อเมริกันซับไพร์ม...สยาม—ซับอะไร?

- สันทัด โพธิสา -

fooyuck@hotmail.com


มีนักวิชาการเปรียบเปรยวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศสหรัฐอเมริกา (ซับไพร์ม) ว่า เหมือนกำลังต่อยมวย 12 ยก ซึ่งเพิ่งจะขึ้นยก 2 (เอง!?)

ฟังแล้วน่าสนใจ เพราะขณะนี้คำว่า “ซับไพร์ม” กำลังเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง แม้ทีแรกป้าขายกล้วยทอด ลุงขายก๋วยเตี๋ยว หรือน้ามอเตอร์ไซค์วินจะได้ยินแล้วเข้าใจผิดคิดว่าเป็นชื่อยี่ห้อถุงน่องรองเท้า แต่พอสื่อเริ่มตีข่าว รายงานข้อมูลข่าวสารกันเป็นเรื่องเป็นราว ตลอดจนมีนักวิชาการ-ผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านออกมาแสดงความคิดเห็น แสดงทิศทาง กระทั่งเปรียบเปรยว่า วิกฤติซับไพร์มนี้เหมือนจำนวนยกของการต่อยมวย จากเรื่องไกลข้ามทวีปก็ขยับใกล้เข้ามาถึงหน้าบ้านในที่สุด

นี่เพิ่งยก 2 เจอแย็บซ้ายไปเบาๆ ยังสะเทือนกันไปทั่วโลกเลย ก็ตามประสา “ยักษ์” แค่บิดตัวขำๆ ซักที ยังสะเทือนไปหลายลี้ แต่ให้บังเอิญว่า “ยักษ์กินแฮมเบอร์เกอร์” ตัวนี้มันดันตดซะนี่สิครับ งานนี้เลยได้เหม็นกันทั่วโลก

ไม่เหม็นยังไงไหว เพราะที่มาที่ไปของวิกฤติซับไพร์ม เอาแบบชาวบ้านเข้าใจ ก็คือการที่สถาบันการเงินในอเมริกาปล่อยสินเชื่อให้ “ฝรั่งผู้มีรายได้น้อย” กู้เงินไปซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ สำคัญตรงเป็นฝรั่งรากหญ้ากลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงในการเบี้ยวหนี้สูง

และผลก็คือ เกิดหนี้สูญ หนี้เน่า รัฐบาลสหรัฐต้องเข้ามาแก้ปัญหาสารพัดวิธี เช่น พิมพ์ธนบัตร (เค้าพิมพ์แบงค์กันง่ายๆ เพราะพี่เค้ามีหลักทรัพย์น่าเชื่อถือ แต่ดันสร้างปัญหาซะงั้น) เอาเงินไปช่วยซื้อหนี้เน่าจากสถาบันการเงิน เป็นผลทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม และแน่นอนว่า เมื่อพี่เบิ้มเบอร์เกอร์ถอยสเต็ปลงช้า น้องน้ำพริกปลาร้าอย่างเรา หรือน้องปลาดิบ น้องกิมจิ น้าครัวซองส์ ป้าขาหมูเยอรมัน ทั่วทั้งโลกก็ต้องสโลว์โมชั่ว เอ้ย ชั่นตามอย่างเสียมิได้

และนี่คือ ตดเหม็นๆ ของพี่เค้า..

แต่...โลกยุคนี้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพื่อนทรยศมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ จนนำมาซึ่งคำฮิตติดชาร์ตไม่มีตกเทรนด์อย่าง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” ทำให้กลิ่นตดกลุ่มก้อนที่สองของพี่เบิ้มลอยมาอีกครั้งหนึ่ง..

จากข้อมูลที่นักวิชาการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนขึ้น เป็นไปได้ว่ามูลเหตุของวิกฤติซับไพรม์เกิดขึ้นจากความตั้งใจของสถาบันการเงิน ที่ต้องการให้เกิดหนี้สูญ โดยหวังจะแปรเปลี่ยนหนี้เน่าเป็นสินทรัพย์เพื่อนำไปเก็งกำไรต่ออีกทอด โดยมีรัฐบาลสหรัฐสวมบทบาท “เจ้าภาพ” ดูแลจัดการกวาดเก็บทำความสะอาดให้เรียบร้อยอีกที

สิ่งที่น่าตั้งข้อสังเกตก็คือ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับคนบางกลุ่มนี้ มีผลต่อการสั่นสะเทือนของคนทั่วโลก เหตุไฉนรัฐบาลอเมริกาถึงทำตัวไหลตามน้ำ ปล่อยให้เกิดการปล่อยกู้ ให้กลไกไหลไปแบบสุ่มเสี่ยง ทั้งๆ ที่พี่เบิ้มเค้าเป็นพวกวิตกจริต-ตื่นตูม-ขี้กลัวมาแต่ไหนแต่ไร

หรือคนของรัฐนั่นเองที่มีส่วนร่วมรู้เห็น โดยที่สุดแล้วก็วางแผน “โยนความผิด” ไปให้ฝรั่งรากหญ้าตาฟ้าๆ ดำๆ และ “ผลักภาระ” ให้กับสังคมโลกที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

จากอเมริกันซับไพร์มสู่สยามประเทศ ขณะนี้คุณสมัคร-นายกรัฐมนตรีแห่งสยามคนที่ 25 ได้กลับมาผลักดันนโยบายประชานิยม ที่ดูเหมือนว่าแต่ละโครงการคุ้นหน้าคุ้นตายังกับโรเนียวนโยบายของทั่นอดีตนายกฯ คนที่ 23 ยังไงยังงั้น ทั้งโครงการบ้านเอื้ออาทร, กองทุนหมู่บ้าน ต่างๆ นานาเหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ล้วนแล้วแต่เป็นโปรโมชั่นเอาใจประชาชนรากหญ้าแทบทั้งสิ้น

สังคมตอนนี้ยังวุ่นวายอยู่กับประเด็นเลือกข้าง “เอา” หรือ “ไม่เอา” คนชื่อทักษิณ แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ได้มีคนรักคุณทักษิณ (หรือแม้แต่คุณสมัครและรมต. ขี้เหร่) แบบสุดใจขาดดิ้นหรอกครับ

แต่ (มี) กลุ่มคน...รักโปรโมชั่นของคุณทักษิณ พูดแบบบ้านๆ คือ มีเงิน มีกิน มีใช้ โดยอาศัยการเนรมิตของรัฐเป็นที่ตั้ง

อยากมีบ้าน..รัฐจัดให้

อยากมีเงิน...รัฐก็แจกให้

อยากกู้เงิน..รัฐก็จัดให้

อย่างที่รู้กันว่า เมื่อสมัยรัฐบาลคุณทักษิณมีการแจกเงินกู้กองทุนหมู่บ้าน โดยถ้าว่ากันแบบโลกในนิทาน เงินล้านนี้ก็หวังจะให้ประชาชนนำไป “สร้างโอกาส” ให้กับชีวิต แต่หากว่ากันในโลกความจริง ทุกวันนี้เงินที่ชาวบ้านแบ่งสันปันส่วนกันไป บางครอบครัวได้เสกไปเป็นมอเตอร์ไซค์ให้น้องแว๊นบอยบ้าง หรือบางบ้านก็ซื้อโทรศัพท์มือถือให้น้องก๊อยเกิร์ลบ้าง ฯลฯ (แปรธาตุกลับไปสู่วงจรธุรกิจวงวารว่านเครือของอดีตผู้นำไปได้อย่างไม่ได้ตั้งใจเลยจริงๆ (เหรอ?))

ที่สำคัญกว่านั้น ชาวบ้านเชื่อว่ารัฐให้ และไม่คิดว่าเป็นความผิดแต่ประการใด หากไม่คิดจะจ่ายคืน

สำคัญที่สุดของที่สุด--ไม่คืนแล้วยังอยากจะขอใหม่อีก

นั่นเอง จึงเป็นที่มาของความเห็นที่แตกแย้งสั่นสะเทือนชนชั้นสังคม

ระหว่างเอาทักษิณ..เพราะเลือกแล้วมีโปรโมชั่นแถมนี่หว่า

กับไม่เอาทักษิณ..เพราะนอกจากจะไม่ได้โปรโมชั่นด้วย ยังดันไปรู้ทัน ว่าเงินเหล่านั้นมันภาษีตูเองนี่หว่า

ไม่ทะเลาะกันทนไหวเหรอครับ?

ผมขอหยิบยกทรรศนะหนึ่งของคุณสุทธิชัย หยุ่น ที่น่าสนใจไม่น้อย “ดูเหมือนว่า การเมืองไทย พ.ศ. นี้ จะพอใจที่จะหาเสียงด้วยทิศทางของการทำให้ประชาชนต้องพึ่งพิงอำนาจและบารมีของคนที่มาเป็นรัฐบาลมากกว่าที่จะสร้างความแข็งแกร่งและภูมิต้านทานให้กับประชาชนในการตั้งรับกับปัญหาด้วยตัวเอง...แต่ต้องอาศัยให้คนมีอำนาจรัฐเป็นคนบงการ และกำกับวิถีชีวิตของคนทั้งประเทศ”

คงเป็นความเข้าใจผิดที่น่าเศร้าใจยิ่งนัก หากรัฐเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการ “ช่วยเหลือประชาชน” ไปเป็น “ชวนเชื่อประชาชน” และประชาชนเองก็ตีความหมายของการช่วยเหลือบิดเบี้ยวจนเกินความพอดีพองามไป

หากสังคมพอใจแค่เพียงประชานิยมเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จีรังยั่งยืน และ “รอ” ให้ผู้มีบารมีอำนาจมาป้อนอาหารให้ถึงปาก ก็คงไม่ผิดอะไรกับ “สังคมพิการ”

และหากวันหนึ่งวันใด “ผู้ให้” ยกเลิกอาหาร แล้วเรามารู้ตัวว่า มือเท้ากุดงอใช้การไม่ได้ (เพราะไม่เคยได้ใช้) เมื่อนั้น...เราคงไม่อาจตีโพยตีพายกับใครได้

แต่เราจะหวังรอให้ประชานิยมต่อๆ ไปมาช่วย เหมือนรอโปรโมชั่นโทรศัพท์มือถือออกใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด หรือจะมองหาไม้ค้ำไม้ถ่อมาพยุงตัวเองให้เดินเองเสียบ้าง..ก็ลองพิจารณากันดู

เพราะสังคมก็ต้องมีวิถีที่ต้องดำเนินต่อไป ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการณ์ซับไพร์มหรือโปรโมชั่นประชานิยมแบบไทยๆ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางความคิดของโลกยุคใหม่ การแสวงหาผลประโยชน์อาจไม่ได้มาตามทำนองคลองธรรม หากแต่มันอาจแฝงมากับปัญหาที่เป็นเพียงฉากบังหน้า

ดังนั้น มวยจะต่อยครบ 12 ยกหรือไม่ คงไม่สำคัญ เพราะดูเหมือนนักมวยจะเตรียมล้ม จัดมหกรรมแหกตาผู้ชม แถมเสียอะไรไม่ว่า..แต่ดัน “เสียค่าโง่” นี่สิเจ็บใจ

อเมริกันซับไพร์ม...ก็อย่าให้ “สยาม” ต้องซับน้ำตาตัวเอง

ในเมื่อยังไม่อยากซับ...เรามาช่วยกัน “ปรับความเข้าใจ” ซะตั้งแต่วันนี้จะดีกว่า...