Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ล่องโลกาภิวัตน์
สฤณี อาชวานันทกุล


“ประชาธิปไตยที่มีศีลธรรม” และ “ต้นทุน” ที่มองไม่เห็นของคอร์รัปชั่น

ผู้เขียนต้องขออภัยท่านผู้อ่านทุกท่านที่คอลัมน์นี้ว่างเว้นไปกว่าสองเดือน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากผู้เขียนป่วยเป็นโรค “เครียดการเมือง” เช่นเดียวกับคนไทยอีกหลายล้านคนที่หลีกเลี่ยงโรคนี้ไม่ค่อยจะพ้น ในยุคที่คนไทยด้วยกันแตกแยกแบ่งขั้วจนประณามหยามเหยียดคนที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองว่า “เลว” หรือไม่ก็ “ไม่รักชาติ” ราวกับว่ามีวิธีเดียวที่จะแสดงความรักชาติในยามนี้

สังคมไทยกำลังเผชิญกับภาวะอับจนปัญญา อคติครอบงำ และคับแคบทางความคิดอย่างรุนแรงในทุกระดับชั้น สถาบันต่างๆ ซึ่งเคยเป็นที่พึ่งพิงในฐานะ “เสาหลัก” ของระบอบประชาธิปไตยก็ล้วนถูกรุมเร้าด้วยสารพัดปัญหา ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายใน ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองล่อแหลม สุ่มเสี่ยงที่จะถึงจุดแตกหักกลายเป็นอนาธิปไตยอย่างน้อยก็ชั่วคราว ดังที่รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เคยกล่าวเตือนในคำปราศรัยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2489 ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี:

“ระบบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตยอันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่าอนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ขอให้ระวังอย่าปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย”

ผู้เขียนคิดว่า ปัญหาหลักข้อหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้วิกฤตจนประนีประนอมกันไม่ได้ คือการที่ฝ่ายหนึ่งยึดติดกับคำว่า “ประชาธิปไตย” จนไม่สนใจ “ศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต” ในวาทะของท่านปรีดี เช่น ไม่สนใจคำพิพากษาของศาลในคดีคอร์รัปชั่นต่างๆ เพราะปักใจเชื่อไปนานแล้วว่าศาลตัดสินตาม “ธง” ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็ยึดติดกับ “ศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต” จนยอมสูญเสียหลักการพื้นฐานของ “ประชาธิปไตย” เช่น สิทธิในการออกเสียงแบบเท่าเทียมกัน หรือที่เรียกว่าหลัก “หนึ่งคนหนึ่งเสียง”

ตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายยังหมกมุ่นอยู่กับ “ประชาธิปไตย” หรือ “ศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต” เพียงด้านใดด้านหนึ่งโดยละเลย ทิ้งขว้าง และกระทั่งบั่นทอนอีกด้านหนึ่ง องค์รวมคือระบอบ “ประชาธิปไตยอันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรมและความซื่อสัตย์สุจริต” ในวาทะของท่านปรีดีก็ไม่อาจจะหยั่งรากลึงลงได้

เมื่อพูดถึงศีลธรรม ผู้เขียนก็อดคิดถึงทัศนคติ “โกงไม่เป็นไร ขอให้ทำงานดี” ที่กำลังระบาดเป็นแฟชั่นในสังคมไทยไม่ได้ เรื่องนี้ผลโพลทุกสำนักล้วนสรุปตรงกันหมดว่า คนไทยส่วนใหญ่คิดอย่างนี้จริงๆ เช่น ผลเอแบคโพลล่าสุด (ตุลาคม 2551) ระบุว่า คนไทยร้อยละ 63 จากกลุ่มตัวอย่าง 3,880 คน “รับได้” กับรัฐบาลขี้โกงถ้าหากรัฐบาลนั้นทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า

ทัศนคติแบบนี้ก่อให้เกิดคำถามพื้นๆ เช่น ถ้าเรามีกฎหมายแต่ไม่ใช้กฎหมายนั้นลงโทษคนผิด เราจะมีกฎหมายไว้ทำไม? แต่ผู้เขียนคิดว่าปัญหาที่ใหญ่กว่าและ “ลึก” กว่าของทัศนคตินี้คือ ความเข้าใจผิดที่ว่า รัฐบาลที่คอร์รัปชั่นสามารถทำให้ประเทศ “เจริญ” ได้ในขณะเดียวกัน

ในความเป็นจริง คอร์รัปชั่นมี “ต้นทุน” ที่เรามักจะมองไม่เห็นมากมาย มันอาจไม่เคยทำให้ประเทศทั้งประเทศย่ำแย่ถึงขนาดล่มจม แต่มันก็ฉุดรั้งความเจริญของประเทศ บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน และที่สำคัญ ทำให้ “ระบอบเอื้อพวกพ้อง” ดำเนินต่อไป ไม่เอื้ออำนวยให้เกิดระบบการทำงานแบบ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” (meritocracy) ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของทั้งระบอบการเมืองและระบอบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

“ต้นทุน” ของคอร์รัปชั่นมีอะไรบ้าง?

ก่อนอื่น เราต้องมองเห็นว่าคอร์รัปชั่นมีความเชื่อมโยงอย่างสูงกับระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพื่อลบล้างความเข้าใจผิดที่ว่ารัฐบาลที่โกงกินสามารถทำให้เศรษฐกิจ “ดี” ได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ “หมกเม็ด” ต้นทุนให้รัฐบาลชุดต่อไปต้องแบกรับภาระ

ปัจจุบันมีงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์มากมายที่พิสูจน์ว่า คอร์รัปชั่นในภาครัฐเป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศอย่างแน่นอน โดยประเทศที่มีคอร์รัปชั่นสูง จะมีรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per capita) ต่ำกว่าประเทศที่มีคอร์รัปชั่นต่ำ เมื่อผู้เขียนนำดัชนีมุมมองต่อระดับคอร์รัปชั่นในภาครัฐ (Corruption Perception Index หรือ CPI ตัวเลขยิ่งต่ำแปลว่าคนยิ่งมองว่าประเทศนี้มีคอร์รัปชั่นสูง) ที่จัดทำโดยองค์การเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (Transparency International) ประจำปี 2008 มาพล็อตเทียบกับรายได้ต่อหัวประจำปี 2006 จากข้อมูลของธนาคารโลก ผลที่เกิดขึ้นก็แสดงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างข้อมูลทั้งสองชุด โดยค่าเฉลี่ย CPI ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่า $20,000, ระหว่าง $10,000 และ $20,000, และต่ำกว่า $10,000 (ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มหลังสุด) คือ 7.6, 4.6, และ 3.0 ตามลำดับ และไม่มีประเทศใดที่มีรายได้ต่อหัวเกิน $20,000 ที่มี CPI ต่ำกว่า 6.0

Corruption Perception Index vs. GDP per Capita

หากจะเจาะลึกในรายละเอียดอีกเล็กน้อย งานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่ผ่านมาสรุปคร่าวๆ ได้ว่า คอร์รัปชั่นส่งผลเสียในระยะยาวต่อระบอบเศรษฐกิจ 6 ทางหลักๆ ดังต่อไปนี้

1. ลดระดับการลงทุนของภาคเอกชน บั่นทอนอัตราการเติบโตระยะยาว และพยุงระบอบ “ทุนนิยมพวกพ้อง” ให้ดำเนินต่อไป

คอร์รัปชั่นเป็น “ต้นทุนของการพัฒนา” ที่สูงกว่าภาษีที่รัฐบาลเก็บ เพราะมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งในแง่อัตราที่เรียกเก็บ และในแง่ที่ผู้จ่ายแน่ใจไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐที่รับเงินใต้โต๊ะไปนั้นจะทำตามสัญญา (ที่ย่อมไม่มีเอกสารหรือใบเสร็จ) หรือไม่ นอกจากนี้ คอร์รัปชั่นยังลดแรงจูงใจของภาคเอกชนในการลงทุน เพราะเป็น “ต้นทุนส่วนเพิ่ม” นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายปกติในการทำธุรกิจ และเมื่อคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในระบอบ “ทุนนิยมพวกพ้อง” (crony capitalism) มันก็ช่วยส่งเสริมให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มนักธุรกิจผู้มีเส้นสายไม่กี่ราย ซ้ำเติมความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจให้ดำรงอยู่ต่อไป

2. บิดเบือนแรงจูงใจของพลเมืองที่มีความรู้ความสามารถ

เนื่องจากรายได้จากการคอร์รัปชั่นมีมูลค่าสูงและได้มาง่ายกว่างานสุจริตที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ พลเมืองที่มีคุณภาพส่วนหนึ่งของประเทศจึงมีแรงจูงใจที่จะใช้ความเก่งของตนในการหาเงินแบบ “มักง่าย” จากคอร์รัปชั่น และถ้าทำไปนานๆ จนเป็นนิสัย ก็อาจหมดเวลาส่วนใหญ่ไปกับการครุ่นคิดหาช่องทางคอร์รัปชั่นใหม่ๆ แทนที่จะทำงานรับใช้ชาติ

