THE HAPPENING : -เหตุการณ์- นอกกรอบ

THE HAPPENING, M. NIGHT SHYAMALAN, 2008

บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญในหนังหลายเรื่องของ M. Night Shyamalan


สิ่งนั้นเกิดขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล ไม่มีที่มาที่ไป ฉับพลันมันก็บังเกิดขึ้นแบบไม่สามารถอธิบายได้ เริ่มจากคนในสวนสาธารณะ คนที่เล่นกับหมา คนที่อ่านหนังสือ คนที่เดินเล่น จู่ๆ พวกเขาก็หยุดนิ่ง พูดตะกุกตะกักซ้ำๆ ไปมา จากนั้นลุกขึ้นมาฆ่าตัวตาย!

จากนั้นมันแพร่ขยายออกไปอย่างไม่สามารถคาดเดา ตามสวนสาธารณะ ไซต์งานก่อสร้าง ไปจนถึงบนถนน ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ผู้คนพร้อมใจกันฆ่าตัวตายหมู่อย่าน่าสะพรึงกลัว มันคือการก่อการร้ายแบบใหม่ หรือมันคือโรคร้ายที่ยังไม่มีใครรู้จัก หรือมันคือการทดลองลับของรัฐบาล ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ก็มีการประกาศออกโทรทัศน์ให้ออกจากบริเวณเกิดเหตุให้เร็วที่สุด

Elliot ครูวิทยาศาสตร์โรงเรียนมัธยม ได้รับคำสั่งจากครูใหญ่ให้ปล่อยเด็กกลับบ้านแล้วแยกย้ายกันหาที่ปลอดภัยจนกว่าเรื่องจะจบ เขานัดกับ Julian เพื่อนครูสอนเลข ว่าจะแยกย้ายกันไปเก็บของแล้วไปพบกันที่สถานีรถไฟ เพื่อเดินทางไปบ้านแม่ยายของ Julian ที่นอกเมือง Elliot กลับไปรับ Alma ภรรยาท่าทางเพี้ยนๆ ที่กำลังระหองระแหงกันอยู่ ในขณะที่ Julian กลับไปรับ Jess ลูกสาว ก่อนจะมาพบกันที่สถานีรถไฟ ภรรยาของ Julian ติดอยู่ในการจราจร แล้วจะตามมาในรถไฟขบวนหน้า

แต่ไปได้เพียงครึ่งทางรถไฟก็จอดสนิทในเมืองเล็กที่ไหนสักแห่ง ข่าวแพร่สะพัดว่าปลายทางเกิดเหตุการณ์ฆ่าตัวตายหมู่แล้ว พวกเขาไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้อีกอยู่กลางพื้นที่เสี่ยงภัยโดยไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้นหรือมันจะไปในทางใด

ภาพยนตร์หมายเลข 6 ของ M. Night Shyamalan ผู้กำกับที่เคยเป็นความหวังใหม่ของวงการฮอลลีวูด เนื่องเพราะเขาเปิดตัวด้วยหนังหักมุมสุดฉลาดอย่าง The Sixth Sense ที่นอกจากจะเล่าอย่างฉลาดแล้ว ยังเล่าชีวิตของตัวละครได้อย่างอบอุ่นอีกด้วย แต่หลังจาก The Sixth Sense หนังของ Shyamalan ก็ไม่เคยได้รับการต้อนรับขนาดนั้นอีกเลย Unbreakable และ The Village หนังเรื่องที่สองและสี่ของเขา หักมุมเรื่องไปในทิศทางที่คนดูไม่คาดฝัน ในขณะที่ Signs และ Lady in the Water หนังเรื่องที่สามและห้า ไม่หักมุมใดๆ ทั้งสิ้น

ราวกับว่าการหักมุมมอย่างชาญฉลาดคือสิ่งที่นักดูหนังหิวกระหาย พลอตหนังของ Shyamalan ที่มักเล่นกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ เช่น เด็กเห็นผี หรือ มนุษย์ต่างดาวบุกโลก นำมาซึ่งการคาดหวัง -ทางออก- ที่เข้าท่า ยอมรับได้ และบิดความคาหวังไปสู่สิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้น หากวัดกันจากจุดนั้น หนังของ Shyamalan จึงกลายเป็นหนังอ่อนปวกเปียกที่มีแต่หน้าหนังหวือหวา หากการคลี่คลายล้วนน่าผิดหวัง เพราะการคาดหวัง -พลอตหักมุม- ในหนังของ Shyamalan กลายเป็นการถูกหักหลังมากกว่าหักมุม

