บ๋อยผู้เป็นเจ้าของฟาร์ม
พ่อบอกว่า ผมต้องมีความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรหลาย ๆ อย่างถ้าทำแนวเกษตรอินทรีย์ได้ถึงจะดี ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร อาจจะรวมถึงการเลี้ยงนกอินทรีด้วยมั้ง พ่อคงฟังดูว่าฟาร์มผมยังไม่มีนกเลย แต่จริง ๆ ผมก็ไม่อยากยุ่งกับนกหรอกครับ เพราะแม่บอกว่าถ้าไก่เป็นไข้หวัดนก เจ้าของฟาร์มแย่แน่ ๆ เอาเป็นว่าผมตั้งใจจะเรียนเกษตรตอนโตขึ้นกว่านี้ก็แล้วกันครับ แต่สำหรับตอนนี้ต้องทำตามที่แม่บอก คือ ถ้าจะทำฟาร์ม ผมต้องมีที่ดินก่อน ไม่งั้นจะทำฟาร์มไม่ได้ มันยากหน่อยครับเพราะพ่อกับแม่ไม่มีมรดกให้ ผมคงต้องเก็บเงินไว้ซื้อที่ดินเอง ผมเลยเริ่มต้นด้วยการแบ่งค่าขนมผมเก็บไว้วันละสิบบาทใส่กระปุกออมสิน แม่บอกว่า กว่าจะโตผมคงซื้อที่ดินได้แน่
แต่ผมมีวิธีหาเงินเพิ่มมากกว่าแค่เก็บเงินใส่กระปุกวันละสิบบาทครับ
เริ่มต้นที่หนังสือพิมพ์ที่ผมเห็นโฆษณาฟาร์มโชคชัย ผมเห็นแม่ชอบเอาหนังสือพิมพ์ให้คนกวาดถนนหน้าบ้านบ่อย ๆ ผมถามว่าทำไมเขาต้องขอบคุณดีใจทุกครั้ง แม่บอกว่ามันขายได้ครับ พอดีปากซอยผมมีเขียนป้ายรับซื้อหนังสือพิมพ์เก่าด้วย ผมเลยลองให้พ่อพาผมแวะไปถามเขาดู เขาบอกว่าซื้อกิโลละหกบาท โอ้โฮ กล่องหนึ่งผมขายได้ตั้งหลายสิบแน่นอน ผมก็เลยขออนุญาตว่า ต่อไปผมจะเก็บหนังสือพิมพ์ที่พ่อกับแม่อ่านให้เข้าที่เรียบร้อยทุกวัน พอมันเยอะก็ให้ผมแทนการให้คนกวาดถนน แม่ตกลงทันที เพราะแม่บ่นเบื่อตามเก็บหนังสือพิมพ์ที่พ่ออ่านแล้ววางทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้อยู่แล้ว
ระหว่างที่รอเก็บเงินซื้อที่ดินอยู่นี้ ผมก็เล่นเกมส์บอยชุด ฮาร์เวสท์มูน ไปพลาง ๆ ก่อน เฉพาะตอนอยู่ที่บ้านนะครับ ส่วนตอนอยู่ที่โรงเรียน คุณครูไม่ให้เอาเกมส์ไปเล่น ผมเล่นอย่างอื่นกับเพื่อน ๆ แทน
ตอนเย็นหลังเลิกเรียนผมชอบเล่าให้แม่ฟังว่าผมเล่นอะไรกับเพื่อน ๆ บ้าง เพื่อน ๆ ผมเขามีความคิดสร้างสรรค์มากครับ คิดเกมส์มาเล่นสนุก ๆ ได้ทุกวัน อย่างวันนี้เพื่อนคนหนึ่งอยากเป็นเจ้าของร้านอาหาร มาชวนผมกับเพื่อนอีกสองคนเล่นด้วยกัน ตัวคนชวนเป็นเจ้าของร้านมีหน้าที่คิดรายการอาหาร จ่ายตลาดและทำกับข้าว เขาชวนผมให้มาทำงานด้วย ให้ตำแหน่งผมเป็นพนักงานเสริฟอาหาร เรียกผมว่าบ๋อยครับ ส่วนอีกสองคนเป็นลูกค้า มีหน้าที่ต้องหาเงิน คือหาเศษกระดาษมาทำเป็นเงิน เขียนรูปเขียนตัวเลขให้สวย ๆ เพื่อจะได้มาสั่งอาหารที่ร้านของเราได้ ผมได้เงินเดือนเดือนละแปดพันบาท รู้สึกสนุกและภูมิใจมากครับ กลับมาเล่าให้แม่ฟังนึกว่าแม่จะสนุกไปด้วย แต่แม่ดูท่าทางออกจะผิดหวัง ถามผมว่า
