วิถีแห่งนักล่าบนหนทางของความแตกต่าง

- มนตรี คำสิงห์ -


ตุลาคม ๒๕๔๙

บึงละหาน อ. จัตุรัส จ. ชัยภูมิ


๑...

“พ่อใหญ่...จะไปไหนแต่เช้า” ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้พบกับ ตาสมาน บนผืนฝั่งเหมือนเช่นในวันนี้ “จะไปใส่เบ็ดจักหน่อย วันนี้ขี้คร้านออกเรือ เมื่อย” ควันจากยาเส้นส่งกลิ่นฉุนบางๆเจือจางมาตามสายลมหนาว “ตอนเที่ยงกินข้าวนำกันเด้อ ผมจะเอาปลาข้อ (ปลาช่อน) มาฝาก” น้ำมิตรและความเอื้ออาทรที่เกิดขึ้นพบเห็นได้มากมายตามรายทางล้อมรอบบึงน้ำแห่งนี้ คันเบ็ดที่พาดพักอยู่บนบ่ากับท่วงท่าและรอยยิ้มอันเปิดเผย มันเป็นภาพที่ติดแน่นอยู่ในรอยจำนับตั้งแต่วันแรกที่ผมได้เข้ามาเยี่ยมยาม “บึงละหาน” กระทั่งวันนี้ภาพดังกล่าวยังคงฉายซ้ำอยู่เหมือนเช่นเคย แต่ที่ดูต่างออกไปจากวันวานคงเป็นความสนิทสนมของผมกับ ตาสมาน ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม...

ทางเดินทอดยาวไปสู่ซุ้มบังไพรที่อยู่ไม่ไกลจากดงต้นธูปฤาษีมากนัก ผมยืนมองแผ่นผ้าพลาสติกกำลังถูกโบยตีจากสายลมด้วยความทดท้อ เมื่อรู้ว่าตนเองต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับความร้อนร้ายภายในพื้นที่อันคับแคบเป็นเวลานาน แต่ด้วยความงดงามในวิถีของสรรพชีวิตบนบึงน้ำ มันกลับทำให้ผมมีพลังใจมากกว่าความเหน็ดหน่ายจากอุปสรรคของสภาพอากาศ ทางเข้าบังไพรถูกเปิดขึ้นก่อนที่ผมจะมุดหายเข้าไปในอาณาบริเวณเล็กๆแห่งนั้น...


๒...

ลมเย็นจากบึงน้ำปะทะเข้ากับผนังพลาสติกดูไหววู่ราวกับมีชีวิต เมื่อมองผ่านช่องสายตาออกไปยังแผ่นน้ำเบื้องนอก บทละครแห่งธรรมชาติได้เริ่มต้นดำเนินไปตามบทบาทของตนเอง เรือยนต์ที่แล่นออกจากฝั่งเมื่อหัวรุ่งกลับคืนสู่ผืนแผ่นดินเพื่อนำผลิตผลจากท้องน้ำมาแลกกับรายได้เหมือนดังเช่นทุกวัน ภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผู้คนในแถบถิ่นรายรอบคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดี สองมือที่กร้าวแกร่งในการบังคับทิศทางเรืออีกทั้งสองตาที่อ่านร่องน้ำได้ทะลุทุกริ้วคลื่น พวกเค้าล้วนซึมซับเอาบทเรียนดังกล่าวมาจากผู้อาวุโสภายในหมู่บ้านแทบทั้งสิ้น แต่ในวันนี้ช่วงอายุของผู้คนบนลำเรือกลับหลงเหลือแต่เพียงผู้สูงวัยเท่านั้น ลูกหลานวัยเยาว์ต่างหลบหายเข้าสู่การเรียนรู้ตามกระแสสังคมจนหมดสิ้น เครื่องมือหาปลาถูกทิ้งร้างไว้ตามรั้วบ้านจนหลายสิ่งผุกร่อนแทบไม่หลงเหลือกลิ่นคาวปลาให้คำนึงถึงวิถีเดิมๆกันอีกแล้ว...

หลายวันที่ผมเฝ้าสังเกตชีวิตของนกเป็ดผีเล็กครอบครัวหนึ่ง นับจากวันแรกที่เจ้าตัวน้อยออกจากไข่จนกระทั่งมาถึงวันที่ทั้งสองแหวกว่ายตามติดผู้เป็นแม่ไปอย่างคล่องแคล่ว พฤติกรรมและภาพในช่วงเวลาที่ผ่านมาเปรียบเสมือนเป็นหัวหมุดที่คอยตอกตรึงไม่ให้ผมละสายตาไปจากมันแม้สักเสี้ยวนาที สำหรับตัวผมเองแล้วก่อนหน้านี้การดูนกเป็นเพียงกิจกรรมผ่อนคลายและเพื่อเพิ่มรายชื่อลงในสมุดบันทึกหาได้มีสาระใดๆมากกว่านั้น ต่อเมื่อได้เข้ามาสัมผัสพวกเค้าแบบใกล้ชิดเช่นนี้มันทำให้ผมมองเห็นความเป็นชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม...

เสียง วี้ด วี้ด วี้ด แหลมเล็กดังมาจากด้านหลังก่อนที่เจ้าตัวจะมาหยุดอยู่ไม่ไกลจากตัวผมมากนัก และนั่นคือสัญญาณบอกให้รู้ว่าอีกไม่นานความอบอ้าวจะเข้ามาปกคลุมทั่วพื้นที่แคบๆแห่งนี้ สุ้มเสียงเล็กๆที่คอยย้ำเตือนให้เราได้เตรียมใจก่อนจะพบกับอุปสรรคนั้นดูจะเป็นความเอื้ออาทรอย่างหนึ่งของธรรมชาติ แต่ในทุกวันนี้สำเนียงดังกล่าวมันกลับเบาบางและแหบพร่าเสียจนไม่อาจทัดทานต่อความอึกทึกของกระแสโลกได้

ตำแหน่งที่เจ้านกกระเต็นน้อยธรรมดา ผู้เป็นเจ้าของเสียงเกาะอยู่นั้นเป็นจุดที่ผมมองเห็นได้อย่างชัดเจนหากนี่คือการไล่ล่าเพื่อเอาชีวิต เพียงระยะห่างเท่านี้เจ้ากระเต็นน้อยธรรมดาคงไม่มีโอกาสหลุดรอดกลับไปขยายเผ่าพันธุ์ยังที่ที่มันจากมาได้อย่างแน่นอน และถึงแม้เราจะอยู่ไม่ไกลไปกว่าแรงหายใจแต่ผมกลับละเลยไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนัก ด้วยที่ความสนใจทั้งมวลตกอยู่กับนกเป็ดผีเล็กครอบครัวนั้นนั่นจึงทำให้สิ่งอื่นๆดูด้อยความสำคัญลงไป

เมื่อได้รู้จักมักคุ้นกับ ตาสมาน แล้วนั่นหละรายละเอียดในชีวิตของเจ้านกกระเต็นน้อยธรรมดาจึงเริ่มกระเด็นกระดอนเข้ามาสู่ห้วงการรับรู้ของผมทีละน้อย...


๓...

แม้ขณะนี้ยังอยู่เพียงช่วงสายของวันแต่เปลิวแดดกลับไม่ยอมอ่อนข้อให้กับเวลา มันยังคงสาดส่องความร้อนแรงลงมาสู่ซุ้มบังไพรอย่างไม่ลดละ สายลมที่พัดผ่านในบางเวลาเพียงช่วยขับไล่เอาความอบอ้าวออกไปชั่วครู่ก่อนที่ความร้อนร้ายจะกลับคืนมาเยือนอีกหน เสียงวัตถุบางอย่างกระทบกับผิวน้ำเรียกความรู้สึกให้มาอยู่กับตนเองก่อนที่มันจะหลุดหายไปกับความเลวร้ายของบรรยากาศ นกกระเต็นน้อยธรรมดา เริ่มต้นงานแรกของวันหากในครั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นเพียงความว่างเปล่า ขนที่เปียกปอนถูกสลัดเอาความชื้นทิ้งไปและเริ่มต้นเฝ้ารอเหยื่ออีกครั้ง

