Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เขียนแผ่นดิน
เปลว สีเงิน


เมื่อทหาร “เดินหน้าพิทักษ์” สถาบันเบื้องสูง

ใกล้หน้าหนาว “พระอาทิตย์” ตกดินเร็ว และไม่เพียงพระอาทิตย์เท่านั้น ความเคลื่อนไหวในบ้านเมืองก็ยังพลอยเร็วไปด้วย ท่านสังเกตอย่างหนึ่งไหมครับว่า ระยะวัน-สองวันนี้ เรื่อง “หมิ่นสถาบันเบื้องสูง” ดูจะได้รับการเอาใจใส่จากผู้มีอำนาจบารมีในบ้านเมืองจนเห็นได้ชัด!

ผมค่อนข้างจะแปลกใจ?

แปลกตรงที่ว่า “เจ้าหน้าที่บ้านเมือง” ปล่อยปละเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว แต่แล้วจู่ๆ วานซืนนี้ท่าน ผบ.ทบ. “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ก็ประกาศเป็นเรื่องเป็นราวออกมา ให้ทหารทุกหน่วยในกองทัพ

จัดการเฉียบขาด!

ไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น ถ้ามีการกระทำ และมีการพูดจา “จาบจ้วงหมิ่นต่อสถาบันเบื้องสูงแล้วละก็ ให้ทหารทุกหน่วยดำเนินการทางกฎหมายทันที!”

ความจริงผมเคยปรารภเรื่องนี้หลายครั้ง ก็รู้อยู่ว่าแค่ระดับผมพูดไม่มีความหมายอะไร แต่เมื่อระดับ ผบ.ทบ.พูด ถ้าจะยังไม่มีความหมายอยู่อีก บ้านเมืองนี้ก็คงอยู่กันต่อไปไม่ได้แล้ว

ก็ค่อยๆ ลำดับที่มา-ที่ไปกันนะครับ เอาที่ “มติชน” เขาลงเป็นข่าวไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงก่อนก็ได้ เขาลงข่าวไว้อย่างนี้ครับ

“พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำให้ทหารทุกหน่วยกองทัพบกดำเนินการทางกฎหมายกับทุกกลุ่มที่จาบจ้วงหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยให้สัมภาษณ์ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขสทบ.) เมื่อเวลา ๑๒.๐๐ น. วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ก่อนเดินทางไปร่วมพิธีศพทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะกับกัมพูชาที่ศรีสะเกษว่า

สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของปวงชนชาวไทย ซึ่งมีแนวความคิด ๒ เรื่อง คือ

๑.ต้องไม่ดึงพระองค์ท่านลงมายุ่งเกี่ยวกับเงื่อนไขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องความขัดแย้ง

๒.ต้องไม่จาบจ้วงสถาบัน ไม่ทำอะไรที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทุกกรณี กองทัพบกจะดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย ไม่ให้คนใด กลุ่มใด มาจาบจ้วง หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ครับ..ผมจะลอกเอาแค่นี้ก็จะเสียความสมบูรณ์ใน บางประเด็น-บางเรื่อง เพราะบางท่านอาจสงสัยว่า “เอ๊ะ..แล้วทหารจะมาจัดการทางกฎหมายได้อย่างไร?” อย่ากระนั้นเลย ผมจะลอกให้ครบถ้วนกระบวนความไปเลย

ทาง “มติชน” ผู้เป็นเจ้าของข่าวก็อย่าค้อนควัก ว่าผมมาตักเอาข่าวไปหากินดื้อๆ เลยนะครับ!