“อยากเป็นเจ้าของฟาร์มแล้วทำไมไปเป็นลูกจ้างเขาล่ะลูก”
ผมฟังคำถามแล้วคิดว่า แม่นี่คงไม่เข้าใจอะไรแน่เลย ต้องอธิบายหน่อยว่า
“ก็ผมต้องเก็บเงินนี่ครับ ผมยังไม่มีที่ดินก็ต้องเป็นลูกจ้างเขาไปก่อน”
แม่ฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ (ถ้าผสมภาษาอังกฤษอย่างที่ผมเรียนกับพ่อ แม่ต้องไม่ “เก็ท” แน่เลย แต่พ่อสอนไว้ว่าห้ามพูดไทยปนฝรั่งผมเลยแค่นึกเฉย ๆ ไม่ได้พูดออกมานะครับ)
“เป็นแค่ลูกจ้างจะเก็บเงินได้หรือลูก ต้องเป็นเจ้าของร้านสิถึงจะเก็บได้ ทำกี่เดือน ๆ ก็ได้แค่แปดพันใช่ไหมครับ แต่ถ้าเป็นเจ้าของร้าน ลูกค้าเยอะ ๆ ก็จะมีเงินเหลือเก็บใช่ไหมลูก”
“ใช่ครับแม่ ถ้ามีลูกค้าเยอะ ขายได้เป็นแสนเจ้าของก็มีเงินเป็นแสน มีลูกค้าน้อยเขาก็ได้น้อยอาจจะเหลือแค่ร้อยบาทหรือไม่เหลือเลยก็ได้ ส่วนผมน่ะ มีลูกค้าน้อยหรือเยอะผมก็ได้แปดพันทุกเดือน แต่แม่ครับ วันหนึ่งผมจะเสริฟอาหารขายได้ถึงแสนหรือครับ แค่นี้ก็เหนื่อยจะแย่แล้ว เพื่อนผมเขายังบอกว่า ลูกค้าแค่สองคนเขาก็ทำอาหารเหนื่อยมากแล้ว ต้องจ้างคนมาช่วยเพิ่ม”
“แล้วเขาก็จะได้เงินเยอะใช่ไหมลูก เขาแค่คิดบริหารแล้วจ้างคนมาทำ”
“อาจจะมีคนอยากมาเป็นแม่ครัวเพิ่มครับ แต่ใครจะอยากมาเป็นบ๋อยแบบผมล่ะ ห้องผมน่ะมีผู้ชายน้อยจะตาย ส่วนมากชอบเป็นลูกค้ากันทั้งนั้น”
“เห็นไหม ลูกค้าเยอะเขาต้องรวยแน่ ๆ”
“แม่ครับ ผมอยากเป็นเจ้าของฟาร์ม ไม่ได้อยากเป็นเจ้าของร้านอาหาร”
“แต่ก็เป็นเจ้าของเหมือนกันไง มันต้องรู้จักคิดแบบเดียวกัน”
ถึงตอนนี้ ผมชักไม่แน่ใจแล้วสิครับว่าแม่เข้าใจเรื่องที่เราคุยกันหรือเปล่า บางทีผมก็สงสัยเหมือนกันครับว่า ทำไมพวกผู้ใหญ่ชอบคิดอะไร เข้าใจอะไรยากจัง
“แม่ครับ แม่จะเอาอะไรกับผม นี่ผมเล่นอยู่นะครับ”
“อ้าว… แล้วเรื่องเป็นเจ้าของฟาร์มล่ะ เล่นด้วยหรือเปล่า”
“ไม่เล่นครับ อันนั้นเขาเรียกว่าฝัน แต่ที่ผมเก็บสตังค์ใส่ออมสินกับเล่าให้แม่ฟังน่ะ เขาเรียกว่าจริงครับ”
เด็กชายพลัง ภิรมย์ไชย (ไผ่)
อายุ ๙ ขวบ
หมายเหตุ : คุณระพีพรรณเขียนฝันของลูกชายมาร่วม projectdreams ด้วยคนครับ/ค่ะ
Sent: Wednesday, February 13, 2008 10:40:36 AM
To: projectdreams (projectdreams@hotmail.com)



