ความฝันของฉัน / วีรวัต
คนเราทุกคนเกิดมาล้วนมีความฝัน และความฝันก็มักจะเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ที่ถูกสะสมเพิ่มขึ้นทุกวัน
ในวัยอนุบาลผมฝันอยากบินได้ ทั้ง ๆ ที่โลกความจริงคงไม่มีมนุษย์คนไหนติดปีกด้วยน้ำผึ้งที่หาได้ตามตลาดนัด บินไปโรงเรียนโดยมีพ่อแม่บินไปส่ง พอโตขึ้นมาอีกนิด ประสบการณ์พาผมเข้ามาสู่โลกแห่งตรรกะ เหตุผล และดึงผมออกมาจากโลกแห่งจินตนาการ ทิ้งความฝันไว้ในฟากโน้น
“ผมอยากเป็นตำรวจ” เมื่อตอนประถมมีผู้ใหญ่คนหนึ่งถามผมว่า ..โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร.. เด็กครึ่งโลกคงตอบคล้าย ๆ กัน ผมยังไม่รู้จักตัวเองมากดีพอด้วยซ้ำ ผมตอบเหมือนกากบาทข้อสอบปรนัย ที่มีตัวเลือกอยู่เพียงไม่กี่ตัว เช่นหมอ พยาบาล ตำรวจ ครู ... ... ...
เวลาผ่านไป ประสบการณ์เพิ่มขึ้น เดินเข้าโลกแห่งความจริงมากขึ้น และทิ้งความฝันไป คงไม่มีเด็กมัธยมต้นคนไหนอยากมีปีกสีขาว บินไปโรงเรียนอีกแล้ว (รวมทั้งผมด้วย) มีแต่อยากมีรถขับไปโรงเรียนทั้งนั้น แต่โชคดีที่เวลานั้นไม่มีผู้ใหญ่คนไหนตั้งคำถามว่า ..โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร.. อาจเป็นเพราะ มันเป็นคำถามสำหรับเด็ก ๆ กระมัง
เข้าสู่การเรียนมัธยมปลาย เด็กทุกคนด้วยอยาก (ฝัน) เข้าคณะนั้น มหาวิทยาลัยนี้ เหมือนการตอบคำถามในวัยเด็ก แต่ต่างกันตรงที่ต้องถามตัวเอง และตัวเลือกก็มีมากมายมหาศาล อีกทั้งต้องเลือกถึง ๔ ตัวเลือก ช่วงเวลาของการโลเลจึงเกิดขึ้น ความไม่แน่ใจ การต้องค้นหาตัวเอง ผมเลือกเข้าคณะสถาปัตย์ในขณะที่คนส่วนใหญ่เลือกเรียนสาขาแพทย์ วิศวะ บริหาร หรือบัญชี ผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าคนพวกนั้นกำลังเดินตามความฝันของตัวเองหรือเดินไปตามวิถีของสังคม คนที่เลือกเรียนบัญชี เขาฝันอะไรอยู่? เพื่อนคนหนึ่งเลือกเรียน วิทยาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยชื่อดังในเมืองกรุงฯ เพียงเพื่อจะได้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยมีชื่อ พอเรียนจบเขาอยากเป็นล่ามแปลภาษา ช่างน่าตลกสิ้นดีที่บางคนลืมที่จะเดินไปตามฝัน หลงใหลในค่านิยมแปลก ๆ ของสังคม จนเสียความเป็นตัวของตัวเองไป
ผมโชคดีที่ได้เรียนในคณะที่ตัวเองชอบ ผมชอบที่จะอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ คนที่ใช้จินตนาการได้ดี ต้องสามารถแยกแยะระหว่างความจริง และจินตนาการได้อย่างดี ความฝันของผมจะเป็นจริง ถ้าผมนำพาจินตนาการของผมมาอยู่ในโลกแห่งตรรกะได้ ไม่ปล่อยมันในขณะที่กำลังเดินออกจากจินตนาการ เข้าสู่โลกอีกโลกหนึ่ง ซึ่งเป็นโลกของเรา...ตรรกะ ค่านิยม และเหตุผล
“เด็กน้อย เดินถือลูกโป่ง ออกมาข้างนอกเต็มไปด้วยลมพายุ
เด็กน้อยตัดสินใจ มัดเชือกติดกับแขนตัวเอง แทนที่จะกำมันอย่างแผ่วเบา”
วีรวัต จันทร์กิติสกุล
อายุ ๒๒ ปี