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะทหารเสือราชินีมีแนวทางป้องกันอย่างไร พลเอกอนุพงษ์กล่าวว่า ทหารทุกคนดำเนินการที่จะปกป้องพระองค์ท่าน เราแจ้งหน่วยขึ้นตรงติดตามกลุ่มดำเนินการ เมื่อพบผู้ที่เกี่ยวข้องให้ตำรวจดำเนินการ และให้หน่วยต่างๆ มุ่งเทิดทูนสถาบัน พระองค์ท่านมีโครงการมากมาย ซึ่งจะให้หน่วยต่างๆ ดำเนินการเทิดทูน และให้เกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์

เอ้า..มาถึงตอนสำคัญที่ “คันใจ” กันมานาน คือเรื่องสถานีวิทยุชุมชนนั่นแหละครับ จะว่ารัฐบาล หรือจะว่าตำรวจที่แล้วๆ มาปล่อยปละให้มีการจ้วงจาบหยาบช้าต่อสถาบันเบื้องสูง ก็คงไม่ตรงความจริง

เพราะความจริงไม่ได้ปล่อย แต่ “รู้เห็น-เป็นใจ” โต้งๆ เลยมากกว่า! ที่พูดอย่างนี้เพราะ “ได้ยินกะหู” เป็นประจำ อาศัยรถเขากลับบ้านดึกๆ ทีไร เป็นได้ฟังทุกที ทั้งคนจัดรายการ และทั้งคนที่โทรศัพท์เข้ามา เป็นขนมจีนผสมน้ำยา แรกๆ ก็คงเกรงอยู่บ้าง เพราะยังพูดแบบกั๊กๆ เกร็งๆ

แต่หลังจากทักษิณ-พจมานต้องคดี หนีไปอยู่เมืองนอก-เมืองนา ทั้งคนจัดรายการและคนที่โทรศัพท์เข้ามา หมดความยับยั้งชั่งใจ บางทีฝืนทนฟังไม่ไหวต้องหมุนไปที่อื่น

ฟังกันทั้งบ้านทั้งเมือง ได้ยินกันทั้งบ้านทั้งเมือง ยกเว้นคนรัฐบาล ยกเว้นข้าราชการ ยกเว้นคนตำรวจ ยกเว้นคนทหาร คงไม่ได้ฟัง และคงไม่ได้ยิน

เพราะไม่เห็นใครเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย ทั้งที่มีเรื่อง-มีข่าวจี้ไชให้ทราบมาเป็นปีๆ แต่ทุกอย่างก็เงียบฉี่ เหมือนบ้านนี้-เมืองนี้ ไม่มีข้าใต้เบื้องพระยุคลบาทผู้ภักดีเหลืออยู่เลย?

อย่าว่าแต่สถานีวิทยุชุมชนที่รับฟังได้เฉพาะบางพื้นที่เลยครับ สถานีวิทยุทั้งเอฟเอ็มและเอเอ็ม ซึ่งส่วนใหญ่ของทางราชการทหารนั่นแหละ บางสถานีปล่อยให้พระบ้าง ฆราวาสบ้าง บางรายการเป็นนายทหารจัดเองก็มี

ใช้เป็นพื้นที่ “ปลุกระดมความภักดีทักษิณ” นั่นก็ไม่ว่ากัน!

แต่ปล่อยให้คนฟังโทร.มาจาบจ้วงไปถึงสถาบันเบื้องสูงบ้าง สถาบันศาลบ้าง นี่ซิ..ทางสถานีทหาร นอกจากทวงค่าสถานีแล้ว ได้ทวงถามความถูกต้องในการกระทำตรงนี้บ้างหรือไม่?

สถานีอะไร สังกัดไหน “รู้อยู่กับใจ” ก็แน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิดเสียนะครับ!

เอ้า..มาดูรายละเอียดในข่าวตรงนี้กันต่อ คือเรื่องวิทยุชุมชนที่ออกมาชักชวนไม่ให้เลื่อมใสสถาบัน พลเอกอนุพงษ์บอกว่า

“เรื่องนี้..ขอไม่พูด แต่วิทยุชุมชนนั้น ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ติดตามดูแลส่วนนี้ ที่เห็นชัดใน กทม.เราดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว ทำหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจดำเนินการไปแล้ว ส่วนต่างจังหวัดขณะนี้มีแต่ในลักษณะที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ยังไม่มีความผิดปรากฏชัดเจน”

เอาละครับ จบตอนจากทหาร คือกองทัพ สิ่งที่เราจับความเคลื่อนไหวได้ก็คือ นับตั้งแต่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๐ เป็นต้นมา วิทยุชุมนุม หรือพูดกันตรงๆ คือ วิทยุของคนเครือข่ายทักษิณ และเว็บไซต์ต่างๆ ออกมาจ้วงจาบหยาบช้าต่อสถาบันชัดแจ้ง และมากมายอย่างไม่เคยมีมาก่อนนับแต่มีสยามประเทศ

ระดับรัฐบาลทำเป็นธุระไม่ใช่ ระดับปฏิบัติล่างๆ ลงมา โดยเฉพาะระดับปฏิบัติคือตำรวจ ก็เลยธุระไม่ใช่ตามไปด้วย!

จนถึงวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ นี่แหละ ระดับรัฐบาลก็ยังทำเหมือน “ธุระไม่ใช่” นายกฯ สมชายไม่เคยแสดงความทุกข์ร้อนต่อปัญหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูงเลย ในขณะเดียวกัน การหมิ่นสถาบันเบื้องสูงทั้งทางวาจา ทั้งทางวิทยุ ทั้งทางอินเทอร์เน็ต ก็โหมกระหน่ำหนัก

พลเอกอนุพงษ์ ซึ่งเป็นทหาร ท่านจะละอายแก่ใจท่านเอง หรือท่านคิดอย่างไรผมก็เดาใจท่านไม่ออก ท่านออกมาแสดงท่าที “เอาจริง” ไปวานซืนนี้ อย่างที่เล่าไปแล้วข้างต้น

เมื่อ “ฝ่ายทหาร” เอาจริงต่อการปกป้องสถาบัน ก็ปรากฏว่า “ฝ่ายตำรวจ” ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นหน้าที่ “ทางกฎหมาย” ที่เขาจะต้องทำโดยตรง ก็เพิ่งจะ “เอาจริง” ตามไปด้วย โดย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.แทงหนังสือไปตามสังกัดงานต่างๆ ความว่า

“ให้ บช.น. บช.ก.ภ.๑-๙ บช.ส.สตม.และสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (สทส.) ตั้งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเป็นการเฉพาะ เพื่อเฝ้าระวังติดตาม ตรวจสอบ การกระทำที่เข้าข่ายความผิด และเร่งตรวจสอบเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต และสื่อต่างๆ ที่เข้าข่ายลักษณะความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกระทำการไม่เหมาะสมอันเป็นการดูหมิ่นสถาบัน หากพบให้รีบดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เฉียบขาด รวดเร็ว

ทั้งนี้ ในกรณีที่พบผู้กระทำความผิดเป็นชาวต่างชาติ นอกจากดำเนินการตามกฎหมายในความผิดฐานหมิ่นฯ แล้ว ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒ ทุกกรณี

อีกทั้งให้ประสานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อทำการปิดหรือสกัดกั้นเว็บไซต์ที่เข้าข่ายลักษณะเป็นความผิด และให้รวบรวมผลให้ทาง ตร.ทราบ ผ่านกองคดีอาญา ทุกวันที่ ๑๕ และ ๓๐ ของเดือน โดยให้เริ่มรายงานตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม เป็นต้นไป

ครับ..ข้อสังเกตตรงนี้ก็คือ ในข้อเท็จจริง เรื่องเหล่านี้มีกฎหมายชัดเจนอยู่แล้ว เมื่อมีกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจต้องควบคุมดูแล และจัดการผู้ทำผิดให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยที่ ผบ.ตร.ไม่จำเป็นต้องสั่งในเรื่องที่ “เป็นหน้าที่” ของผู้รักษากฎหมายต้องปฏิบัติเคร่งครัดอยู่แล้ว

คำถามคือ “เพราะอะไร ที่ผ่านมาตำรวจจึงละเลย..ทั้งที่รู้-ทั้งที่เห็นอยู่” จนกระทั่งต้องให้ ผบ.ทบ.อันเป็น “ฝ่ายทหาร” เทกแอคชั่น

“ฝ่ายตำรวจ” จึงค่อย..เทกแอคอาร์ต!?