นกกระเต็นน้อยธรรมดา(Common Kingfisher) พบครั้งแรกที่ประเทศอียิปต์ ทั่วโลกมีทั้งหมด ๘ ชนิดย่อยพบในไทย ๑ ชนิดย่อยคือ Alcedo atthis bengalenis Gmelin และเป็น ๑ ใน ๑๕ ชนิดของตระกูลนกกระเต็นที่พบในบ้านเรา ด้วยสถานะภาพของการเป็นนกอพยพเราจึงสามารถพบเห็นนกกระเต็นน้อยธรรมดาได้เพียงปีละครั้ง การเดินทางไกลนับหมื่น-พันกิโลเมตรเพื่อหลีกหนีความหนาวเย็นจากทางตอนเหนือของทวีปมาสู่แหล่งที่อบอุ่นกว่าถือเป็นอีกวิถีหนึ่งที่น่าเรียนรู้...

สีสันอันสดสวยและรูปร่างที่น่ารักชวนมองเป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ผู้พบในครั้งแรกหลงรักมันได้อย่างไม่ยากเย็นนักผมเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น เมื่อครั้งเริ่มต้นดูนกผมตื่นเต้นและชื่นชมเจ้านกกระเต็นน้อยธรรมดาเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเจอะเจอที่ไหนเป็นต้องยกกล้องขึ้นส่องดูทันที ต่อเมื่อเวลาได้เปลี่ยนไปนกชนิดใหม่เข้ามาสู่สมุดบันทึกเพิ่มมากขึ้นนกกระเต็นน้อยธรรมดาที่เคยงดงามก็เริ่มลดความสำคัญลง คนเรามักเป็นเช่นนี้เสมอความแปลกใหม่ใดๆล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้และหากได้เข้าไปเกาะเกี่ยวสัมพันธ์ด้วยแล้วความคุ้นเคยมันกลับทำให้คุณค่าที่เคยมีลดน้อยลง จนกระทั่งผมได้กลับมาใกล้ชิดกับนกกระเต็นน้อยธรรมดาอีกครั้งจึงทำให้ผมรู้ว่าคุณค่าของมันยังคงอยู่เหมือนเช่นเดิมมีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่เปลี่ยนไป เสียงตูมครั้งที่สองดังขึ้นหลังจากเฝ้ารอมานานนับชั่วโมง ก่อนที่เจ้าตัวจะกลับมาเกาะยังจุดเดิมพร้อมกับความว่างเปล่า ลายเปรอะที่หน้าอกของมันบอกให้รู้ว่ายังอยู่ในวัยหนุ่มเวลาของการเติบโตยังเหลืออยู่อีกมาก ดังนั้นความผิดพลาดดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนบทเรียนให้กับเจ้าตัว และกว่าที่มันจะเติบใหญ่ขึ้นเป็นผู้ล่าที่ช่ำชองมันคงต้องคุ้นเคยกับความผิดหวังให้ได้เสียก่อน ในฤดูหนาวถัดไปเจ้านกกระเต็นน้อยธรรมดาคงกลับมาพร้อมกับวัยและวันที่เติบโตเต็มหนุ่มหากไม่เกิดความผิดพลาดใดๆระหว่างการเดินทางอันยาวไกล...

ความร้อนแรงของเปลิวแดดไม่มีผลกระทบต่อเจ้านกกระเต็นมากนัก หากสำหรับตัวผมแล้วมันกลับเป็นในสิ่งตรงข้ามการแข็งขืนต่อธรรมชาติดูจะเป็นข้ออ่อนด้อยของมนุษย์กระหม่อมบาง นกกระเต็นน้อยธรรมดาเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาแสงแดดเพื่อไม่ให้เงาตนเองตกกระทบไปบนผิวน้ำซึ่งมันจะทำให้เป็นจุดสังเกตของหมู่ปลา สายตาที่จดจ้องกับอาการอันสงบเยือกเย็นไม่ยี่หระต่อแสงแดดวิถีเช่นนี้พวกมันล้วนเรียนรู้มาจากการนำชีวิตตนเองเข้าไปคลุกคลีกับธรรมชาติอย่างหนักหน่วงจนก่อให้เกิดเป็นท่วงทำนองเฉพาะตัว และทันทีที่พบเหยื่อการกระโจนลงสู่แผ่นน้ำจึงเกิดขึ้น...ความสำเร็จได้มอบรางวัลในการจู่โจมครั้งที่สามนี้เอง แม้รางวัลจะมาช้าแต่เมื่อมาถึงแล้วคุณค่าของมันจะติดตรึงอยู่กับผู้เฝ้ารอต่อไปอีกนานเท่านาน การล่าเกิดขึ้นอีก ๒-๓ ครั้งความผิดหวังเริ่มถอยห่างออกไปจากเจ้านกกระเต็นน้อยทีละก้าวก่อนที่มันจะบินจากไปพร้อมกับเสียงแหลมเล็กอันเป็นเอกลักษณ์ตามทิศทางที่จากมา

เพียงแค่ปลาเล็กๆไม่กี่ตัวพออิ่มท้องเจ้านกกระเต็นก็ยุติการล่าลงแต่เพียงเท่านั้น ทุกครั้งที่เฝ้าดูผมไม่เคยเห็นมันล่าเพื่อความสนุกสนานเลยแม้แต่น้อย การดำรงตนแต่พอเพียงดูจะเป็นอีกวิถีที่ไม่ว่ามันจะอยู่ ณ ซีกโลกใดเจ้านกกระเต็นน้อยธรรมดาก็ยังคงรักษาครรลองอันน่าศรัทธานี้เอาไว้ได้อย่างมั่นคง...

ผมกลับออกจากบังไพรภายหลังการจากไปของเจ้านกกระเต็นเพียงเล็กน้อยเพื่อมาตามสัญญาของ ตาสมาน ณ เพิงเล็กๆริมน้ำควันไฟสีขาวนวลเคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้าพร้อมกับกลิ่นหอมจากปลาเผากระตุ้นเร้าให้ผมต้องเร่งรุดเข้าไปหามัน “วันนี้แดดแรงกว่าเมื่อวานหลาย เป็นจั้งได๋นั่งอยู่ในผ้าพลาสติกบ่ร้อนติ” ผมพยักหน้าแทนคำตอบ “ผมได้ปลาข้อ (ปลาช่อน) มาสองตัวเอากินเที่ยงตัว อีกตัวเก็บกินแลง”ชีวิตที่ดิ้นขลุกขลักอยู่ในข้องเป็นสิ่งยืนยันถึงคำพูดของแก

กว่า 50 ปีที่ ตาสมาน ผูกพันกับบึงน้ำ นับจากวันแรกที่ผิวเท้าแตะท้องเรือเพื่อติดตามพ่อมานั้นแกก็ไม่เคยคิดจะละทิ้งผืนน้ำแห่งนี้อีกเลย เรียกได้ว่าพื้นที่กว่า ๑๕,๐๐๐ ตารางเมตรของบึงละหานแกเชี่ยวชาญและรู้ลึกในทุกร่องน้ำ “ให้ผมเลิกหาปลา ผมบ่รู้จะไปเฮ็ดอีหยัง” ตาสมานมักเปรยให้ผมฟังเช่นนี้เสมอภายหลังที่ญาติพี่น้องขอร้องให้เลิกหาปลาด้วยความห่วงใยในสังขารอันร่วงโรย “ผมบ่เป็นหยังดอกแข็งแรงปานนี้ เดี๋ยวคอยดูเด้อ น้ำซี (แม่น้ำ ชี) ดันขึ้นปีหน้าผมจะหาปลาให้พวกเขาได้ออกรถใหม่กันโลด” เสียงหัวเราะอันแหบพร่าบ่งบอกให้รู้ถึงความผูกพันธ์ที่มีต่อบึงน้ำและอาชีพประมงได้อย่างลึกซึ้ง

ในทุกเช้ามืด ตาสมาน จะออกเรือพายที่หลงเหลือเพียงลำเดียวเพื่อไปเก็บกู้ ลอบ จำนวนกว่า ๓๐ ตัวที่วางกระจายอยู่ทั่วบึงจนกระทั่งถึงช่วงสายของวัน ตาสมาน จึงจะกลับคืนขึ้นสู่ฝั่งเพื่อนำปลามาขายให้กับแม่ค้าที่รอรับอยู่ริมบึง “ได้เงินทุกวัน วันละ ๒๐๐-๓๐๐ ถ้าผมขยันหามากกว่านี้คงจะได้หลายอยู่ดอก แต่บ่รู้จะเอาไปเก็บไว้ไหนแค่นี้ก็เหลือใช้แล้ว”

มีบางวันที่ ตาสมาน งดออกเรือและหันไปคว้าคันเบ็ดพร้อมเหยื่อไส้เดือนมุ่งหามุมสงบเพื่อเฝ้ามองบึงน้ำมักจะกลับมาพร้อมปลาที่พอเพียงสำหรับหนึ่งวันเสมอ แต่ระยะหลังมานี้แกลดจำนวนเที่ยวการออกเรือลง คันเบ็ดถูกใช้งานมากขึ้นกว่าเดิม “เดี๋ยวนี้เมื่อยกว่าแต่ก่อนหลาย ปวดแข้งปวดขาไปหมด ไปซิดเบ็ด (ตกปลา) ดีกว่า ถ้าอยากใช้เงินค่อยออกไปวางอีหลง (ลอบ) เอา” ด้วยวัยเกือบ ๗๐ ปีการปลีกตัวเพื่อแสวงหาความสงบดูจะเป็นทางออกที่แกพึงพอใจ...

การทำประมงภายใน บึงละหาน ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าของโลกเทคโนโลยี เรือพายถูกแทนที่ด้วยเรือยนต์ ปู ปลาที่เคยหาแต่พอกินกลับเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนมันไม่สามารถผลิตเผ่าพันธุ์ให้พอเพียงกับความต้องการของผู้คน ปลาหลายชนิดสาบสูญไปจากบึงน้ำ ส่วนที่เหลืออยู่ก็เพียงรอเวลาที่จะเป็นรายต่อไปเท่านั้น “ไม่ใช่บ่อยากได้อย่างเขา แต่ผมกลัวเพราะเรือมันเร็วหลายเดี๋ยวจะเอาบ่อยู่ ผมมันปากเดียวท้องเดียวไม่รู้จะเอาไปมากทำไม อะไรที่มันเร็วๆและมากๆมันบ่ดีดอกเดี๋ยวมันจะทับเราตายเปล่าๆ”...


๔...

ณ ด้านหนึ่งของบึงน้ำผมเอนหลังลงบนผิวดินลูกรังที่เพิ่งถูกไถกลบทับดงต้นธูปฤาษีให้กลายเป็นถนนแห่งใหม่ ข้างตัวผม ตาสมาน กำลังปล่อยสายตาไปยังเวิ้งน้ำเบื้องหน้า การดำเนินชีวิตด้วยความสันโดษเช่นนี้คงจะทำให้แกไม่ทุกข์ร้อนต่อความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ตาสมาน มักเล่าถึงเรื่องราวของหลานๆที่นับวันจะถอยห่างออกจากวิถีชาวประมงมากขึ้นทุกที “ชวนมันลงเรือมันบ่มาซักคน หนีหายหมด เฮ้อเรือนี้ผมบอกพี่น้องแล้วว่าถ้าตายก็เผาไปด้วยเพราะมันคงไม่มีใครมาใช้ต่อแล้วหละ”...

รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันยับย่นเมื่อทุ่นจมหายไปในผืนน้ำ ตาสมาน ตวัดคันเบ็ดด้วยความชำนาญ ปลาช่อนตัวที่สามของวันดิ้นพล่านอยู่ในอากาศก่อนที่มันจะถูกจับลงในข้อง “เจ้าเอาไปตัวนึงเด้อ วันนี้ได้เกินมา ข้อยกินบ่หมด” สายเอ็นถูกพับพันไว้รอบคันเบ็ดไม้ไผ่ เหยื่อไส้เดือนที่เหลือแกโยนลงสู่บึงน้ำ “เอ้า แบ่งๆกันกิน” ...สายลมอ่อนพัดผ่านอยู่ในช่องว่างระหว่างวันและวัยของเราทั้งสอง คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ผมจะเดินทางไปถึงวิถีอันสงบและเยือกเย็นดังเช่นที่ ตาสมาน ได้ไปถึงก่อนหน้านั้นแล้ว และในเส้นทางเดียวกันนี้เองผมมองเห็นเจ้ากระเต็นหนุ่มเมื่อช่วงวันบินเคียงคู่ไปกับตาสมานไม่ห่างกันมากนัก แม้ทั้งสองจะอยู่กันคนละสายพันธุ์แต่วิถีการดำรงอยู่กลับเกาะเกี่ยวสอดคล้องกันได้อย่างกลมกลืน แม้กระทั่งเวลาที่เหลืออยู่ของแต่ละฝ่ายก็ยังอ่อนล้าและถดถอยไม่แตกต่างกัน วิถีชีวิตสงบงามของทั้งสองคงจบลงไปพร้อมๆกับลมหายใจสุดท้าย...

ท่วงท่ายามอยู่บนเรือคู่ชีวิตช่างดูงดงามและหยิ่งทะนงต่อชะตากรรมเป็นยิ่งนัก ตาสมาน ออกเรือไปเก็บดอกบัวเพื่อเตรียมไปวัดในวันพรุ่งนี้ แสงแดดอ่อนแรงลงมากแล้วสายลมยังคงโชยพัดเข้าหาผืนฝั่งอย่างไม่ลดละเหมือนเช่นเดิม พายไม้ที่จ้วงลงสู่ผิวน้ำอย่างเป็นจังหวะส่งให้ลำเรือค่อยๆถอยห่างออกไปทีละน้อย เป็นขณะเดียวกับที่เสียงวี้ดๆกำลังบินจากผืนน้ำเพื่อกลับคืนสู่รังนอน ลำเรือพายโยนตัวขึ้นลงด้วยแรงคลื่นจากเรือยนต์ที่วิ่งสวนเข้าฝั่งชายชราแข็งขืนต่อแรงปะทะด้วยสายตาอันอ่อนล้า สายลมหนาวพัดมาอีกวูบใหญ่หากครั้งนี้มันกลับแทรกลึกไปถึงจิตใจของผมมากกว่าที่เคย...


การบันทึกภาพด้วยเทคโนโลยีนั้นอาจดูง่ายและสวยงามสมจริง แต่หากได้ลองบันทึกด้วยลายปากกาและพู่กันแล้วแม้ไม่งดงามชวนมองแต่มันกลับงดงามชวนใจให้คิดถึงในทุกลายเส้น ลองดูนะครับผม

“นกกระเต็นน้อยธรรมดา (Common Kingfisher)”

นักล่าปลาแห่งท้องน้ำเป็นนกที่อพยพเข้ามาในฤดูหนาว พบได้ทั่วทั้งประเทศ