แต่ในทางตรงกันข้าม มันกับน่ายินดียิ่งที่ Shyamalan ก้าวข้ามการเป็นผู้กำกับหนัง thriller หักมุมแบบฉลลาดๆ ไปสู่การเป็นผู้กำกับที่หยิบจับเรื่อเล่า เทคนิค วิธีการแบบหนังเขย่าขวัญ หนังเกรดบีราคาถูก มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการเล่าเรื่องที่ไปพ้นไกลกว่าเหตุการณ์ทื่อๆ ตามพลอต ขยายไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่า หนักแน่นกว่า และเขาทำได้อย่างฉลาดแนบเนียนยิ่ง

จากหนังชีวิตความสัมพันธ์แม่ลูกใน The Sixth Sense เขาขยับไปเล่นประเด็นที่ใหญ่กว่าเดิมอย่างเช่นเรื่องของสมดุลสองด้านใน Unbreakable เรื่องของความเชื่อศรัทธา (ซึ่งเป็นได้ทั้งอ้างอิงและไม่อ้างอิงกับคริสต์ศาสนา) ใน Signs ประเด็นยูโทเปียชำรุดใน TheVillage หรือประเด็นเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในความดีงาม แบบในLady in the Water ซึ่งในสองเรื่องหลังนั้นยังสามารถตีความเชื่อมโลกกับอเมริกาหลัง 11 กันยาได้อย่างแหลมคมอีกด้วย

จริงๆ แล้วหนังของ Shyamalan ทุกเรื่องคือการเกิดใหม่ของขนบหนังที่ถูกลดค่าเป็นหนังเกรดรองเพื่อความบันเทิง ผี ซูเปอร์ฮีโร่ มนุษย์ต่างดาว สัตว์ประหลาด และนางพราย เป็นรูปแบบที่เราเห็นเจนตาจากหนังสยองขวัญเกรดบี หนังแฟนตาซีราคาถูกที่ฉายทางทีวี หรือหนังไซไฟง่อยๆ ในขณะที่ผู้กำกับคนอื่นหยิบจับหนังเหล่านั้นมาใช้อย่างเชิดชูบูชา หรือนำมาล้อเลียน Shyamalan กลับหยิบมันมาเป็นธาตุตั้งต้นในหนังของเขา หนังสยองขวัญชั้นรองถูกนำมาเป็นวัตถุดิบในการพูดประเด็นเชิงปรัชญา เป็นเหมือนเส้นกราฟ และสถิติ ที่คลี่ขยายหรือหดย่อภาพหนักๆ ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น


การหายไปของผึ้ง

เพ่งพินิจประเด็นหลักของหนัง การที่หนังเล่าเรื่องเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่ไม่สามารถอธิบายได้อย่างน่าพอใจตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องอาจทำให้คนดูรู้สึกว่านี่คือหนังไม่เอาไหนที่จบไม่ได้คลี่คลายไม่ลง ทั้งๆที่จริงแล้วตลอดทั้งเรื่องนี่คือหนังที่ทำลายวิธีคิดของคนดูโดยสิ้นเชิง ทำไมน่ะหรือ เพราะเราคือคนดูที่ยึดมั่นในวิธีคิดเชิงวิทยาศาสตร์ซึ่งอ้างอิงด้วยหลักของเหตุและผล สิ่งใดเกิดขึ้นมันย่อมมีวัตถุประสงค์รองรับ คำอธิบาย(หรือมาในรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าการหักมุม) คือสิ่งที่คนดูทวงถาม ตั้งแต่ก่อนเข้าโรงด้วยซ้ำ

แต่หนังได้ท้าทายข้อจำกัดนี้ตั้งแต่ฉากแรกๆ ของหนังเมื่อ Elliot บอกให้เด็กๆฟังถึง -ข้อจำกัดของวิทยาศาสตร์- เพราะวิธีคิดวิทยาศาสตร์นั้นยืนอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล ดังที่เขาให้เด็กๆ ท่องเกี่ยวกับการตั้งสมมติฐาน ค้นหาตัวแปร และเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด หากอย่างไรก็ตามวิธีคิดวิทยาศาสตร์ล้วนต้องอ่อนน้อมต่อข้อจำกัดของธรรมชาติ ซึ่งมีพรมแดนกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งวิทยาศาสตร์เดินทางไปไม่ถึง ดังเช่นการกฎการณ์การหายไปของผึ้งที่ไม่สามารถอธิบายได้

