ว้อ หมาบ้ามหาสนุก : คำของคนโง่

ว้อ หมาบ้ามหาสนุก (บรรจง สินธนมงคลกุล /2551) : คำของคนโง่

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์


ยังมีหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่งที่ห่างไกลเสียจนนายไปรษณีย์บางทียังขี้เกียจดิ้นรนไปส่งจดหมาย หมู่บ้านแห่งนั้นก็เหมือนกับหมู่บ้านเล็กๆ อื่นๆ ทั่วประเทศไทย มีผู้ใหญ่บ้านที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มีลูกชายผู้ใหญ่บ้านกับพรรคพวกที่จองตำแหน่งจิ๊กโก๋ประจำหมู่บ้าน มีอาเฮียขายกาแฟที่มีลูกสาวสวย มีชาวบ้านทำการเกษตร มีเกษตรอำเภอ (หรือตำบล หรือหมู่บ้าน) และมีวัดเก่าๆ กับหลวงพ่อรูปเดียว และเด็กวัดสามสี่คน (ที่มีตั้งแต่รุ่นกระทงจนถึงรุ่นใหญ่) นอกจากนั้นก็มีหมาวัดอยู่หนึ่งตัว

วันดีคืนร้าย ชาวบ้านคนหนึ่งโดนลากไปกระซวกในทุ่ง ร้อนถึงนายเกษตรอำเภอที่ฟันธงว่าน่าจะเกิดจากการถูกกัดโดยหมาบ้า! ทีนี้ก็เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้านสิ หมาบ้าออกอาละวาด ไล่ฆ่าคนนั้นคนนี้ หนักข้อเข้าทุกคนจึงพุ่งมาที่เจ้าโชค หมาตัวเดียวประจำหมู่บ้าน ท่ามกลางโมงยามของความกลัว บางคนก็เชื่อว่าการพกน้ำไว้กับตัวจะช่วยให้พ้นภัย (เพราะหมาบ้าย่อมเป็นโรคกลัวน้ำ!) บางคนก็ออกไปตามหายอดพรานผู้สาบสูญ บางคนก็คิดจะไปตามทางการมาช่วยเหลือ บางคนก็หาเรื่องจะไปฆ่าหมาบ้าตัวนั้นเสีย และทั้งหมดคือบรรยากาศอันขบขันอย่างมืดมัวในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงแห่งนี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของ บรรจง สินธรมงคลกุล อดีตผู้ช่วยผู้กำกับ ‘แหยม ยโสธร’ หนังตลกบ้านๆ สุดดังของ เพชรทาย วงศ์คำเหลา หรือ พี่หม่ำ จ๊กมก ของคนทั้งประเทศ โดยในคราวนี้หม่ำมารับตำแหน่งโปรดิวเซอร์ (เขาได้อ่านบทหนังตอนที่ทำ บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม ภาค 2 แล้วชอบมาก แต่ไม่อยากกำกับเอง) ผลที่ได้คือหนังตลกแบบชาวบ้านที่ประจุไปด้วยกลิ่นอายแบบบ้านผีปอบตามความตั้งใจของผู้กำกับ เพียงแต่เปลี่ยนจากผีมาเป็นหมาแทน มุกตลกแบบเจ็บตัว อารมณ์ขันโฉ่งฉ่างแบบชาวบ้านที่ดูไร้รสนิยมและซ้ำซากจำเจ

ภายในช่วงสี่ห้าปีหลัง เรามักได้ยินข้อความประนามบรรดาหนังตลกโดยเฉพาะกลุ่มที่สร้างจากบรรดาตลกคาเฟ่ ข้อความเดิมๆ จำพวก หนังตลกปัญญาอ่อน หนังไร้สาระ และข้อความอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่ยังวนเวียนอยู่กับความคิดในทำนองว่าบรรดาหนังตลกที่สร้างจากตลกนั้นขาดไร้คุณค่าทางปัญญา เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกที่เต็มไปด้วยเรื่องตลกใต้สะดือและคำหยาบคาย และ ว้อ ก็ไม่ได้รอดพ้นจากคำครหานี้ (แม้ว่าผู้กำกับจะไม่ใช่ตลก แต่ชื่อของหม่ำก็ยังทำให้เชื่อได้ว่ามันจะเป็นเช่นนั้น)

หากในอีกทางหนึ่ง หากเรากลับมาพิจารณาหนังตระกูลนี้ใหม่อีกครั้ง เราก็จะพบลักษณะร่วมนอกเหนือไปจากพาเหรดตลก และมุกตลกแบบคาเฟ่ขึ้นห้าง นั่นคือการที่หนังเหล่านี้มักไม่ได้ถ่ายทำกันอย่างปราณีตมากนัก (เกือบทั้งหมดแทบจะแค่ตั้งกล้องแล้วถ่าย) ส่วนตัวเรื่องนั้นมักวนเวียนอยู่กับชีวิตของคนชั้นล่าง (หนังอย่างเทวดาท่าจะเท่ง (หนุ่มตัวประกอบคณะลิเก), ครอบครัวตัวดำ (ครอบครัวบ้านนอกที่เป็นหนี้), แหยม ยโสธร (ชาวบ้าน) หรือ อีส้มสมหวัง (ชีวิตคนในคณะดนตรีลูกทุ่ง) ล้วนกล่าวถึงชีวิตของคนเล็กๆ เหล่านี้ทั้งสิ้น) แม้หนังเหล่านี้จะไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเล่าถึงปรัชญายิ่งใหญ่ หรือสะท้อนสังคมหนักๆ หรือเป็นกระบอกเสียงของคนจน แต่ทั้งความไม่ประสาในเชิงช่างภาพยนตร์ และความไร้รสนิยมแบบคนเมืองนี้เอง ทำให้หนังเหล่านี้ ซึ่งทั้งเล่าเรื่องตะกุกตะกัก ขาดไร้ความสมจริง และไม่มีคุณค่าเชิงสุนทรียะ (สำหรับบางคน) กลับกลายเป็นหนังที่สะท้อนภาพร่างของสังคมในปัจจุบันชนิด ชอตต่อชอต ผ่านทางการหยิบมายั่วล้อแบบไม่ต้องหาจริตมาปรุงแต่ง สิ่งเกิดใหม่ในสังคม สภาพสังคม ข่าวหน้าหนึ่ง ตลอดจนเหตุการณ์ทางการเมือง ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างมุกตลก จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม หนังตลกเหล่านี้ได้ทำหน้าที่บันทึกภาพสังคมรอบตัวเอาไว้ จนเชื่อได้ว่าหลายเรื่องอาจกลายเป็นหมายเหตุทางสังคมได้ และนอกจากนั้นมันยังชิดใกล้กับสังคมจริงๆ ของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ โดยไม่พยายามจะเย่อหยิ่งแบบหนังสำหรับคนชั้นกลางในเมืองอีกด้วย

ว้อ เองก็เป็นหนึ่งในขบวนพาเหรดหนังเหล่านี้ ตัวหนังของ ว้อ นั้นเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ มันเล่าเรื่องเล่าเดิมๆ ที่เหมือนจะเหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว ไม่ใช่เรื่องยากจะคาดเดาพลอต หรือเหตุการณ์ในหนัง หลายฉากออกจะเป็นมุกตลกแบบเก่าที่ฝืดเฝือในบางคราว หยาบคายตามสมควร และไม่ได้มีอะไรประเทืองปัญญามากนัก เรื่องเล่าเกี่ยวกับชาวบ้านที่ลนลานอยู่กลางการบุกรุกของหมาบ้าจนต้องไปหลบอยู่บ้านผู้ใหญ่ ที่ทำท่อน้ำรอบบ้าน แล้วส่งคุณเกษตรอำเภอไปตามหานายพรานในตำนานมาช่วย ก่อนที่จะจบลงอย่างหักมุม และแน่นอน กว่ารัฐจะมาถึงก็ตอนจบ และในระหว่างนั้นก็เต็มไปด้วยพฤติกรรมฮาๆ ของการหนีหมาบ้าของทุกคนในหมู่บ้าน ตั้งแต่ผู้ใหญ่ ไอ้จิ๊กโก๋ หลวงพ่อ ไอ้หยอย และไอ้ผง เด็กวัด น้องกระแตและน้องบงกช (คู่ขวัญตามลำดับ)

อย่างไรก็ตาม เลยพ้นไปจากการเป็นหนังตลกแบบบ้านๆ มองจากทัศนะส่วนบุคคลของผู้เขียนกลับพบว่านี่คือหนังที่อาศัยการเปรียบเปรยผ่านการทำให้ตลกเพื่อวิพากษ์การเมืองนับตั้งแต่ยุคทักษิณมาจนถึงยุคของพลังประชาชนได้อย่างน่าสนใจ แม้เหตุการณ์ในหนังจะไม่ได้เล่นล้อกับเหตุการณ์ทางการเมืองแบบตรงไปตรงมา เรียงลำดับเวลา และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันอย่างคมคาย หรือบางทีอาจเป็นเพียงความเข้าใจเพ้อเจ้อส่วนตัวของผู้เขียนก็เป็นได้ แต่ก็อดรู้สึกสนุกกับการเปรียบเทียบนี้ไม่ได้อยู่ดี

หากตั้งต้นด้วยการให้หมู่บ้านนี้เป็นตัวแทนของสภาพสังคมไทย ที่ผู้คนหลากหลายสถานะ ทั้งผู้ใหญ่บ้าน (ผู้นำ) เกษตรอำเภอ (นักวิชาการ) ไปรษณีย์ (ที่มีเครื่องแต่งกาย ตั้งแต่หมวกกันน๊อคไปจนถึงชุดเครื่องแบบละม้ายคล้ายตำรวจอย่างจงใจ) มีชาวบ้าน มีคนหนุ่มสาว (น้องบงกช น้องกระแต ผง และหยอย) มีพวกกวนเมืองไร้พิษภัย (ลูกชายผู้ใหญ่กับลูกน้อง) มีพระ มีคนดีคนร้าย พวกเขาอยู่กันอย่างเป็นสุขร่วมกับหมาตัวเดียวของหมู่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่งหมาน้อยถูกตัดสินว่ามันคือหมาบ้า จากการเห็นกับสองตาว่ามันบ้าไล่งับไม่เลี้ยงจริงๆ แต่ที่พวกชาวบ้านทำกลับไม่ใช่การพิสูจน์ว่ามันบ้าจริงหรือเปล่า เพราะเมื่อไรที่หมาบ้าปรากฏตัว พวกเขาก็วิ่งกันกระเจิดกระเจิง ที่พวกเขาทำคือ บางคนแสวงหาที่พึ่งทางใจ (จากตรรกะส่วนบุคคล) ด้วยการแขวนน้ำถุงไว้กับตัว ไม่ต่างกับปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ ที่เฟื่องฟูและจบสิ้นลงในเวลาอันสั้น บางคนหันไปพึ่งคนนอกด้วยการปานายพรานมากำจัด ตามตำนานของนายพรานที่มีลักษณะ -ชายเหนือชาย- (ที่พอเข้าป่าก็กลายเป็นชายรักชายไปแทน จนชวนคิดเปรียบเทียบกับโลกจริงไม่ได้) พวกหนุ่มสาวนั้นแม้จะหวั่นใจไปกับสถานการณ์แต่ที่พวกเขาทำ คือการวุ่นวายอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ชาวบ้านที่หนีไม่พ้นก็ตกเป็นเหยื่อหมาบ้าไปคนแล้วคนเล่า จนในที่สุดความจริงก็มาลงเอยที่ว่า เจ้าโชค หมาประจำหมู่บ้าน เพียงถูกป้ายสีจากหมาอีกตัวที่มีลักษณะเหมือนกัน แต่เป็นหมาจากที่อื่น ผ่านทางความคิดของเกษตรอำเภอ ซึ่งในทางหนึ่งอาจเปรียบเปรยถึงระบอบทักษิณที่ถูกนำมาเขียนเสือให้วัวกลัวผ่านทางคำปราศรัย หรือบทความในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา (ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าหนังกำลังพูดความจริง เพราะที่จริงหนังอาจแค่กำลัง -พูดความเชื่อ- อยู่ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป) ที่ชวนให้คิดมากไปกว่านั้นก็คือ การบอกว่าที่แท้ที่มาของหมาบ้านั้น มาจากหมาของเศรษฐีฝรั่งที่เครื่องบินตกแถวหมู่บ้าน ไม่ต่างจากตัวแทนระบบทุนนิยมที่ขับเคลื่อนโลกทั้งใบ

ในขณะดียวกัน เราอดคิดไม่ได้ว่าความพยายามตามหานายพรานในหนังไม่ได้ต่างจากการโหยหาฮีโร่คนใหม่ของคนไทยในช่วงก่อนเดือนกันยายน จนเป็นที่มาของการร้องหา ม. 7 และนำมาซึ่งฮีโร่ในรูปของรถถังเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายน (นัยนี้ นายพรานชายเหนือชายจึงบมีความหมายลึกซึ้งมาก) แน่นอน วีรบุรุษไม่ได้นำพาอะไรมา (แถมหนังยังเฉลยตอนท้ายว่าเขาเป็นคนบ้าที่หลุดมาจากโรงพยาบาล)

และเป็นตอนท้ายนี้เองที่มีเจ้าหน้าที่มาถึง สัตวแพทย์นายหนึ่งที่รับบทโดยน้าแอ๊ด ราราบาว ออกมาพูดกับคนทั้งหมู่บ้านด้วยประโยคเด็ดว่า ‘ทำไมพวกคุณถึงเอาแต่พึ่งคนอื่น เมื่อไรจะหัดช่วยตัวเองเสียที’ ซึ่งประโยคนี้ดูเหมือนจะเป็นได้ทั้งการสรุปความของหนังและการสรุปความของการเคลื่อนไหวในประเทศได้อย่างเด็ดขาด บาดใจ (ในขณะเดียวกัน บทของน้าแอ๊ดยังยั่วล้อตัวน้าแอ๊ดเองอีกต่างหาก เพราะน้าแอ๊ดบอกว่าหมาบ้ามันไม่กัดคนดี แล้วน้าแอ๊ดก็โดนกัด!)

แต่เหนืออื่นใด ดูเหมือนบทที่เด็ดขาดและสรุปความโน้มเอียงของหนังได้ดีที่สุดคมคายที่สุดคือบทของจุ่น (รับบทโดย สายสิน วงษ์คำเหลา ) เด็กวัดรุ่นใหญ่ที่ใครๆ ในหมู่บ้านต่างก็เห็นว่าเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องรู้ราว เป็นคนที่ทุกคนไม่เอาความ ฉากหนึ่งจุ่นปะทะคารมกับนายไปรษณีย์เรื่องง่ายๆ ว่า ถ้าหมาบ้าจะกัด วิธีป้องกันง่ายๆ ก็คือ -อย่าให้มันกัด- แน่นอน ผู้ชมฮาแตก และอาจคิดว่าไอ้หมอนี่มันบ้า แต่นี่กลับคือวิธีการที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่กับหมาบ้า แต่กับสิ่งที่เปรียบเปรยกับหมาบ้าทั้งหลายด้วย และเป็นจุ่นนี้เองที่ออกมาสรุปเรื่องราวทั้งหมดของเรื่อง เมื่อจุ่นคุยกับเจ้าโชคในตอนจบว่า “เอ็งเป็นหมา น่าสงสาร พูดก็ไม่ได้ แต่ข้าสิน่าสงสารกว่า ทั้งๆ ที่พูดได้ แต่ใครๆ เขาก็หาว่าบ้า หาว่าโง่”

ข้อความของจุ่นนั้นนอกจากจะเป็นเพียงกระบอกเสียงของจุ่นแล้ว ยังเปรียเปรยได้ถึงเสียงของชนชั้นรากหญ้าที่โดนคนชั้นกลางในเมืองยัดเยียดฉลากของความโง่เง่า การตกเป็นเหยื่อของการซื้อเสียงในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ดังนั้น ถ้าจะกล่าวไปแล้ว นี่อาจจะเป็นหนังเรื่องแรกๆ ที่พูดความข้างของคน (โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน) ที่ถูกมองเป็นคนรากหญ้าและเป็นฐานเสียงของพลังประชาชน คนจนที่ไม่เคยได้รับการยอมรับความคิดเห็นมาตลอดชีวิต (นำไปสู่วิธีคิดแบบ -การเมืองใหม่- ซึ่งมีนัยยะแอบแฝงเห็นคนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่สามารถใช้ประชาธิปไตยเต็มใบได้!)

เช่นเดียวกันกับความเห็นทางการเมือง หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ถูกจริตคนชั้นกลางในเมือง และอาจได้รับฉลากแบบเดิมๆ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ถ้าหากเหตุการณ์ในหนังสะท้อนภาพสังคมไทยในยุคร่วมสมัยแล้วล่ะก็ ผลตอบรับของตัวหนัง (ที่น่าจะได้เงิน แต่คำวิจารณ์ออกมาเป็นลบ) ก็น่าจะเป็นภาพแทนวิธีคิดที่ครอบงำสังคมอยู่ได้ (เราไม่ควรลืมว่าที่แท้แล้วโลกของการพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับภาพยนตร์ รวมถึงสื่อมวลชนสนามการรองรับ ล้วนที่แท้ยังคงตกอยู่ในมือของคนชั้นกลางในเมืองทั้งสิ้น)

และไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะมีประเด็นดังกล่าวจริง หรือเป็นเพียงแค่มายาของผู้เขียน (แน่นอนว่าบทความภาพยนตร์นั้นไม่ได้สะท้อนความจริงของตัวหนังมากไปกว่าความจริงทางทัศนะของผู้เขียน) ว้อ ก็ยังคงเป็นหนังสำหรับชาวบ้าน ที่ทำเพื่อชาวบ้าน ซึ่งทำออกมาได้น่าสนใจมากๆ อยู่ดี