3. บิดเบือนค่าใช้จ่ายภาครัฐ และลดคุณภาพของบริการสาธารณะ

รายได้จากการคอร์รัปชั่นเป็นแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจัดสรรทรัพยากรของประเทศตามโอกาสของตัวเองในการคอร์รัปชั่น ไม่ใช่ตามความต้องการของประชาชน งานวิจัยหลายชิ้นโดยเฉพาะของ Paul Mauro (2541) ชี้ชัดว่า รัฐบาลของประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูงมุ่งใช้เงินไปกับโครงการขนาดใหญ่ (megaprojects) และการทหาร มากกว่าจะลงทุนด้านการศึกษาและบริการสาธารณะอื่นๆ นอกจากนี้ ยิ่งคอร์รัปชั่นสูงเท่าไร คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะก็ยิ่งตกต่ำลง เพราะเงินที่ควรใช้ในการบำรุงรักษาหรือก่อสร้างในระดับคุณภาพดีกลับหายไปเข้ากระเป๋าของเจ้าหน้าที่รัฐแทน

4. ลดประสิทธิผลของเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ

ในประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูง รัฐบาลมักใช้เงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างชาติไปลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่สิ้นเปลืองและคอร์รัปชั่นได้ง่าย

5. เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติการเงิน

คอร์รัปชั่นบิดเบือนการไหลเข้าออกของทุน และคอร์รัปชั่นในสถาบันการเงินภาครัฐ (เช่น บังคับให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้ในโครงการประชานิยมในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด) อาจนำไปสู่ปัญหาหนี้เสียซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินและเศรษฐกิจทั้งระบบ

6. เพิ่มแรงจูงใจให้พลเมืองหลบเลี่ยงภาษี และรัฐขาดดุลงบประมาณ

คอร์รัปชั่นทำให้พลเมืองหลายรายหลบเลี่ยงภาษี เพราะถือว่าได้ “เสียภาษี” ไปแล้วเมื่อถูกเจ้าหน้าที่รัฐขูดรีด ดังนั้นในระยะยาว รายได้ภาษีที่ลดลง (จากการหลบเลี่ยงนี้) บวกกับค่าใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น (จากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่คอร์รัปชั่นได้ง่าย) อาจส่งผลให้รัฐต้องขาดดุลงบประมาณ ส่งผลกระทบทางลบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และลดความคล่องตัวของรัฐในการบริหารจัดการงบประมาณ

เหตุผลและหลักฐานทางเศรษฐศาสตร์ดังที่ยกมาเล่าในวันนี้ น่าจะเป็นจุดตั้งต้นที่ดีให้เราเลิกเข้าใจผิดกันเสียทีว่าประเทศจะเจริญเติบโตในระยะยาวได้ด้วยรัฐบาลขี้ฉ้อ และในภาวะที่คนฝ่ายหนึ่งกำลังเรียกหา “ศีลธรรมที่เกินความพอดี” ในความเห็นของอาจารย์โคทม อารียา ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้มองเห็นว่า คอร์รัปชั่นเป็นสิ่งเลวร้ายไม่ใช่เพราะมันเป็นพฤติกรรมของ “คนเลว” หากเพราะมันมี “ต้นทุน” ทางเศรษฐกิจและสังคมที่มองไม่เห็นแต่ส่งผลเสียสะสมในทางที่ถ่วงความเจริญของเราในระยะยาว และถ้าจะว่ากันตามจริงแล้ว สิ่งที่สังคมมองว่าเป็น “ศีลธรรม” ที่สืบทอดความคิดมายาวนานไม่ว่าจะในวัฒนธรรมไหน ก็มักจะมีรากฐานอยู่ในการคิดคำนวณผลได้และผลเสียต่อสังคมทำนองนี้ทั้งสิ้น มิใช่จากต่อมศีลธรรมของ “คนดี” ทั้งหลาย.

หมายเหตุ: เนื้อหาบางส่วนของบทความวันนี้ปรับปรุงจากข้อเขียนเรื่อง “เลิกพูดกันสักทีว่า “นักการเมืองโกงไม่เป็นไร ขอให้เศรษฐกิจดีก็พอ” ในบล็อกส่วนตัวของผู้เขียนที่ http://www.fringer.org/?p=161 และขอแนะนำให้ทุกท่านอ่านบทสัมภาษณ์อาจารย์โคทม อารียา ในไทยโพสต์แทบลอยด์ฉบับวันที่ 14 กันยายน 2551 ที่ http://www.thaipost.net/index.asp?bk=tabloid&iDate=14/Sep/2551&news_id=163887&cat_id=220100 สำหรับความเห็น “ตรงกลาง” ที่หาได้ยากยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter