Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ความคิดเปิดผนึก
อภิชาต สถิตนิรามัย


หยุดการเมืองสุดโต่ง หยุดการเมืองแห่งความเกลียดชังและความรุนแรง

apichat@econ.tu.ac.th


ขณะนี้สังคมเราตกอยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างยิ่ง อันเป็นผลจากการเผชิญหน้าทางการเมืองระหว่างฝ่ายพันธมิตรฯและฝ่าย นปช. จนทำให้เชื่อกันทั่วไปว่า การปะทะ-นองเลือดระหว่างมวลชนของทั้งสองฝ่ายนั้นเกือบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว

รากฐานของภาวะเผชิญหน้านี้ สำหรับผมแล้ว เกิดจากการปะทะกันของความเชื่อทางการเมืองสองชุดที่มีกำลังก้ำกึ่งกัน โดยที่ไม่มีชุดใดกุมอำนาจนำในสังคมได้เด็ดขาด กล่าวแบบหยาบๆ แล้ว การที่วาทกรรม “ระบอบการเมืองใหม่” ของพันธมิตร ซึ่งโดยธาตุแท้แล้วเป็นระบอบเผด็จการคนส่วนน้อยและสวนทางกับหลักการประชาธิปไตย แต่กลับมีพลังอำนาจนำต่อมวลชนฝ่ายพันธมิตรอย่างสูงนั้น เกิดจากการอ้างอิงการขาดความชอบธรรม หรือข้อบกพร่องของระบอบรัฐสภาในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อหาว่า คนจน/รากหญ้าขาดการศึกษา ขาดข้อมูล (= คนรากหญ้าโง่) บวกกับความจน จึงเห็นแก่เศษเงินซื้อเสียงเล็กๆ น้อยๆ ของนักการเมือง ยอมขายเสียงให้นักเลือกตั้ง (= คนจนงก) รัฐบาลเข้าสู่อำนาจจากการซื้อเสียง จากการโกงกินเพื่อถอนทุนคืนบวกกำไร ข้อสรุปว่า นักเลือกตั้งเลว การเมืองไร้จริยธรรม ต้องแก้ด้วยการเมืองใหม่โดยการแต่งตั้งนักการเมืองผู้อุดมคุณธรรมจำนวน 70%

สำหรับมวลชนฝ่าย นปช.วาทกรรมข้างต้นนั้นรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง เพราะการเมืองใหม่ที่ 70 = 30 คือข้อเรียกร้องของชนชั้นกลางและอภิสิทธิ์ชนข้างน้อยของสังคมที่ต้องการสร้างระบอบการปกครองโดย “สภาขุนนาง” (Philosopher Kings)-ผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาและอุดมคุณธรรมขึ้นเพื่อใช้กีดกันรากหญ้าส่วนข้างมากของสังคมออกจากส่วนแบ่งอำนาจทางการเมือง วาทกรรมการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นการลดทอนต้นตอปัญหาของระบอบรัฐสภาไทยลงเหลือเพียงแค่ปัญหาโง่และงกนั้น ข้อสรุปเชิงตรรกะจึงหนีไม่พ้นที่จะต้องสรุปว่า คนจนไม่พร้อม/ไม่สามารถที่จะปกครองตัวเองได้ตามระบอบประชาธิปไตย จึงต้องถูกปกครองด้วยผู้มีความรู้และอุดมจริยธรรม แล้วใครล่ะจะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาและคุณธรรม หากไม่ใช่เหล่า “ขุนนางและผู้ดี” (ข้าราชการระดับสูง ทั้งทหาร พลเรือน และอภิสิทธิ์ชน) เช่นคุณอานันท์ ปันยารชุน (นายกฯในฝันของชนชั้นกลางและสูง)

ประเด็นหลักคือความเชื่อทั้งสองชุดนั้น ไม่มีฝ่ายใด “ถูกหรือผิด” โดยสิ้นเชิง ต่างฝ่ายต่างมีตัวอย่างรูปธรรมของ “ความเป็นจริง” รองรับชุดความเชื่อของตัวเองมากบ้างน้อยบ้าง จนไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งป็นชุดความเชื่อที่ไม่มีฐานความเป็นจริงรองรับโดยสิ้นเชิง มันไม่เหมือนกับเหตุการณ์พฤภาคม 2535 ที่ข้ออ้างของฝ่ายทหารขาดความเป็นจริงรองรับอย่างชัดเจน เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความเป็นจริงที่พร่ามัวนี้จึงถูกแกนนำของแต่ละฝ่ายฉวยใช้เพื่อสนับสนุนความชอบธรรมในข้อเรียกร้องของตนเอง โดยเลือกสรร “ความเป็นจริง” บางด้านแบบเลือกข้าง เพื่อบอกตัวเองและมวลชนว่าฝ่ายตนเป็นฝ่ายธรรมะ เป็นฝ่ายที่ยืนข้างความถูกต้อง ความดีงาม ทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อส่วนรวม เพื่อปกป้องสถาบันที่รักและหวงแหน ในชณะที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้หลงผิด โง่ ถูกหลอกใช้ เป็นพวกอธรรม เป็นพวกขายชาติ เป็นผู้เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ เป็นโจร ฯลฯ จนสุดท้ายคือเป็นพวกอมนุษย์ เป็นปิศาจร้าย เป็นแมลงสาบที่สมควรถูกกำจัด โดยไม่มีความผิดบาป เหล่านี้คือการเมืองของการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของฝ่ายตัวเอง พร้อมๆ ไปกับการสร้างความเป็นอื่นให้กับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเมืองแห่งความเกลียดชัง จนกระทั่งมวลชนของแต่ละฝ่ายพร้อมที่จะยอมตาย หรือพร้อมที่จะฆ่ามวลชนฝ่ายตรงข้าม ผู้ที่ตนไม่เคยรู้จัก ไม่เคยโกรธแค้นเป็นส่วนตัว ทั้งหมดนี้เพียงเพื่อพิทักษ์ ปกป้อง และยืนยันว่าชุดความเชื่อของฝ่ายตนเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีงาม

ความตายของหนึ่งบุคคลในเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 1 กันยายน และอีกสองศพ พร้อมคนเจ็บอีกหลายร้อยคนในวันที่ 7 ตุลาคม จึงเป็นเพียงแค่หนังตัวอย่างของการเมืองแห่งความเกลียดชังในปัจจุบัน สังคมไทยจะต้องก้าวข้ามซากศพอีกเท่าใด เพียงเพื่อสังเวยความเชื่อที่เป็นนามธรรมทั้งสองชุด ?

สำหรับผมแล้ว หนทางที่เราจะหนีออกจากความตายเพื่อนามธรรมที่ไร้แก่นสาร แต่กลับสร้างความเจ็บปวดอันอนันต์ให้แก่คนรอบข้างวีรชนเหล่านั้นคือ ต้องหยุดการเมืองแบบสุดโต่ง หยุดการเมืองแห่งความเกลียดชังที่สร้างโดยแกนนำของทั้งสองฝ่าย

เพื่อหยุดการเมืองแบบสุดโต่ง เราต้องแยกแยะว่ามวลชนในแต่ละฝ่ายนั้นมีหลายเฉดสี ตั้งแต่เหลืองอ่อนๆ ไปจนเหลืองเข้ม ตั้งแต่แดงอ่อนๆ ไปจนแดงเข้ม รวมทั้งสังคมยังมีพวกสีส้ม (เลือกประเด็นที่จะสนับสนุน แต่ไม่เลือกข้าง) ซึ่งเป็นพลังเงียบอีกจำนวนมาก แต่ภาวะเผชิญหน้าและความเกลียดชังกลับเกิดจากการครอบงำพื้นที่ทางการเมืองของพวกเหลืองและแดงเข้มข้นที่เป็นแกนนำทั้งสองฝ่ายเพียงไม่กี่คน เช่น แกนนำของพันธมิตรฯยืนยันที่จะใช้วิธีการแบบแตกหัก ไม่ยอมเจรจาทุกรูปแบบ ในขณะที่แกนนำฝ่าย นปช.เลือกที่จะเคลื่อนไหวแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน

เพื่อหลีกหนีการนับศพวีรชน สังคมจึงต้องดึงพลังของมวลชนหลากเฉดสีของทั้งสองฝ่ายรวมทั้งพวกสีส้ม ซึ่งเป็นคนข้างมากของสังคมออกมา เพื่อควบคุมและยุติการเมืองสุดโต่งและการเมืองแห่งความเกลียดชังของพวกแดงและเหลืองเข้มข้นให้ได้ เพื่อป้องกันการปะทะและความสูญเสียของมวลชนทั้งสองฝ่าย

สังคมจะทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ปัจเจกบุคคล สถาบัน และองค์กรต่างๆ ผู้ได้รับความเชื่อถือจากสังคมสูง ไม่ว่าจะเป็นราษฎรอาวุโส นักวิชาการ องค์กรสิทธิมนุษยชน วุฒิสมาชิก ผู้นำทางศาสนา และสื่อมวลชน จะต้องกล้าที่จะวิจารณ์ เตือนสติ และประณาม การเคลื่อนไหว และการกระทำใดๆ ทั้งทางวาจาและทางกายภาพที่สุดโต่งของแกนนำทั้งสองฝ่าย ของรัฐบาล ของกองทัพ ของตำรวจ และของระบบตุลาการอย่างเท่าเทียมและเที่ยงตรง ไม่สองมาตรฐานดังเช่นที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน สังคมก็ต้องยึดมั่นว่า ความเห็นต่าง ความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ของฝ่ายใดๆ นั้น เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่การแก้ไขความขัดแย้งจะต้องอยู่ในกติกา ไม่ใช่ด้วยอาวุธ ความรุนแรง และการรัฐประหาร หรือการยึดอำนาจรัฐด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญอย่างใดอย่างหนึ่ง

มีแต่แนวทางนี้เท่านั้นที่จะทำให้เกิดการสานเสวนาที่วางอยู่บนข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อหาทางออกให้แก่วิกฤตครั้งนี้ได้อย่างแท้จริง


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter