฐศาสตร์เริ่มขยายพรมแดนความรู้เพื่อจะอธิบายพฤติกรรมการคอร์รัปชั่นที่ว่ากันว่าไม่มีวันที่เราจะเอาชนะความโลภของมนุษย์ได้ เพราะความโลภ (Greediness) คือ มูลเหตุของการคอร์รัปชั่น อย่างไรก็ตามเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการคอร์รัปชั่นน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์เพราะอย่างน้อยเราก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าคอร์รัปชั่น คือ แรงจูงใจอย่างหนึ่งคล้ายกับ “กำไร” ของผู้ประกอบการ แต่คอร์รัปชั่นไม่ได้ส่งผลกระทบทางบวกต่อส่วนรวม หนำซ้ำยังก่อลกระทบด้านลบต่อการพัฒนาประเทศเสียอีก


เอกสารประกอบการเขียน

Chowdhury, F.L.2008. “Economic Approaches in Corruption Studies”. Fiscal Frontiers

Krueger, Ann. 1974. “The Political Economy of the Rent-Seeking Societies.” American Economic Review 64 (3): 291-303.

Rose-Ackerman S.1975. “The Economics of Corruption”. Journal of Political Economy. Vol IV:187-203


*นักวิชาการตรวจเงินแผ่นดิน 5 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ปัจจุบันลาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์