เป็นไปอย่างที่คาดหมายว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะไม่ทำความเห็นแย้งคำสั่งของอัยการสูงสุดกรณีสั่งไม่ฟ้องบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นางบุษบา ดามาพงศ์ กรรมการบริษัท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภริยา ในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัท เอสซีฯขณะที่ยื่นเป็นบริษัทจดทะเบียนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อกันยายน 2546
เพราะหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวอธิบดีดีเอสไอจากนายสุนัย มโนมัยอุดมแล้ว ความกระตือรือร้นในการทำคดีดังกล่าวของดีเอสไอลดลงอย่างมาก
นอกจากนั้น ยังไม่มีคำชี้แจงใดๆ จาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอในเรื่องดังกล่าว
ขณะ ที่สำนักงาน ก.ล.ต.ได้ทำความเห็นไม่เห็นด้วยกับอัยการสูงสุดอย่างแข็งขันถึงดีเอสไอใน ฐานะเป็นต้นเรื่องในการส่งข้อมูลและพยานหลักฐานให้แก่ดีเอสไอสอบสวนและเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้าน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
ประเด็นที่น่าสงสัยอย่างมากคือ นอกจากดีเอสไอไม่ยอมส่งสำนวนความเห็นของอัยการสูงสุดให้สำนักงาน ก.ล.ต.ช่วยพิจารณาแล้ว ยังไม่มีการเชิญตัวแทนสำนักงาน ก.ล.ต.มาหารือเพื่อความรอบคอบ และรีบสรุปความเห็นไปในทางเดียวกับอัยการสูงสุดโดยไม่นำความเห็นจากสำนักงาน ก.ล.ต.มาประกอบการพิจารณา
ดีเอสไอก่อตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อน เช่น คดีอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและคดีผู้มีอิทธิพล แต่ช่วงแรกของการจัดตั้งมีการโอนย้ายตำรวจเข้ามาเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ถึงกว่าร้อยละ 60
สภาพของดีเอสไอจึงถูกมองว่า ไม่แตกต่างจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 2 คือถูกครอบงำด้วย “วัฒนธรรมสีกากี” ซึ่งมีการแทรกแซงจากนักการเมืองที่ส่งเด็กของตนเองเข้ามายึดครองตำแหน่ง
แม้ในช่วงที่นายสุนัยเข้ามาเป็นอธิบดี จะพยายาม “ล้างบาง” สีกากี แต่ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจนเกิดความปั่นป่วน ในที่สุดยังเชื่อกันว่า “วัฒนธรรมสีกากี” ยังครอบงำดีเอสไออยู่
ต้องยอมรับว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ต้องหาคดีเอสซีแอสเสทฯยังหลบหนีคำพิพากษาจำคุก 2 ปีของศาลฎีกาฯอยู่นอกประเทศ แต่ก็ยังมีอิทธิพลครอบงำพรรคพลังประชาชนที่เป็นการแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล
ที่สำคัญ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเคยเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรมต้นสังกัดของดีเอสไอ ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เพราะบารมีของ “พี่เมีย” จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าอิทธิพลของ พ.ต.ท.ทักษิณแผ่เข้าปกคลุมดีเอสไอด้วย
เพราะบารมีของ “พี่เมีย” ดังกล่าว ทำให้นายสมชายกลายเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เป็น ส.ส.มาเพียง 7 เดือนเศษเท่านั้น ขณะที่นายชวน หลีกภัย ต้องใช้เวลานานถึง 23 ปี จึงจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง
แต่การรับตำแหน่งประมุขฝ่ายบริหารซึ่งเป็นยอดปรารถนาของนักการเมืองจำนวนมากเหมือน “ทุกขลาภ” จนถูกเล่นงานด้วย “คลิปคนหน้าเหมือน”
ถ้าพิจารณาคำสัมภาษณ์นายสมชายเกี่ยวกับประวัติชีวิตของตัวเอง ก่อนที่จะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในชีวิตข้าราชการประจำและในทางการเมืองแล้ว ดูเหมือนว่า ปรัชญาชีวิตเป็นคนประหยัด มัธยัสถ์ สมถะ เป็นคนรักครอบครัว และพร้อมยืนแถวหน้าเพื่อรับผิดชอบถ้าครอบครัวต้องเผชิญปัญหา
แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า เบื้องหลังธุรกิจครอบครัวของสมชายนั้นเป็นอย่างไร
“ใต้พรมบ้านสมชาย” เป็นหนังสือที่ตีแผ่เรื่องนี้อย่างหมดเปลือก
เสนาะ สุขเจริญ นักข่าวสืบสวนมือเยี่ยมจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจได้แกะรอยสืบค้น ข้อมูลเรื่องนี้มานำเรียบเรียงนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ
ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ เคยตีแผ่การทำธุรกิจและการถือครองหุ้นของตระกูลชินวัตร ว่ามีการใช้ “นอมินี” อย่างสลับซับซ้อนมาแล้ว
ถ้าอยากรู้ว่าการทำธุรกิจและการถือครองหุ้นของตระกูลวงศ์สวัสดิ์ ใช้ “รูปแบบ” อย่างไร แตกต่างหรือเหมือนกับครอบครัวชินวัตรอย่างไร ไม่ควรพลาด
เมื่ออ่านแล้ว จะเห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งของนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ชัดเจนมากขึ้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2551