หนังกำหนดให้ตัวเอกเป็นครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม ซึ่งในทางหนึ่งนี่คือตัวแทนของคนผู้เชื่อมันในวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์สุดขั้ว ทุกสิ่งควรอธิบายได้เพื่อจะนำไปสู่การคาดหมาย ได้ (เช่นการรู้ว่าโรคคืออะไรแพร่กระจายได้อย่างไรจะนำไปสู่การพยากรณ์โรคว่าจะไปทางไหนและหาทางยับยั้ง) ในขณะเดียวกันหนังก็ให้เราเห็นว่าเขาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องเขาเป็นเพียงครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยม ที่พยายามอาศัยหลักคิดแบบวิทยาศาสตร์ของตนในการอธิบายสิ่งต่างๆเพื่อเอาตัวรอด แต่หนังกลับหักหลังคตัวละครด้วยการแสดงว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ของเขาเป็นเพียงความคลุมเครือไม่แน่ชัด ทั้งเรื่องที่ว่า มันมากับลม หรือติดต่อผ่านกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ หนังพิสูจน์ทั้งความเป็นไปได้ว่าจะถูกต้อง (การแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ทำให้พวกเขารอดตาย) หรืออาจผิด (การที่เชื่อว่ามันมากับลม แล้วพยายามหนีลม) วิทยาศาสตร์ในหนังเป็นเพียงสิ่งที่ตัวละครพยายามจะใช้นำทาง อธิบายสรรพสิ่ง ซึ่งที่แท้ไม่อาจจะอธิบายได้โดยสมบูรณ์

ดังนั้นการที่หนังเรื่องนี้คลี่คลายตอนจบว่า ไม่อาจรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของ -เหตุการณ์- ปล่อยทุกอย่างให้อยู่นอกขอบเขตข้อจำกัดของธรรมชาติ น่าจะเป็นเหตุที่ทำให้คนดูหงุดหงิดมากที่สุด นั่นก็เพราะคนดูดูหนังในฐานะหนังวิทยาศาสตร์ ที่พยายามอธิบายทุกสิ่งด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ (เอาเข้าจริงกระทั่งหนังแฟนตาซี หรือหนังผี เราก็ดูมัน สร้างมัน ขึ้นด้วยวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์ ในหลักว่า ผี หรือสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นผล และการหาเหตุนำไปสู่การคลี่คลายแก้ไข) ความคลุมเครือในตอนจบ ที่แท้จึงเป็นการหักหลังคนดูแบบเดียวกับที่หักหลังตัวละคร ด้วยหลักการว่าตัวละครต้องอ่อนน้อมต่อกฎธรรมชาติ ที่เหนือกว่าวิธีคิดของวิทยาศาสตร์ ดังนั้นการที่คนดูพกพาวิธีคิดแบวิทยาศาสตร์เข้าไปดูหนังเรื่องนี้ พวกเขาจึงจะไม่ได้คำตอบที่น่าพึงใจแต่อย่างใด (ดังนั้นฉากสุดท้ายของนักวิทยาศาสตร์ในทีวีจึงเป็นฉากที่น่าสนใจมากๆ) สถิติตัวเลขทางวิทยาศาสตร์ถูกเสียดสีผ่าน ครูคณิตศาสตร์ ที่อธิบายว่ามันมีขึ้นเพื่อทำให้คนอ่านสบายใจมากกว่าจะเป็นตัวเลขสำหรับอธิบายความจริง

หนังไม่ได้เรียกชื่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ใช้ชื่อหนังเพียงว่า -การเกิดเหตุการณ์ - เพราะการมีชื่อคือการระบุได้ว่า -เหตุการณ์- นั้นคือประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง ชื่อหนังที่คลุมเครือจึงเป็นการบอกใบ้ไว้ในทีว่าเรากำลังเพียงพูดถึง -เหตุการณ์- หนึ่ง ซึ่งไม่สามารถเข้าใจได้โดยง่าย


การเดินถอยหลัง

ลองกลับมาพิจารณาถึงตัว -เหตุการณ์- ในตอนเกิดเหตุนั้นเราจะมองเห็นกิจวัตรของผู้คนสะดุดหยุดล จากนั้นพวกเขาเดินถอยหลังกลับไปสองสามก้าว ย้อนพูดตะกุกตะกัก ก่อนจะลงมือปลิดชีพตัวเอง ในขณะเดียวกัน การแพร่กระจายของ -เหตุการณ์- (วัดจากจำนวนคนตาย) ก็ขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วถอยกลับลงไปอย่างรวดเร็ว หากคิดแบบเทียบเคียงทางวิทยาศาสตร์ มันก็คล้ายกับมนุษย์ที่เดินหน้าไปจนสู่จุดสูงสุด (อันอาจหมายถึงปัจจุบันขณะที่เรามาถึงจุดสูงสุดของบริโภคนิยม) ที่จุดสูงสุดการลดลงจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน (โดยการฆ่าตัวตายไม่ใช่เสื่อมสลายลงไป) ในขณะเดียวกันหนังเองก็ต้อนตัวละครจากใจกลางเมือง ถอยออกไปสู่จุดต่ำสุด จากสังคมกลุ่มใหญ่ ลดลงไปเป็นกลุ่มย่อย และเหลือเป็นเพียงหน่วยย่อยที่สุดในนามของครอบครัว (ซึ่งในหนังเรื่องนี้เป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เพราะมันคือสองสามีภรรยาที่กำลังจะเลิกกัน และหอบหิ้วลูกของคนอื่นมา) หากมนุษย์เป็นสัตว์สังคมก็เป็นสังคมนี้ที่ฆ่า เช่นเดียวกับปืนของใครคนหนึ่งถูกนำมาใช้ในการฆ่าตัวตายต่อเนื่องกันไป (ในแง่นี้ เราอาจมองปืน แทนพาหะของเหตุการณ์ในหนังมีฉากการการฆ่าตัวตายด้วยปืนอันเดียวกันอย่างน้อยสองครั้ง รวมถึงฉากสังหารโหดจากคนผู้หวาดระแวงแก๊สพิษ อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบางทีนั่นใช่หรือไม่ว่า ว่าปืน อันเป็นภาพแทนของความรุนแรง คือภาพแทนของ ตัว -เหตุการณ์- จริงๆ)

ไม่เพียงเท่านั้นหนังเดินมาสู่สุดทางในสถานที่ที่มนษย์ถูกตัดขาด Shyamalan เคยให้สัมภาษณ์ว่าสำหรับเขาความกลัวเกิดจากการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว ในหนังเรื่องนี้เขาค่อยๆโดดเดี่ยวตัวละครออกไปทีละน้อย เริ่มจากการตัดขาดจากการสื่อสาร ไปจนถึงการตัดขาดจากผู้ร่วมทางอื่นๆ จนในฉากสุดท้ายในบ้านที่ไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ เราเห็นตัวละครจนมุมอยุ่ในบ้านสองหลังที่แยกขาดจากกัน ข้างนอกคือ -เหตุการณ์- ไม่ทราบชื่อ พวกเขากลับไปสู่จุดเริ่มต้น สื่อสารกันอย่างง่ายที่สุด ผ่านทางช่องใต้ดิน แล้วตัดสินใจผเชิญหน้ากับ -เหตุการณ์- นั้น ถ้าหากว่ามันมีอยู่


แหวนเปลี่ยนอารมณ์

แต่เหตุการณ์นั้นเอาเข้าจริงแล้วอาจไม่มีอยู่ การไม่มีตัวตนของ -เหตุการณ์- ในอีกทางสะท้อนภาพความ วิตกจิรตของสังคมอเมริกันได้อย่างน่าสนใจ เพราะในช่วงที่เหตุการณ์เกิดขึ้นนั้น หนังทำหน้าที่กึ่ง road movie ด้วยการพาคนดูเดินทางไปยังที่ต่างๆและพบกับผู้คนมากมาย หนำซ้ำหนังกำหนดให้เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ซึ่งกินอาณาบริเวณของ 13 รัฐตั้งต้นเมื่อครั้งก่อร่างสร้างประเทศ หนังเริ่มต้นจากความวิตกของผู้คนในเมืองใหญ่ แรกทีเดียวมันถูกมองว่าเป็นรูปแบบของการก่อการร้าย ซึ่งเป็นภัยที่อเมริกันชนกลัวที่สุดในยุคนี้ (ลองนึกย้อนไปถึงหนังทำนองเดียวกันในยุค 90 อย่าง Outbreak มันถูกมองเป็นเรื่องของเชื้อโรค และ หนังอย่าง The Crazies ของ โรเมโรในยุค 70 ถูกมองเป็นการกระทำโดยรัฐ กลับไปในยุค 50 Invasion of Body Snatcher แทนภาพมนุษย์ต่างดาวเป็นคอมมิวนิสต์ ) จากนั้นหนังค่อยๆพาเราไปดูรูปแบบของคนอเมริกันหลากหลายแบบ ตั้งแต่กลุ่มชาวบ้านนักอนุรักษ์ ไปจนถึง คนแบบที่ตอบโต้ความกลัวด้วยความรุนแรง ในฉากหนึ่งที่เราเห็นเด็กวัยรุ่นพยายามจะบุกเขาไปในบ้านร้างและถูกปฏิเสธด้วยการยิงทิ้ง (ไม่ต่างจากการตอบโต้เหตุการณ์ณ์ 11 กันยา ด้วยการบุกอิรัก) ไปจนถึงหญิงชราคนสุดท้ายที่ ตัดขาดตัวเองจากโลก โดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจคล้ายคลึงภาพแทนของคนผู้เพิกเฉย และจมอยู่ในความหลงใหลส่วนบุคคล จนปฏิเสธความเป็นไปใดๆ หากมม่ดี้ส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเอง เหนือที่คุณป้าหวาดกลัวผู้มาเยือนมากกว่าจะสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ข้างนอกที่มีคนตายเป็นเบือ

เหตุการณ์อันไม่มีตัวตนนั้นจึงแปรสภาพไปตามความคิดของแต่ละบุคคล ไม่ต่างจากแหวนเปลี่ยนอารมณ์ที่ถูกนำมาใช้จีบสาว ไปจนถึงล่อให้หนูน้อยยิ้ม มันขึ้นกับการแทนค่าเฉพาะคน ไม่ต่างจากการตอบสนองของแต่ละผู้คนต่อ -เหตุการณ์- นั้น (น่าเสียดายที่ Shyamalan จบหนังด้วยการเอาแหวนเปลี่ยนอารมณ์มาเล่นกับการไม่รู้จักความรัก และจบหนังลงอย่างมีความหวัง ตามประสา Shyamalan)

ตัวละครของของ Shyamalan ยังคงเป็นครอบครัวกระพร่องกระแพร่งเหมือนกับเรื่องก่อนๆ (ในหนังของเขาตัวละครหลักมักมีปัญหากับพ่อแม่ไม่ก็เป็นพ่อแม่ที่มีปัญหากับลูก และในเรื่องนี้แม้ตัวละครไม่มีลูก แต่เด็กน้อยก็มีปัญหาใหญ่กว่าว่านั่นไม่ใช่พ่อกับแม่แท้ๆของเธอ) ความเชื่อเดิมๆของเขาและเธอถูกท้าทายและทำลายล้างลง (ผ่านทางการหักมุม) เช่นเดิม และแน่นอน ตัวละครของเขามักดำเนินชีวิตต่อไป ในตอนจบ โดยมากพวกเขาก้าวผ่านบางอย่าง และมีความหวังซึ่งบางครั้งมันอาจจะมากเกินไปโรแมนติกเกินไป และกลายเป็นเพียงความพยามจะพูดประเด็นใหม่ แต่ลงเอยในกรอบจำกัดเดิมๆ

อย่างไรก็ตาม ว่ากันในทางเทคนิค Shyamalan ยังคงแม่นยำในการเร้าอารมณ์และบีบอัดคนดูด้วยจังหวะภาพและการตัดต่อ The Happening คล้ายกับ Signs ในแง่ที่หนังใช้ภาวการณ์ประหลาดบีบอัดตัวละครที่ไม่รู้อะไร และไม่มีทางต่อสู้ได้ ในพื้นที่ที่แคบลง แล้ว ทดสอบตัวละครเกี่ยวกับความเชื่อศรัทธา

เหตุการณ์ในหนังจบลงอย่างคลุมเครือ เป็นเหมือนผื่นคันแห่งแรกบนร่างกาย นักวิทยาศาสตร์บอกไว้ในโทรทัศน์ การเกิดผื่นในทางวิทยาศาสตร์นั้นนั้นยังไม่สามารถอธิบายได้ มันอธิบายได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มันบอกได้ยากว่าจะเกิดขึ้นตรงจุดไหนก่อน เปอร์เซนต์ทางสถิติอาจช่วยได้ แต่นั่นเป็นเพียงความน่าจะเป็นไม่ใช่ความจริงสมบูรณ์ ที่สุดแล้วกระทั่งร่องรอยบนอวกาศ หรือ ผื่นบนร่างกายเรา เกือบทั้งหมดล้วนยังตกอยู่ในขอบเขตมืดดำที่วิทยาศาสตร์ยังเดินทางไปไม่ถึง เว้นเสียแต่เราจะทำเป็นลืมไปเท่านั้น