- สำนักข่าว Artvirus -
“Fine Art Knowledge as a System of Truths”
“Democracy at its peak is nothing else but the sensation of being free”
Lanfranco Aceti
ยโสแห่งจิตรกรเอก
คาราวาจโจ้ (Caravaggio) หรือชื่อเต็มคือ มิเคลันเจโล่ เมริซี่ ดา คารวาจโจ้ เด็กหนุ่มบ้านนอกของอิตาลี่ พาตัวเองก้าวขึ้นสู่ทำเนียบยอดศิลปินแห้งกรุงโรมด้วยงานภาพเขียนที่ล้ำยุค แหวกแนวไม่เหมือนใคร นอกจากจะปฏิเสธความงามลงตัวเชิงอุดมคติของภาพเขียนยุคก่อนหน้าแบบเดิม ๆ เช่น ที่ต้องนั่งฝึกวาดรูปกล้ามเนื้อจากประติมากรรมคลาสสิก หรือต้องร่างรูปก่อนจึงจะลงสีได้ เขากลับชอบบรรเลงสีสดโดยไม่ร่างลายเส้นก่อน หนำซ้ำยังบังอาจนำศิลปะลงไปคลุกฝุ่น เคล้าเคลียกับคราบเหงื่อ กิเลส ละโมบ ร่ำสุราเมรัยกลางวงคนบาปในตรอกซอกร้านเหล้าราคาถูก อีกทั้งยังนำเกร็ดในคัมภีร์ไบเบิ้ลมาบอกเล่าใหม่ในแบบฉบับของตัวละครติดดินที่ห่างไกลจากความทำมะทำโม แม้แต่ภาพตัวแบบหุ่นนิ่ง เช่นภาพผลไม้ที่นิยมวาดกันอย่างเลิศเลอเพอร์เฟ็คต์ ยังถูก คาราวาจโจ้ มาเสริมเติมแต่งให้มีรอยตำหนิ เพิ่มรอยช้ำที่สมจริงแบบธรรมชาติ คาราวาจโจ้ เอาใบหน้าตัวเองและหนุ่มรุ่นกระทงใกล้ตัวเป็นแบบ โดยไม่ลังเลที่จะใส่ร่องรอยความเกรี้ยวกราด ริ้วรอยไม่สมบูรณ์แบบ ผิวหน้าช้ำอมเขียว หรือกิจกรรมท่วงท่าที่ซ่อนกลโกงและความหยาบช้า
ความงามเชิงโฮโมอีโรติคฉายชัดในภาพของคาราวาจโจ้ (รสนิยมเช่นนี้เป็นที่ยอมรับได้ในสมัยนั้นมากกว่าสังคมระเบียบรัดบางแห่งในยุคนี้) เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้บุกเบิกการใช้แสงเงาแบบฉากละครในภาพที่ดูทรงพลัง มีความเข้มข้นสูงในพลังแสงจ้าที่ตัดกันอย่างรุนแรงกับเงามืด โดยเฉพาะตัวอย่างภาพ The Calling of St. Matthew ที่กลายมาเป็นต้นแบบงานศิลปะแนวบาโร้ค อีกทั้งยังส่งอิทธิพลทางเทคนิคให้งานศิลปะยุคต่อ ๆ มา เช่นการใช้แสงเงาของยอดศิลปินอย่าง เทอร์เนอร์ (Turner), แฟร์เมียร์ (Vermeer) หรือ เรมบรันต์ (Rembrandt - อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.onopen.com/2006/02/691) หรืองานภาพแสงเงาบนผนังวัดของ ปรีชา เถาทอง ซึ่งทั้งหมดสามารถกล่าวได้ว่าพัฒนารูปแบบแสงเงาต่อมาจนเป็นแบบเฉพาะของตัวเอง

The Calling of St. Matthew
ฝีมือระดับเทพกับอีโก้โอหังสูงปรี๊ดของ คาราวาจโจ้ ทำให้มีทั้งหลายคนเข็ดขยาด และมีอีกหลายคนที่ชื่นชมบูชา ก็จะมีใครนอกจากเขาอีกล่ะ ที่อารมณ์ร้อนแรงจนพลั้งมือฆ่าคนตาย ต้องหนีความผิดเอาตัวรอดไปอยู่ต่างเมือง จนภายหลังต้องวาดรูปหัวตัวเองถูกตัดใส่มาถวายให้โป๊ป (จำลองจากภาพ David with the head of Goliath) เพื่อขอนิรกรรมโทษ
ไม่ว่าจะยอมรับตัวตนของ คาราวาจโจ้ ได้มากแค่ไหน สิ่งหนึ่งทีโลกไม่อาจปฏิเสธได้ คือ ความสามารถของเขาที่ส่งให้ศิลปะก้าวไกลมาจากรูปแบบเดิม ๆ

David with the head of Goliath
ศิลปะไม่ใช่มาตรวัดทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นตัวจัดแสดงความจริงของสังคมร่วมสมัย
แล้วก็สมควรแก่เวลาที่ศิลปินควรจะหัดเซ็นเซอร์ตัวเอง?
เมื่ออิสระทางการแสดงออกทางศิลปะทางตัน ศิลปินจะทำอย่างไรได้ นอกจากจำยอมต่อความกลัว ความละอายของพวกขี้ขลาด คนหัวเก่าอิจฉา และศิลปินขี้แพ้ทั้งหลาย นิทรรศการ I am Sorry the Exhibition has been censored by the Artist ถูกทดลองจัดขึ้นเพื่อประกาศประชาธิปไตยแห่งการแสดงออกทางศิลปะ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2007 – 1 เมษายน 2008 เป็นเวลา 1 ปี
จะใช้ชื่อว่านิทรรศการก็ไม่ถูกนัก เพราะมันไม่ใช่งานที่จัดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม แต่ต้องแอบจัดกันเป็นแบบลับ ๆ ใต้โต๊ะ โดยใช้การนัดหมายผ่านอินเตอร์เน็ต แผ่นพับหรือการประชาสัมพันธ์วงใน เพื่อแสดงพลังลับ ๆ ล่อ ๆ ให้รู้ทั่วกันว่า อิสระของศิลปะในการแสดงออกไม่สมควรถูกกลุ่มคนบางจำพวกที่แห้งแล้งซึ่งน้ำบนผืนนาสมอง ซ้ำร้ายยังปลอดโปร่งจากรอยหยักของกะโหลกกะลา วันๆ ได้แต่นั่งคัดลอกความชำนาญในการใช้ความกลัวเยี่ยงสางสมีเข้าครอบงำคนอื่น
นาย Lanfranco Aceti ศิลปินหนุ่มนายหนึ่งพยายามจะใช้พิสูจน์ว่าพลังเงียบก็มีน้ำหนักในสังคม แต่สำหรับสังคม (ในกรณีนี้คือสังคมอังกฤษ) ที่หน้าไหว้หลังหลอก พวกเขาจะสามารถประกาศอิสระได้ก็เฉพาะในรูปแบบลักษณะของคนบ้าที่มีลีลาเกินจริงจนน่าขบขัน และวันเดียวที่สังคมยอมรับได้ก็คือวันที่ 1 เมษายนของทุกปี หรือ April’s Fool Day

เขานัดให้ผู้คนมารวมตัวกันในวันที่ 1 เมษายน 2007 ที่เทอร์ไบน์ฮอลล์ ในอาคาร Tate Modern พิพิธภัณฑ์เก่าแก่ซึ่งโด่งดังที่สุดของประเทศอังกฤษ แล้วอนุญาตให้ทุกคนตะโกนคำว่า I am Sorry โดยเสียงทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้และนำมาใช้ในการถกเถียงเสวนาในวาระต่อ ๆ ไป
กิจกรรมนี้ถูกรณรงค์ให้ดำเนินสืบต่อไปตลอด 1 ปีจนถึงวันที่ 1 เมษายน 2008 สำหรับผู้ไม่ประสงค์หรือไม่สะดวกจะเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงแหล่ง แม้อยู่ต่างประเทศก็สามารถร่วมแจมกับกิจกรรมนี้ โดยส่งเสียงตะโกน I am Sorry ได้ผ่านโลกอินเตอร์เน็ตที่ : www.myspace.com/lanfrancoaceti
หากสนใจก็ลองอัดเสียงส่งไป ต่อให้เกินกำหนดมาแล้ว แต่อย่างน้อยก็เป็นอีกกำลังใจหนึ่งให้ “ศิลปะ” (ที่ไม่น่าจะจำกัดแค่เพื่อศิลปินเพียงรายเดียว)
เสียงของผู้เสพศิลปะทุกคนทุกเชื้อชาติล้วนมีค่า (เหนือกว่าฝากระป๋องน้ำอัดลมยี่ห้อใดที่ใช้แลกรางวัล) อย่าปล่อยให้แสงพิสุทธิ์ต้องเหี่ยวเฉา หลงเหลือเพียงอหังการแห่งความโง่และความมืดบอดในนามของพาณิชย์ศิลป์ (ที่ผ่านสารฟอกรสนิยมสดสะอาด) ได้กำเริบต่อไปอีกนานนับศตวรรษ


