รำพึง-รำพันวันลอยกระทงปีหน้า
๑๒ พ.ย.นี้ เป็น “วันเพ็ญ เดือน ๑๒” โดยปกติแล้วแสงจันทร์คืนวันเพ็ญจะทำให้ผู้คนมีอารมณ์ละเมียด แต่ปีนี้ ความอ่อนโยนจากแสงจันทร์ดูเหมือนจะเป็นอาถรรพณ์ให้ผู้คนกลั่นรักมาเป็นเลือด ฉะนั้น
อย่าแปลกใจไปเลย ที่ได้เห็นแต่ละยูนิตสังคมหื่นกระหาย-ใคร่ดื่ม!
สัญญาณยืนยันถึงภาวะบ้านเมืองสู่ยุคอ่อนแออย่างหนึ่งก็คือ “ข่าวลือ” ที่ไม่เลือกระดับชั้นสังคม และข่าวลือหลากหลายเหล่านั้น แน่นอน...
ย่อมไม่เป็นไปในทางมงคล!!
ใครก็เตือนใครไม่ได้หรอกครับ ในภาวะอย่างนี้ ต้องยึดภาษิตที่ว่า
ตนเตือนตนให้พ้นผิด
ตนเตือนจิตตนได้ใครจะเหมือน
ตนเตือนตนไม่ได้ใครจะเตือน
ตนแชเชือนใครจะเตือนให้ป่วยการ
นี่เป็นภาษิตสอนใจแต่โบร่ำ-โบราณ ผมก็จำไม่ได้ว่ามาจากไหน เป็นของท่านใด เพียงแต่นึกโน่น-นึกนี่แล้วก็ผุดขึ้นมาเอง ก็คงเพราะติดอยู่กับใจที่เที่ยวซนอ่านโน่น-อ่านนี่มาแต่เด็กนั่นแหละ
ทุกวันนี้ ไม่มีใครบ่นว่า “เด็กคือปัญหาสังคม” แล้ว เพราะพวกผู้ใหญ่ทำตัวให้เป็นปัญหาเหนือจาก “ปัญหาสังคม” ไปถึงระดับ “ความมั่นคงชาติ” ไปแล้ว!
ก็น่าห่วงครับ เพราะผู้ใหญ่พวกนี้ ด้วยความเป็นผู้มีการศึกษาดี เคยมีหน้าที่การงานสูง ดังนั้น จึงเป็นตอไม้ผุค้ำสังคมที่ยึดความเป็นตัวตนสูง มากด้วยตัณหา-มิจฉาทิฐิ
มีทั้งนายทหาร นายตำรวจ และข้าราชการเกษียณ!
เมื่อมีแต่ “ตอไม้ผุ” ค้ำสังคมชาติ แล้วจะบอกว่า “ไม่น่าห่วง” ได้อย่างไร ในฐานะที่ผมก็เป็นคนในวัยตอไม้ผุ ย่อมเข้าใจในความคิด-ความต้องการของคนรุ่นนี้พอสมควร
วัยหนุ่ม-วัยฉกรรจ์ ก็เหมือนเดินขึ้นยอดเขา เป็นธรรมชาติของคนปีนขึ้นสู่ที่สูง ย่อมแหงนหน้าท้าตะวัน เล็งสู่ยอดเขา
ตรงข้ามกับคนวัยตอไม้ผุ ก็เหมือนคนที่ปีนถึงยอดเขาแล้ว ย่อมรู้ว่าบนยอดเขามีอะไรบ้าง เปรียบก็คือชีวิตผ่านจุดสูงสุดแห่งวัยมาแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องไต่ลงสู่ที่ราบเชิงเขา
ชีวิตตะวันตกดิน มีใครบ้างมั้ย ที่ขณะไต่ลงเขาแล้วสามารถแหงนหน้าท้าตะวัน?
ผมก็เห็นแต่ก้มหน้าแล้วไต่ช้าๆ ลงจากยอดเขากันทั้งนั้น ตอนที่ลงจากยอดสู่โคน มันคนละความรู้สึก-คนละอารมณ์กับตอนไต่ขึ้นไปพิชิตยอดเขาเลยทีเดียว จากตื่นเต้น กระหายใคร่พิชิต ตอนขาขึ้น
มาเป็นจืดชืด ห่อเหี่ยว ในขาลง ชีวิตของคนหลังเกษียณ-เป็นชีวิตขาลง ด้วยสัญชาตญาณตามธรรมชาติ ไม่มีใครมองสูงหรอกครับ อย่างเก่งก็แค่สอดส่ายสายตา มองหาที่ราบเชิงเขา
หวังเพียงที่ฝังชีวิตเฉาๆ ในวันปิดฉากเท่านั้น!
แล้วเราจะปล่อยให้ “อนาคตสังคมชาติไทย” ถูกพวกข้าราชการหลังเกษียณ ทั้งตำรวจ ทหาร และข้าราชการพลเรือน-ข้าราชการการเมือง ในคราบการเมืองสภาฯ ในคราบการเมืองนอกสภาฯ
ชักลากประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์ “ตอไม้ผุ” อย่างที่เป็น เห็นจะปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้นไม่ได้แน่!
คนไทยวันนี้ แทบไม่มีคนรู้จักคำว่า “ยังเติร์ก” กันแล้ว ยังเติร์ก-คือไม้ใหม่ จำเป็นจัดเตรียมไว้เพื่อใช้ค้ำสังคมแทน “ตอไม้ผุ”
อายุ-ไม่ใช่คำตอบของคำว่า “ใหม่-เก่า”
สังคมใหม่-การเมืองใหม่ มันจะ “ใหม่” ไม่ได้ ถ้าวิสัยทัศน์ของคนไม่ใหม่ ฉะนั้น สังคมไทยถึงยุคที่ต้อง “รุสต็อก” โดยเฉพาะสังคมการเมืองที่ใช้เป็น “หัวรถจักร” ขับเคลื่อนแต่ละยูนิตของประเทศชาติ
การเมืองชุดนี้ ชุดที่ปู่ชัย ชิดชอบ เป็นประธานสภาฯ ชุดที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ชุดที่นายประสพสุข บุญเดช เป็นประธานวุฒิสภา น่าจะเป็น “ชุดสุดท้าย”
อย่าให้ได้ผุด-ได้เกิดอีกเป็นอันขาด!
ผมพูดบนความมืดมิด และยังมองไม่เห็นทางไปในอนาคตสังคมชาติ ในสังคมอำนาจบริหารวันนี้ ซ้าย-ขวา, หน้า-หลัง ไม่ใช่เงาร่างของทักษิณทะมึนทับ หากแต่เพราะว่า
กราดตาในภาคการเมือง กราดตาในภาคทหาร กราดตาในภาคตำรวจ กราดตาในภาคประชาชน กราดตาในภาคสังคมวิชาการ
ไม่ปรากฏแววจากใครเป็น “แสง” แยงลูกตาชาวประชาเลย?
ฉะนั้น ก็ต้องฝากให้คนในวัยที่เรียกว่า “ยังเติร์ก” ได้คิดอะไรๆ เป็นการบ้านไว้ด้วย ข้าวเปลือกทั้งนา แต่จะหาใช้ทำพันธุ์หว่านเป็นนาใหม่ไม่ได้ซักเมล็ด มันก็น่าอาย แล้วจะอยู่ให้เสียชาติเกิดไปทำไม
จริงไหม?
วัน-สองวันนี้ ผมเห็น “เมล็ดพันธุ์” ทั้งเก่า ทั้งใหม่ ทั้งที่ยังอยู่ในนา ออกมาพูดจาประสาบ้านเมืองกันหลายคน “ในเรื่องเดียวกัน” แต่ไปคนละแคว-สองแคว
ผมบอกได้อย่างหนึ่งว่า คนในระบบรัฐ สบายจนเสียนิสัย กลายเป็นโรค “ติดสบาย” ไปแล้ว ฉะนั้น เมื่อบ้านเมืองมีปัญหา ถึงเวลาที่ต้องพิสูจน์สติ-ปัญญาในการแก้ไขปัญหาของชาติ
ก็แก้ในลักษณะ “เอาหัวซุกทราย” ไม่อยากยุ่ง ไม่อยากรับรู้อะไร คอยจ้องแต่ว่าใครใหญ่กูก็หันใบ เอาอำนาจรัฐไปแจม!
นี่ผมบอกตรงๆ นะครับ วันนี้ผมคุยอะไรไม่รู้เรื่อง อึดอัดขัดใจตัวเองอยู่ครามครันในอก จะพูดอะไร-เขียนอะไรอย่างที่รู้ อย่างที่ใจอยากระบาย มันก็ทำไม่ได้
ก็ได้แต่อ้อมแอ้ม อ้อมภูเขา อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่า ถึงชาติหน้าบ่ายๆ แล้วท่านจะยังพอเข้าใจอย่างที่ผมพูดไหม..นี่?
ไม่เข้าใจน่ะ..ใช่แล้วครับ เพราะผมเองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองตอนนี้เลย!?
เออ..มีข้อความจาก “ท่านอาจารย์ระพี สาคริก” ผ่านทางอี-เมล์ถึงผม เปิดแล้วก็ไม่พบข้อความ แต่ปรากฏว่าทางกองบรรณาธิการปรินต์มาให้ เข้าใจว่ามาทางกล่องรับข้อความ “เว็บไซต์-ไทยโพสต์”
ร่วม ๓ ปีแล้วกระมังที่ผมไม่ได้ไปกราบคารวะท่านอาจารย์ ในขณะที่ท่านอาจารย์รินความเมตตาหล่อเลี้ยง “ไทยโพสต์” ผ่านทางคอลัมน์ว่ายทวนน้ำ ของคุณใบตองแห้งมาตามกาลอันควรมิได้ขาด
ผมก็ตั้งใจจะนำ “ความบันทึก” ของอ่านอาจารย์มาลงตรงนี้ แต่พิจารณาเนื้อที่แล้ว สำหรับวันนี้ “คงไม่พอ” ถ้าเป็นไปได้ ในวันพรุ่งนี้ ถ้าไม่มีอะไรเร่งด่วน ผมจะนำความคิดคำนึงของท่านอาจารย์มาให้ได้อ่านกันนะครับ
ในเมื่อไม่มีอารมณ์จะคุยอะไร ก็ขอเกริ่นเป็นการตอบรับ “น้ำใจไมตรี” จากท่านผู้อ่านไทยโพสต์ทางเว็บไซต์สักหน่อย นี่..เขาเพิ่งปรินต์มาให้ ๙ แผ่น เพียงกราดตาดูแต่ละข้อความคร่าวๆ ยังไม่มีเวลาอ่านละเอียด
ครับ..เรื่องเว็บไซต์ เห็นทีผมจะต้องให้ความสนใจเพื่อการแก้ปัญหาจริงๆ จังๆ เสียแล้ว เพราะแต่ละท่านเอ็ดผมด้วยอารมณ์ต่างๆ นานา สรุปได้ว่า “จะทำอะไรก็อย่ายกเรื่องเงินมาเป็นปัญหาอุปสรรค”
เอาก็เอาครับ ท่านไม่ให้บ่น ไม่ให้ยกเรื่องเงินมาเป็นตัวอ้างในเรื่องเว็บไซต์หายๆ หดๆ ผมก็จะไม่บ่น-ไม่อ้างละ ก็จะได้ปรึกษาหารือกับ “คุณกรรณิกา” ฝ่ายบริหารงานข่าว เพื่อจัดทำเว็บไซต์-ไทยโพสต์ สนองความประสงค์ของท่านที่ต้องการอ่านทางเว็บให้แอร่มไปเลย
ต้องการแบบไหน อย่างไรบ้าง ช่วยแสดงความคิดเห็นมาตอนนี้ด้วยก็ดีนะครับ จะได้บอกให้ฝ่ายออกแบบเขาสนองนี้ดไปทีเดียวเลย ปรากฏโฉมใหม่เมื่อไหร่จะได้ถูกใจแฟนๆ ไงล่ะ!
ที่อ่านแวบๆ เจริญพรผมมาก็หลายท่าน ก็ยินดีครับ แสดงว่าท่านอ่าน การได้อ่านคือการได้ส้องเสพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อะไรที่ไม่ตรงกันก็พูดจาออกมา อย่างนี้ประเสริฐ
คนเราเห็นตรงกันทุกเรื่อง โลกมันก็ระเบิดซีครับ ฉะนั้น อย่าโกรธ-อย่าเกลียด เพราะเห็นต่าง คิดต่าง คิดตามน่ะผมว่าง่าย แต่การคิดต่าง และเขียนมาถึงผมนั้น ผมว่ายากกว่า
เพราะการคิดต่าง มันต้องเค้นคิด-เค้นสมอง เป็นเหตุผลมาหักล้าง หรือถึงไม่ใช้เหตุผล ใช้คำด่า คำเสียดสี คำถากถาง กระทั่งคำขู่อาฆาต นั่นก็ยิ่งยากใหญ่ เพราะการจะด่าใครให้เขารู้สึกเจ็บแสบ หรือขู่อาฆาตใครให้ตกใจตัวซี้-ตัวสั่นนั้น
คำด่า “กลั่นยากกว่า” คำชม หลายร้อยเท่าตัวนัก หรือท่านว่าไม่จริง?
เอาละครับ..นี่ผมก็อู้เรื่อยเปื่อย ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไร เที่ยวลอยกระทงกันให้สนุกนะครับ ผมตั้งใจว่าจะไปเที่ยว “งานภูเขาทอง” ไปขึ้นชิงช้าสวรรค์ แล้วดู ไก่-ขัน-ลิง-ไข่ แวะกินหอยทอดเตือนความจำพยาธิในท้องซักจาน ก็มั่นใจว่า “ลอยกระทงปีหน้า” ชาวประชาต้องหน้าใสกว่าปีนี้แน่ๆ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551



