สะบายดี หลวงพระบาง, ศักดิ์ชาย ดีนาน และ อนุสอน สิริสักดา, 2551
ช่างภาพหนุ่มลูกครึ่งลาวออสเตรเลีย ถูกส่งตัวจากที่ทำงานในเมืองไทยไปถ่ายรูปที่ปากเซ เมืองลาว บ้านเกิดของพ่อที่เขาไม่เคยไป พอไปถึงที่นั่น เขาเลยจ้างไกด์สาวที่เธอเองก็เพิ่งย้ายจากเวียงจันทน์มาทำงานปากเซได้ไม่กี่สัปดาห์ ทั้งคู่เดินทางไปด้วยกัน ค่อยๆ ทำความรู้จักกัน และตกหลุมรักกันในที่สุด นี่คือหนังพลอตเชยๆ เรื่องง่ายๆ สำหรับการขายวิวทิวทัศน์ระหว่างการเดินทาง พร้อมที่จะแกว่งไปมาระหว่างสารคดีนำเที่ยวกับหนังรักโรแมนติก หนุ่มหล่อสาวสวย กล่าวอย่างง่าย มันคือสารคดีนำเที่ยวที่มีเนื้อเรื่องอยู่หน่อยหนึ่ง
หนังประกาศตัวว่าเป็นงานร่วมสร้างระหว่างฝั่งไทยกับลาว และนับเป็นหนังลาวเรื่องแรก (ที่สร้างโดยบริษัทเอกชน) ในรอบ 30 ปี โดยใช้นักแสดงทั้งจากฝั่งไทยและลาว โดยให้ตัวละครลัดเลาจะจากใต้ขึ้นเหนือ ไปตามสถานที่สวยงามเหมาะสำหรับการท่องเที่ยว ตัวหนังจึงเป็นความตั้งใจอันน่ารักของ ศักดิ์ชาย ดีนาน ผู้กำกับที่ติดใจในบรรยากาศน่ารักน่าใคร่เมื่อครั้งไปเที่ยวลาว แล้วนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการแนะนำตัวประเทศอันน่ารักนี้ออกมาบนหนัง
หากกล่าวเฉพาะในส่วนของการเป็นหนังรัก นี่อาจเป็นหนังรักที่ทำได้ไม่เลวในแง่ของการเล่าเรื่องความน่ารักกุ๊กกิ๊กของตัวละครที่ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ส่วนหนึ่งเพราะเสน่ห์ของอนันดาและคำลี่ พิลาวง รองมิสลักซ์ของลาว ซึ่งดึงเอาความงามแบบเรียบง่ายอ่อนช้อยมาขึ้นได้อย่างพอเหมาะ (ซึ่งนักแสดงอาจทำไม่ได้ เพราะไม่ได้มีวิธีคิดแบบนั้นอีกแล้ว) พลอตในส่วนของเรื่องรักนั้นที่จริงแล้วน้อยมากจนแทบไม่มีเรื่อง เป็นเพียงการสานสัมพันธ์สั้นๆ (ที่ดูเผินๆ แทบจะเป็นแบบมิวสิควิดีโอด้วยซ้ำ) และความเข้าใจผิดเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะกลับมาทำความเข้าใจกันอีกครั้ง แล้วก็จำต้องจากกัน ในหนังรัก ความเบาโหวงของความสัมพันธ์อาจเป็นจุดอ่อนในการทำลายความเชื่อที่คนดูมีต่อตัวเรื่อง แต่ในหนังเรื่องนี้มันกลับเป็นข้อดี เพราะหนังพูดถึงตัวเอกในฐานะนักท่องเที่ยวและความสัมพันธ์เพียงชั่วงสั้นๆ ที่ประทับใจในกันและกัน แต่การก้าวไปไกลกว่านั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น (ดังนั้นตอนจบที่ละม้ายคล้าย Before Sunrise จึงเป็นตอนจบที่น่าจะดีที่สุดเทาที่หนังจะหาทางออกได้)
อย่างไรก็ดี ส่วนซับพลอตของตัวพระเอกนั้นหนังกลับทำได้น่าสนใจและสวยงามมากๆ เพราะหนังเล่าถึงเรื่องเกี่ยวกับรักเก่าของพ่อ และการไม่ได้อยู่กับคนที่ตัวเองรัก (ขอบคุณที่หนังไม่ใส่ฉากแฟลชแบคเข้ามาในช่วงนี้) เรื่องเล่าเกี่ยวกับแม่หญิงที่ชื่อ สอน ทำให้หนังมีมิติของความร้าวรานสูญเสียที่น่าสนใจกว่าคู่ของพระนางด้วยซ้ำ
กล่าวโดยรวม "สะบายดี หลวงพระบาง" อาจถูกจัดหมวดหมู่ในฐานะหนังรักอันเบาหวิวที่มีแต่ฉากสวยๆ สำหรับเป็นอาหารตาของนักท่องเที่ยวมากกว่าจะมีเรื่องเล่าที่ลึกซึ้ง ทั้งในแง่ความสัมพันธ์ของตัวละครและในแง่การเมืองระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวผมกลับรู้สึกว่าความไม่ทะเยอทะยานจะเล่าประเด็นใหญ่ๆ หรือการจะเป็นหนังที่หนักแน่น ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นการเดินทางที่สบายตา สบายใจ มีเสน่ห์แบบเงียบๆ กำลังดี เหมือนการเดินทางไปพักผ่อน
อย่างไรก็ดี ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นจะเปลี่ยนแปลงไหมเมื่อเรามองดูหนังเรื่องนี้ใหม่ในอีกทางหนึ่ง พิจารณาทั้งการเกิดขึ้น เรื่องราวในตัวหนัง และท่าทีที่หนังแสดงออกมา ใช่หรือไม่ที่ว่าในแง่หนึ่ง หนังเรื่องนี้ (และการกำเนิดของหนังเรื่องนี้) รวมไปถึงสิ่งที่หนังตอบสนอง นั่นคือในแง่หนึ่ง -การท่องเที่ยว- ทีแท้คือรูปแบบหนึ่งของวิธีคิดแบบอาณานิคม
ลองพิจารณาหนังเรื่องนี้จากอีกมุม คือหนังที่เล่าเรื่องของคนนอก จากประเทศที่เจริญกว่า เดินทางเข้าไปยังประเทศใหม่ ที่ที่เขาค้นพบความสงบเงียบเรียบง่ายของชีวิตชาวบ้าน ทัศนียภาพสวยงามแปลกตา และนอกจากนี้ยังได้พบรักและพิชิตใจกับสาวงามชาวพื้นเมืองอีกด้วย ทีนี้ลองแทนที่คนนอกเหล่านี้ด้วยภาพของเจ้าอาณานิคม และแทนภาพสถานที่ ชาวบ้าน สาวงาม ด้วยภาพของชนพื้นเมือง แล้วแทนที่ (ซึ่งเป็นการแทนที่เพียงคร่าวๆ และอาจไม่ถูกต้องทั้งหมด) การท่องเที่ยวด้วยภาพของการเผยแผ่ศาสนา การจัดตั้งโรงเรียน การสาธารณสุข หรือสำคัญกว่านั้น การทำสงครามแล้วบุกยึดเอาแผ่นดินเป็นของตัว
องค์ประกอบหลักของแนวคิดเชิงการล่าอาณานิคม ซึ่งประกอบด้วย เจ้าอาณานิคม (โดยมากคือตะวันตก หรืออาจจะหมายถึงชาติที่เจริญกว่าทางด้านความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี) ชนพื้นเมืองซึ่งอ่อนด้อย (หรือถูกนำเสนอให้อ่อนด้อย) ทั้งทางเชื้อชาติ อารยธรรม และวิทยาการความรู้ และที่สำคัญคือวิธีการ ซึ่งในอดีตมันมักผ่านทางการใช้กำลังและอาวุธเข้าบุกยึด (แบบอาณานิคมฝรั่งเศสในอินโดจีน หรืออังกฤษในอินเดีย) หรือไม่ก็มาทางการปลูกฝังทางวัฒนธรรมผ่านทางอาคารสถานที่ ไปจนถึงการบังคับใช้ภาษา การแต่งกาย วิทยาการทางสาธารณสุข ไปจนถึงการวางนโยบายทางการเมือง
ปัจจุบันนั้นการล่าอาณานิคมในรูปแบบเดิมจบสิ้นลงไปแล้ว หลายต่อหลายประเทศอาณานิคมเปลี่ยนแปลงไปในโฉมหน้าอันไม่คาดคิด ลาวก็นับเป็นประเทศหนึ่งที่ผ่านพ้นยุคสมัยการล่าอาณานิคมมาด้วยร่องรอยบาดเจ็บหลากหลาย ที่น่าสนใจคือ ตลอดการรับชมหนังเรื่องนี้ เราจะพบการบรรยายสถานที่จากน้อย ไกด์สาว โดยหลายต่อหลายครั้งนั้นอ้างอิงอยู่กับการบุกรุกของฝรั่ง ตั้งแต่อาคารเก่าในปากเซ สะพานที่ดอนเดด ล้วนเป็นองค์ประกอบเก่าแก่จากผลผลิตของยุคล่าอาณานิคมทั้งสิ้น กระทั่งคอนพะเพ็งน้ำตกใหญ่ ก็ถูกเล่าผูกพ่วงอยู่กับการที่ "พวกฝรั่ง" พยายามวางระเบิดทำลาย จนไล่ลามไปจนถึงเวียงจันทน์และหลวงพระบางอันเป็นสถานที่สำคัญของหนัง ในหลายต่อหลายส่วนก็เป็นอาคารที่เป็นผลพวงจากยุคสมัยนั้น กล่าวในอีกทางหนึ่ง ความเป็นลาวที่เราได้เห็นในหนังล้วนผูกพ่วงอยู่กับการเสพซากวัฒนธรรมจากยุคสมัยล่าอาณานิคมเสียกว่าครึ่ง (อีกครึ่งคือสภาพของเมืองล้านนาโบราณ เช่น พระธาตุภูสีหรือวัดเชียงทอง)
หากมองว่าหนังเรื่องนี้อาศัยมุมมองของคนนอกในการดำเนินเรื่อง มุมภาพที่เราเห็นเป็นมุมมองชุดคิดของคนไทยที่มองกลับไปยังลาว ทั้งในฐานะประเทศที่น่ารัก ซื่อบริสุทธิ์ ผู้คนจิตใจดีงาม ซึ่งในอีกทางหนึ่งมันคือการแสดงภาวะที่ว่าลาวด้อยกว่า ล้าหลังกว่า (ทั้งนี้คำที่ใช้อาจเป็นกล่าวที่เกินความจริงไปบ้าง แต่เป็นเพียงการเปรียบเทียบให้เห็นภาพ) คนไทยในเรื่อง ( สอน--อนันดา) ผู้กำกับ และผู้ชมชาวไทย มองลาวในฐานะดินแดนลึกลับที่น่าค้นหา น่ารัก และบริสุทธิ์งดงาม (บางครั้งก็เทียบเคียงกับเมืองไทยเมื่อสามสิบปีที่แล้ว) ความดีงามในน้ำใจของคนลาว ในฉากที่เรือมาช้า และน้อยยืนยันว่าการจ่ายเงินล่วงหน้าคือการผูกพันสัญญา ในขณะที่สอนมองว่าคือความโง่เง่า อาจเป็นฉากที่แสดงความตั้งใจดีในการแสดงภาพชุดคิดของคนลาวที่ยังคงมีคุณธรรม เป็นมุมภาพที่เชิดชูความดีงามของดินแดนลึกลับ ในทางหนึ่ง ใช่หรือไม่ว่ามันคือภาพของลาวที่เราต้องการให้ลาวเป็น ในหนังเรื่องนี้แทบไม่มีลาวด้านมืดดำ ลาวที่สกปรก หรือผู้คนอยู่กินอย่างแร้นแค้น (ฉากบ้านชาวบ้านที่ดอนคอนก็ออกมาน่ารักน่าใคร่) การสวมภาพลาวในฐานะดินแดนอันน่ารัก (หากเป็นอื่นไปจากเราในแง่ที่ล้าหลังกว่า) เป็นการมองลาวให้คล้ายกับเป็นดินแดนพื้นเมือง ยิ่งเมื่อตัวแทนของลาวคือ น้อย ซึ่งเป็นนักแสดงหญิง รวมถึงตัวละครแทบทั้งหมดในลาวก็ล้วนเป็นผู้หญิง ทั้งแม่ น้องสาว และเพื่อนของน้อย ยิ่งสวมบทบาทของชนพื้นเมืองที่สุภาพ อ่อนช้อย ในขณะเดียวกันก็อ่อนด้อย และรอคอยการมาปกป้องอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพลาวที่ไทยต้องการให้เป็น เพราะนี่ไม่ใช่หนังที่สร้างจากคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ หนำซ้ำยังถูกโปรโมตในฐานะหนังลาวอีกต่างหาก หากมันคือภาพลักษณ์ของลาวที่ลาวเองก็อยากให้ตัวเองเป็น ในทางหนึ่งคือความสุภาพ อ่อนหวานน่ารักใคร่ แต่ในอีกทางหนึ่งก็ทัดเทียมกันกับจ้าวอาณานิคม (ลองคิดเกี่ยวกับมายาคติของอาคารทรงฝรั่งที่อยู่ในดินแดนลึกลับ ให้ความรู้สึกผิดที่ผิดทาง วิเศษ และดูมีรสนิยม)
ว่ากันในทางทฤษฎี การได้มาซึ่งอารยธรรมนั้น ชนพื้นเมืองจะถูกยัดเยียดจากเจ้าอาณานิคม แต่ในหนังเรื่องนี้ (และในความเป็นจริง) เป็นตัวชนพื้นเมืองเองต่างหากที่ต้องการภาพลักษณ์เช่นนี้ ต้องการแสดงตัวเช่นนี้ (ไม่ต่างจากป้ายยิ้มสยามผู้หญิงไทยยืนไหว้ที่เห็นจนเจนตา) ดังนั้นเราไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่าการเดินทางท่องเที่ยวคือการล่าอาณานิคมแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เมื่อเราคิดว่านี่คือการที่ลาว (หรือไทย หรือดินแดนไหนในโลก) ต้องการเรียกหานักท่องเที่ยวให้มาเที่ยว เพื่อให้เงินไหลเข้าประเทศ มันก็ไม่แปลกเลยที่จะบอกว่ามันคือการยัดเยียดผ่านทางระบบทุนนิยมนั่นเอง
เราอาจแทนที่ลาวในหนังได้ด้วยสถานที่อื่น เอาอย่างง่าย (จนเจ็บปวด) ก็เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ประเทศไทย แม้หนังเรื่องนี้จะเป็นการเขม้นมอง (โดยไม่ได้ตั้งใจ) เกี่ยวกับภาพสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงอาณานิคมจากคนไทยไปยังคนลาว แต่ในฐานะเดียวกัน ไทยเองก็ถูกมองเช่นนี้จากนีกท่องเที่ยวชาติอื่น และกล่าวอย่างง่าย (ซึ่งอาจตีขลุมเกินไป) การท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน ไยมิคล้ายกับรูปแบบหนึ่งของอาณานิคมทางวัฒนธรรมเล่า นี่ยังไม่นับว่าสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต โดยเฉพาะในฝั่งเอเชียอาคเนย์ ล้วนผูกพ่วงักับรูปแบบการล่าอาณานิคมแบบเก่าอยู่อีกชั้น ราวกับว่าบรรดานักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ได้เดินทางไปสวมบทบาทเลียนแบบเจ้าอาณานิคม แล้วเสพวิญญาณการล่าอาณานิคม (การที่มีคนรับใช้/พนักงาน/เจ้าบ้าน) เป็นชนพื้นเมือง
อย่างไรก็ดี ใน "สะบายดี หลวงพระบาง" กลับน่าสนใจกว่าการเป็นเพียงหนังสำหรับการเสพภาพความเป็นอื่นและการสวมบทบาทเจ้าอาณานิคม เพราะสอนเองไม่ได้เป็นคนไทย แต่คือลูกหลานของคนลาวที่ไปจากแผ่นดินแม่ ในทางหนึ่ง การมาของสอนจึงเป็นการกลับไปเรียนรู้รากเหง้าของตนเอง ซึ่งเป็นรากเหง้าที่เขาไม่รู้จัก หนังอาจแสดงผ่านเพียงภาพการบายศรีที่ปู่จัดให้สอน แต่ที่น่าสนใจคือการที่สอนค้นพบว่าที่มาของชื่อเขามาจาก รักที่ไม่อาจสมหวังของพ่อ การค้นพบสายใยอันบางเบาของสอนต่อแผ่นดินแปลกหน้า (ที่เขากำลังสวมบทเจ้าอาณานิคม) ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำหรับการเสพภาพอาณานิคมจำลองเพียงแต่อย่างเดียว หากยังตั้งคำถามถึงบรรดาลูกหลานของชนพื้นเมืองที่เปลี่ยนบทบาทตัวเองไปแล้ว การเรียกหาด้วยการบอกว่า เรื่องที่แล้วก็ให้แล้วไปเถิด ว่างก็กลับมาเยี่ยมเยียนกันบ้าง บางทีประโยคนี้อาจไม่ได้เพียงสื่อสารกับสอน หากยังสื่อสารไปยังคนลาวในเมือง และ/หรือคนไทย ซึ่งในครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเช่นคนลาวมาก่อน (เพราะเราเองก็ยังพูดว่าที่นี่เหมือนกับประเทศไทยเมื่อสามสิบปีที่แล้ว)
แม้ที่จริงแล้ว "สะบายดี หลวงพระบาง" อาจไม่ได้ตั้งใจ/จงใจที่จะฉายภาพชุดคิดเชิงอาณานิคม แต่ภายใต้วัฒนธรรมการเดินทาง เราปฏิเสธได้ยากที่จะไม่พบชุดคิดเชิงอาณานิคมอยู่ภายในนั้น เพราะในทางหนึ่ง ความเพ้อฝันร่วมของมนุษย์ก็คือการได้ปรับสถานภาพจากคนธรรมดาไปสู่การเป็นเจ้านายในอดีต บ้างผ่านทางการทำสงครามบังคับขู่เข็ญ จวบจนปัจจุบันผ่านทางรูปแบบใหม่ๆ ที่บางครั้งเราก็หลงลืมไป