เอาละ..เมื่อทหารออกนำ ตำรวจออกตาม วานนี้ ระดับรัฐบาล โดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงจำต้องใช้สถานภาพ “ผู้นำการบริหารประเทศ”

ขานรับนโยบาย “เทิดทูน-พิทักษ์สถาบันเบื้องสูง” ตามไปด้วย!

นายสมชายอ้าปากให้เป็น “คำพูดนายกฯ” เรื่องปกป้องสถาบัน และเรื่องเอาจริงกับผู้หมิ่นสถาบันไปวานนี้ ก่อนที่จะเดินทางไปเยี่ยม ๓ จังหวัดใต้

นายสมชาย ในตำแหน่งนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหม นั่งเครื่องบินกองทัพบกไปลำหนึ่ง ไปลงที่กองบิน ๕๖ สงขลา ส่วนพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ในตำแหน่ง ผบ.ทบ.นั่งเครื่องบินกองทัพอากาศไปลำหนึ่ง ไปลงที่กองบิน ๕๖ ในเวลาไล่เลี่ยกัน แล้วนั่ง ฮ.ไปค่ายสิรินธรที่เขตรอยต่อยะลา-ปัตตานีด้วยกัน

ท่านว่า “แปลกมั้ย” ที่นายกฯ กับ ผบ.ทบ.ไปราชการที่เดียวกัน แต่ไม่ไปด้วยกัน?

ถ้าเป็นภาวะปกติ “คงแปลก”

แต่ภาวะนี้ ระหว่างนายกฯ ที่ยืนบนกองเลือดประชาชน กับ ผบ.ทบ.ผู้ประกาศ “เป็นผม..ลาออกไปแล้ว”

“นั่งเรือบินคนละลำ” จึงเป็นเรื่องไม่แปลก!

จะสังเกตเห็นว่า ในภารกิจภาคใต้วานนี้ พลเอกอนุพงษ์วางตำแหน่งตัวเองไว้ในฐานะ “เจ้าบ้าน” ที่ให้การต้อนรับ “แขกผู้มาเยือน” ฉะนั้น ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างนายสมชายกับพลเอกอนุพงษ์

จึงถูกรักษาระดับถี่-ห่างเยี่ยง “ผู้เหย้า-ผู้เยือน”

ไม่ผูกกระสัน-ฟั่นเกลียวเยี่ยง “นายกฯ-ผบ.ทบ.”

เอาหละ..ก่อนที่ผมจะล่กๆ เพราะเจียนเวลาใกล้ ๕ ทุ่ม ก็อยากจะปิดท้ายวันนี้ ด้วยฟังจากที่ “พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์” ผบ.สส.พูดถึงเรื่องกองทัพที่จะเข้ามาจัดการคนหมิ่นสถาบันไว้วานนี้ ทำนองว่า

“เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของทหารโดยตรง”

ผมก็เกรงว่าทั้งทางทหาร ทางประชาชน และทั้งทางรัฐบาลเองก็เถอะ จะมีความเข้าใจอะไรที่คลาดเคลื่อนใน “หน้าที่” ต้องทำอยู่บ้าง ก็อยากจะยกความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ มาทบทวน “ภาวะตัวเองควรรู้” ไว้ดังนี้

มาตรา ๗๗ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็น และเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ

ครับ..ต่อไปนี้ ก็คงไม่มีใครเกี่ยงกว่า “หน้าที่พิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่ของเรา” อีกแล้วนะครับ.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 ตุลาคม 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter