เดินทางระหว่างยกทรง

“เธอรู้ไหมว่า ระยะทางที่ใกล้ที่สุดระหว่างจุด A ไปจุด B คือทางไหน” เธอถามผมพลางหยิบดินสอวาดวงกลมสองวงลงบนกระดาษ

ผมชะโงกมองกระดาษแผ่นนั้น วงกลมทั้งสองวงมีตัวอักษร A และ B เขียนกำกับเอาไว้ ผมเงยหน้ามองเธออีกทีและพบว่าใบหน้ากลมรีเป็นรูปไข่ของเธอเหมือนวงกลมแต่รีสองวงบนกระดาษแผ่นนั้นอยู่เหมือนกัน

“จะไปยากอะไร” ผมตอบด้วยเสียงหัวเราะ พลางแย่งดินสอมาจากมือของเธอมา แล้วจึงลากเส้นตรงจากจุด A ไปยังจุด B “ก็นี่ไง ใกล้ที่สุด”

เธอหันมามองผมและมองอย่างนั้นอีกชั่วอึดใจใหญ่ๆ ผมสังเกตได้ว่าสายตาที่เธอมองผมนั้นแปลกออกไปจากทุกที มันเป็นสายตาที่ทำให้ผมอึดอัดจนคล้ายจะหายใจไม่ออก

“เธอแน่ใจเหรอ” เธอถามผมอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเธอกลับมาฉายแววแห่งความขี้เล่นและซุกซนเป็นปกติ แววตาแบบนี้แหละที่ทำให้สมองของผมไม่ทำงาน อืม...อันที่จริงต้องบอกว่าสมองที่อยู่ในกะโหลกเท่านั้นหยุดทำงาน แต่สมองที่อยู่ในอวัยวะที่ใช้ระบุเพศของผมต่างหากที่เป็นฝ่ายทำงานแทน

และมันก็กำลังทำงานอย่างหนักจนรูปร่างอวบอิ่มบวมเป่งได้ที่

“แน่ใจยิ่งกว่าแน่ใจ” ผมพลิกตัวให้อยู่ในท่าตะแคงข้างๆ เธอ ก่อนจะโน้มหัวลงไปใกล้ใบหน้าของเธอ ผมสัมผัสได้ถึงการตอบรับของเธอ

“แน่ใจกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว” พูดจบผมก็ก้มหน้าลงไปจูบเธอ, แน่นอน, สองประโยคหลังของผมไม่ได้กลั่นกรองมาจากมาจากสมองด้านบน แต่มันมาจากสมองด้านล่าง

แต่ใครจะสน ในเมื่อผมและสมองส่วนล่างของผมมีเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจมากกว่าอยู่ตรงหน้า

ผมและเธอ, เราจูบกันอย่างนัวเนียดูดดื่มเสียจนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าแบคทีเรียทั้งหลายที่อาศัยอยู่ตามลิ้นและผนังช่องปากของเราจะจำได้ไหมว่า ตัวมันมาจากช่องปากของใคร

เธอเบียดตัวให้ขยับแน่นชิดกับผมมากขึ้น ทั้งที่ตอนนี้เราก็แทบไม่มีที่ว่างระหว่างกันและกันอยู่แล้ว แต่ดูเหมือนเธอจะเชื่อว่ามันยังชิดใกล้กันมากกว่านี้ได้อีก มีหรือที่ผมจะไม่สนองตอบกริยานั้น แน่นอน, บดเบียดร่างกายสนองการบดบี้ของเธอ

แล้วอยู่ๆ เธอก็ถอนคันเร่งออกจากการโรมรัน และมองหน้าผมด้วยแววตาที่ผมไม่เคยเข้าใจนั้นอีกครั้ง

“แล้ว...ถ้าจุด B นั่นเป็นฉัน และเธอก็คือจุด A ล่ะ” เธอหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยคำถาม “เธอจะมาหาฉันให้เร็วกว่าการลากเส้นตรงนั้นได้ไหม”

“เส้นตรงนั้นใช่เวลาไม่นานมากหรอก” ผมตอบด้วยเสียงอู้อี้ เพราะปากและใบหน้ากำลังง่วนอยู่บนหน้าอกของเธอ

“ฉันรับรองว่าเธอจะรอไม่นาน” พูดจบผมก็ปลดบราเซียร์สีแดงของเธอออกอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้ถามอะไรผมอีกเลย

...........................................................

นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมร่วมรักกับเธอ

หลังจากนั้นเธอก็ปลาสนาการไปจากชีวิตผมราวกับหยดน้ำที่หล่นลงบนพื้นแล้วถูกเช็ดให้แห้งปราศจากร่องรอยของความเปียกชื้น เช่นเดียวกับที่เธอไม่ทิ้งร่องรอยอะไรให้ผมตามหาได้เลย เธอไม่มีโทรศัพท์มือถือ ผมเลยโทรไปหาเธอที่บ้าน แต่เธอไม่อยู่ที่บ้านนั้นเสียแล้ว

คุณป้าเจ้าของบ้านที่เธอเช่าบอกว่าเธอย้ายออกไปเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ทิ้งเพียงจดหมายสั้นๆ ว่าเธอจะย้ายออกแล้ว (สั้นมากจริงๆ) กับเงินค่าเช่าของเดือนนี้เอาไว้ให้คุณป้าและผมดูต่างหน้า ผมถามคุณป้าว่ารู้ไหมว่าเธอไปอยู่ที่ไหน คุณป้ามองหน้าผมอยู่นานก่อนจะพูดลอยๆ ออกมาว่า “คุณนี่พูดไม่รู้เรื่อง ถ้าฉันรู้ฉันก็บอกคุณไปแล้วสิ” จริงของคุณป้า

ก่อนจะออกมาจากบ้านหลังนั้น ผมขออนุญาตคุณป้าเดินเข้าไปดูในบ้าน เผื่อว่าจะพบร่องรอยอะไรบ้าง คุณป้าไม่ว่าอะไรนอกจากกำชับว่าให้ล็อกประตูตอนจะออกให้ด้วย ผมยกมือไหว้ขอบคุณคุณป้า และเปิดประตูบ้านเช่า

ผมได้ยินเสียงบ่นๆ ของคุณป้าลอยมาจากด้านหลังทำนองว่าทำบ้านเช่าก็วุ่นวายอย่างนี้แหละ “รู้อย่างนี้ทำอพาร์ตเมนต์ดีกว่า” แกว่า วินาทีนั้นผมนึกถึงวงดนตรีชื่ออพาร์ตเมนต์คุณป้าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

จริงของคุณป้าอีกครั้ง ในบ้านที่เธอเคยเช่าอยู่นี้ไม่มีร่องรอยอะไรของเธอเหลืออยู่เลยจริงๆ

หลังจากที่เดินดูจนทั่วบ้าน ผมก็ยอมแพ้และทรุดตัวนั่งลงบนบันไดขั้นที่สาม ผมใช้มือลูบขั้นบันไดไม้ที่มันแปลบปลาบเพราะทั้งถูกขัดมันและถูกใช้งานมาแรมปีพลางนึกขึ้นได้ว่าผมเคยร่วมรักกับเธอที่นี่

จากนั้น ผมก็พยายามนึกย้อนไปในอดีตที่ผมเกี่ยวโยงกับบ้านหลังนี้ ใช่แล้ว ผมเคยมาหาเธอที่นี่หก-เจ็ดครั้ง และทุกครั้งก็ลงท้ายด้วยการร่วมรักแบบบ้าระห่ำในสถานที่ที่แตกต่างกัน นอกจากบนบันไดแล้ว ยังมีห้องนอน ในครัว ในห้องน้ำ บนโซฟาในห้องนั่งเล่น

ผมพยายามคิดว่ายังมีที่ไหนที่ผมและเธอเคยร่วมรักกันแล้วผมยังไม่ได้เดินไปดูอีก

ทันใดนั้นผมก็นึกถึงซอกนั้นขึ้นมา

มันเป็นซอกเล็กๆ ที่คั่นกลางระหว่างห้องครัวและห้องน้ำ อันที่จริงมันเป็นซอกที่ไม่จำเป็นสำหรับบ้านหลังนี้เลย เธอเคยเปรยกับผมว่าไม่เข้าใจว่าคุณป้าเจ้าของบ้านเช่าสร้างซอกนี้ไว้เพื่ออะไร ผมมองมันครู่หนึ่งก่อนจะนึกสมมติฐานได้บางอย่าง นั่นก็คือตอนที่คุณป้าแกสร้างบ้านหลังนี้แกคงลืมสร้างห้องน้ำ พอนึกขึ้นได้ว่า “ตายล่ะวาฉันลืมทำห้องน้ำ” แกก็เลยต้องสร้างห้องน้ำ ทีนี้อาจเพราะเงื่อนไขทางโครงสร้างบางอย่างทำให้ไม่สามารถสร้างห้องน้ำต่อจากห้องครัวได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องสร้างทางเชื่อมระหว่างสองห้อง ซึ่งก็คือซอกนี้นั่นเอง

เธอหัวเราะเมื่อผมอรรถาธิบายจบ ก่อนจะบอกว่า “น่าเสียดายนะ ถ้ามันมีความหมายเพียงแค่เชื่อมครัวกับห้องน้ำ มันแค่ลากของสองอย่างเข้าหาและเชื่อมโยงกัน”

“ถ้าอย่างนั้นเรามาทำให้มันมีคุณค่า มีความหมายมากกว่านั้นไหมล่ะ” ผมพูดและมองเธออย่างมีความหมายบางอย่าง พลางใช้นิ้วไล้ไปตามซอกคอและปลายไรผมของเธอ

เธอรู้ว่าผมหมายถึงอะไร เธอจึงเอียงคอให้ผม

ต่อจากนั้นผมก็จูงเธอไปที่ซอกแห่งนั้น

...........................................................

ผมเดินไปที่ช่องแคบหลังบ้านแห่งนั้น สารภาพตามตรงว่าผมไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะพบอะไรที่นั่น แต่มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่เดินไป อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นที่เดียวซึ่งผมและเธอเคยร่วมรักกัน และผมยังไม่ได้เดินไปในตอนนี้

ในช่องแคบและอับแสง ใครจะไปคาดคิดว่าผมจะพบร่องรอยของเธอ

บราเซียร์สีแดงเข้มราวกับดูดเลือดในอกของเธอมาจนหมดร่างกายกองอยู่บนพื้นตรงมุมอับของซอกแคบ คุณไม่อาจมองเห็นมันถ้าคุณเพียงแค่เดินผ่าน และไม่หยุดยืนดูเหมือนที่ผมทำ

ผมจำได้ว่าบราเซียร์สีแดงแรงฤทธิ์ตัวนี้คือตัวเดียวกับที่ผมปลดตะขอของมันออกในคืนสุดท้ายของเรา แม้ไม่มีเหตุผลใดมารองรับว่ามันจะใช่บราเซียร์ตัวนั้น เธออาจมีผ้าหุ้มหน้าอกสีแดงแบบนี้สักโหลก็ย่อมได้ แต่มันเรื่องอะไรที่ผมจะคิดแบบนั้นเล่า

ผมหยิบบราเซียร์ตัวเล็กจ้อยนั้นขึ้นมาดู

แล้วผมก็พบกับสิ่งที่ผมไม่มีวันเข้าใจ บราเซียร์ตัวนั้น, ที่บริเวณเต้าสองข้างซ้าย-ขวามีบางอย่างปรากฏอยู่

มันคือตัวอักษร A และ B ตามลำดับ

ผมยืนดูบราเซียร์ปริศนานั้นอย่างสับสน หลายคำถามผุดขึ้นในหัว เธอเขียนมันไว้ทำไม เธออยากจะบอกอะไรกับผม ผมค่อนข้างแน่ใจว่าตัวอักษรสองตัวนี้คือสิ่งที่เธอต้องการบอกผมเพียงคนเดียวเท่านั้นแน่นอน

ว่าแต่มันแปลว่าอะไร

คำพูดของเธอในคืนนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง

“เธอรู้ไหมว่า ระยะทางที่ใกล้ที่สุดระหว่างจุด A ไปจุด B คือทางไหน”

คุณพระช่วย! เธอกำลังเล่นตลกอะไรกับผม เธออยากจะบอกอะไรกันแน่ A กับ B นี้มันคืออะไร ผมกับเธอ สวรรค์กับนรก ขาวกับดำ ซ้ายกับขวา หยินกับหยาง ผมนึกถึงคำสอนแรกๆ ที่อาจารย์เจไดสอนกับพาดาวัน (ลูกศิษย์) ของเขาในหนัง Star Wars ความว่า “มีสองสิ่งอยู่ในทุกสิ่งเสมอ”

แต่กับบราเซียร์สีแดงตัวนี้ล่ะ มันจะมีอะไรได้มากกว่านั้นอีก แล้วผมจะไปตามหาเธอได้ที่ไหนในโลกที่มีสองสิ่งในทุกสิ่งอย่างที่มาสเตอร์เจไดว่า ผมรู้สึกสิ้นหวังและท้อแท้ ผมหยิบบราตัวนั้นขึ้นมาสูดดมและสัมผัสได้ถึงกลิ่นกายของเธอ มันทำให้ผมร้องไห้

ผมหยิบบราเซียร์ตัวนั้นติดตัวกลับมาด้วย

...........................................................

แม้สีแดงสดอาจดูจืดจางลงไปบ้าง แต่บราตัวนั้นยังอยู่กับผมมาจนทุกวันนี้

เวลาผ่านไปสิบปี ไม่มีอะไรคืบหน้าในชีวิตของผมมากนัก ผมยังทำในสิ่งเดิมที่ผมเคยทำเมื่อทศวรรษที่แล้ว ผมมีความรัก ผมมีเซ็กซ์ ผมปลดตะขอบราเซียร์อีกเกินห้าสิบตัวโดยประมาณ

แต่มันก็แค่นั้น คล้ายทุกสิ่งในชีวิตของผมล้วนเป็นปรากฏการณ์ในช่วงเวลาหนึ่ง เกิดขึ้นและจบลง เกิดขึ้นและจบลง

เว้นก็แต่บราเซียร์สีแดงไม่สดที่มีตัวอักษร A และ B กำกับอยู่กับคำถามสุดท้ายของเธอที่ถามว่าระยะทางที่ใกล้ที่สุดจาก A ไป B มันคือหนทางไหน

สองสิ่งนี้- ดูเหมือนจะคงอยู่ในใจของผมชั่วนิรันดร์

แต่บทผมจะพบคำตอบผมก็กลับผมมันโดยง่าย

ระหว่างที่เดินอยู่ริมชายหาดในบ่ายวันหนึ่ง ผมเห็นผู้คนวิ่งกันจ้าล่ะหวั่นผ่านตัวผมไป ทุกคนมีสีหน้าคล้ายพบสิ่งที่เลวร้ายน่ากลัวที่สุดในชีวิต พวกเขาวิ่งหนีขึ้นไปทางสันเขาที่อยู่ไกลออกไป

ผมไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นนัก จนหันไปทางท้องทะเลนั่นแหละผมจึงรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คลื่นยักษ์ขนาดมหึมาสูงเทาตึกสูงกำลังม้วนตัวเข้าหาฝั่ง และผมก็รู้แล้วว่ามันสายเกินกว่าจะคิดทำอะไร

...........................................................

ความทรงจำสุดท้ายของผมนั้นเด่นชัดกว่าความทรงจำใดๆ ที่สำคัญมันเป็นความทรงจำที่พาผมหลุดพ้นไปจากพันธนาการที่ผูกโยงผมเอาไว้กว่าสิบปี

ก่อนที่จะถูกคลื่นยักษ์จะกลืนกิน โมงยามสุดท้ายของผมนั้นจดจ่อไปที่ปริศนาบนบราเซียร์คู่นั้น แล้วในชั่ววินาทีนั้นผมก็ได้คำตอบของเธอ

อันที่จริงผมพบมันตั้งแต่วันที่ผมพบบราตัวนั้นตกอยู่ในซอกหลังบ้านของคุณป้าบ้านเช่าที่ป่านนี้น่าจะทำอพาร์ตเมนต์ไปแล้วต่างหาก

ตอนที่ผมยกบราของเธอขึ้นมาสูดดมกลิ่นกาย ผมเพิ่งสังเกตได้ว่ามันมีหนทางที่ใช้ระยะทางใกล้กว่าการลากจุด A ไป B

ตอนนั้นผมจำได้ว่าตัวเองประกบบราบริเวณส่วนเต้าซ้าย-ขวาทั้งสองข้างเข้าหากัน ทำให้ A และ B อยู่ติดแนบแน่นใกล้ชิดกันมากจนราวกับจะร่วมรักกันเพื่อให้กำเนิดตัวอักษรอีกยี่สิบสี่ตัวออกมาอย่างนั้น ด้วยวิธีการนั้น เราไม่จำเป็นต้องลากเส้นใดๆ ให้ A เดินทางไปหา B เลย

คลับคล้ายคลับคลาว่าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ก็คิดเรื่องนี้ได้ แต่เขาก็คงคล้ายผม กว่าจะคิดได้ก็ไม่ทันการเสียแล้ว

ผมยืนนิ่ง รอให้คลื่นยักษ์มากวาดผมไป นาทีนั้นผมเห็นเธอสวมบราสีแดงตัวนั้นมากับคลื่นมหึมา ผมเข้าใจว่าเธอคงเดินทางจากจุด B มาหาผมที่ตำแหน่ง A เพราะรอให้คนโง่อย่างผมค้นหาคำตอบได้เองไม่ไหวแล้ว

ผมดีใจที่ได้พบเธอ และได้พบคำตอบเสียที

มีสองสิ่งอยู่ในทุกอย่าง มีสองอย่างอยู่ในบราเซียร์คู่นั้น

ผมยิ้มให้เธอ และตัดสินใจเดินทางตามเธอไป

................................


(แรงบันดาลใจจากเพลง A Journey From A To B ของ Badly Drawn Boy)


A Journey From A To B

I measured the distance from Heaven to Hell

How will we do only time will tell

Oh when you stop worrying

What anyone says doesn't mean a thing

Just tell me you're feeling it

And you're not disbelieving it

I'll pay you in kind or silver and gold

I want to ignore all the stories untold

Make me an offer I cannot refuse

You know if I win then that means you lose

Just say you believe in it

That you're not, not feeling it

Dwelling on the memories

Is such a waste of energy

It's simple when you see it in front of you

On walls, in bedrooms

Hold you're head up higher

Don't tell me you're not strong enough

If your journey's over

I hope you feel that I am the one

Only time will tell

Just say you'll be loving me

For an eternity

Oh I feel tired of all of these games

Everywhere, everything is the same

Tell me you'll promise you might come with me

The start of a Journey from A to B

I'll be happy to carry you

Even though I know I haven't got the strength to hold you

I need you more than ever before

If our journey's over

I hope that you will find someone who will love you more

Now not for the first time

What I want might not be mine

If you say you won't come along

Then I know I can't go it alone