อินโดนีเซียกับเส้นทางข้อตกลงการค้าเสรี
เอกสารข่าวฉบับที่ 20 (ตุลาคม 2551)
- สมคิด พุทธศรี -
อินโดนีเซียถือว่าเป็น “น้องใหม่” ในวงการการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคีภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี Megawati (พ.ศ.2544 – 2547) ไม่มีแนวนโยบายหรือยุทธศาสตร์ทางการค้าใดเลย ที่เสนอให้อินโดนีเซียทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี การเสนอแนะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นในรัฐบาล Yudhodono ซึ่งเป็นรัฐบาลปัจจุบันเท่านั้น
ข้อเสนอข้างต้นกลายเป็นประเด็นถกเถียงที่ไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อสรุปโดยง่าย แม้แต่ในหน่วยงานของรัฐเองก็มีเสียงสนับสนุนและคัดค้านพอๆกัน มิพักต้องกล่าวถึงว่า ฉันทมติจากภาคประชาสังคมและชุมชนวิชาการเป็นสิ่งที่ยากที่จะปรากฏได้
ท่ามกลางกระแสการถกเถียงที่ยังไม่ได้ข้อสรุป รัฐบาลอินโดนีเซียกลับเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการไล่กวดการทำข้อตกลงการค้าเสรีและได้บรรลุข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น (Japan – Indonesia Economic Partnership Agreement) ในเดือนสิงหาคม 2550
อาจกล่าวได้ว่า การวิ่งบนเส้นทางข้อตกลงการค้าเสรีของอินโดนีเซียเป็นการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดในสังคมเศรษฐกิจโลก แม้ว่าอินโดนีเซียจะพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นกลจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์ (ในปี 2548 อัตราการเปิดประเทศอยู่ที่ระดับ 53.87 ของ GDP) แต่การค้าระหว่างประเทศก็ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก การเข้าถึงตลาดทั่วโลกยังคงเป็นเงื่อนไข ‘จำเป็น’ ในการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในช่วงแรกของการพัฒนาประเทศ อินโดนีเซียใช้การพัฒนาเศรษฐกิจแบบผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Imported Substitution) ควบคู่ไปกับการส่งออกน้ำมัน แต่เมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันตกต่ำในทศวรรษ 2520 ยุทธศาสตร์นี้ก็มิอาจดำรงอยู่ได้
ในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์น้ำมัน อินโดนีเซียเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2526 – 2538 มีการประกาศใช้เมนูนโยบายไม่ต่ำกว่า 24 ชุด เพื่อแก้ปัญหาด้านประสิทธิภาพและส่งเสริมการลงทุนในภาคการผลิตที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งนี้ นัยหนึ่งคือ การเปลี่ยนไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นการส่งออก (Export Orientation) ที่มีภาคหัตถอุตสาหกรรมเป็นตัวนำ
สาระสำคัญของนโยบายการค้าภายใต้การปฏิรูปเศรษฐกิจ คือ การดำเนินนโยบายการเปิดตลาดของตนเองโดยสมัครใจ (Libetaization) โดยการลดอุปสรรคทางการค้าที่เป็นภาษีและมิใช่ภาษีของตนเอง
ภายใต้ทางเดินแบบพหุภาคี อินโดนีเซียเป็นสมาชิกแรกเริ่มขององค์การการค้าโลกและมีข้อผูกมัดสำคัญที่เป็นผลมาจากการเจรจาการค้าในรอบอุรุกวัย (Uruguay Round) หลายด้านได้แก่ การลดเพดานภาษีศุลกาการ การควบคุมสินค้าเกษตร การยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี การยกเลิกค่าธรรมเนียมในสินคานำเข้า การเปิดโอกาสให้มีการเข้าถึงตลาดในภาคธุรกิจสำคัญ และการยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับส่วนประกอบที่ผลิตภายในประเทศภายใต้ความตกลง TRIMs เป็นต้น
อินโดนีเซียเป็นผู้สนับสนุนการค้าเสรีภายในอุษาคเนย์อย่างแข็งขัน กลุ่มนักผลิตนโยบายของอินโดนีเซียเชื่อว่า ข้อตกลงการค้าเสรี AFTA จักนำมาซึ่งความความมั่นคงทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค อันเป็นความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบที่ ‘แท้จริง’ ของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม วิกฤติการณ์การเงิน 2540 ทำให้กระบวกการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียต้องหยุดชะงักลง ในส่วนของกระบวนการเปิดเสรีโดยสมัครใจ แม้ว่าอินโดนีเซียจะ ไม่ปิดตนเองออกจากเศรษฐกิจโลกและรับเอามาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจตามคำแนะนำของ IMF มาใช้ตามข้อผูกมัดของจดหมายแสดงเจตจำนง (Letter of Intend) ที่รัฐบาลอินโดนีเซียทำกับ IMF แต่การล่มสลายของระบอบ Suharto โต้ที่ปกครองประเทศกว่า 32 ปีกลับฉุดรั้งกระบวนการดังกล่าวมิให้เดินหน้าไปได้เท่าที่ควร
วิกฤติการณ์ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อกระบวนการเปิดเสรีภายในภูมิภาค เมื่อแต่ละภาคีหันไปดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาภายในตามความเชื่อพื้นฐานของตนซึ่งขัดแย้งกันเอง กล่าวสำหรับอินโดนีเซีย รัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารประเทศต่อจาก Suharto ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลของประธานาธิบดี Habibie หรือ Megawati ล้วนมีท่าทีที่ไม่สนใจการรวมกลุ่มภายใต้อาเซียนทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียมิอาจอยู่เฉยได้ เมื่อไทยดำเนินนโยบายการค้าแบบ Darwinism ไล่กวดสิงคโปร์ในการทำข้อตกลงการค้าเสรี ในขณะที่การเติบใหญ่ทางเศรษฐกิจของจีนกำลังบั่นทอนความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของอินโดนีเซีย
การฝากความหวังไว้กับการจัดระเบียบการค้าเสรีโดยWTO ก็ดู “เลื่อนลอย” เกินไป เมื่อพิจารณาถึงความจริงข้อที่ว่า ผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันระหว่างมวลหมู่สมาชิกองค์การการค้าโลกและการต่อต้านขององค์กรพัฒนาเอกชนทั่วโลกเป็นปัญหาที่มิอาจแก้ได้ในเร็ววัน
ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ นักผลิตนโยบายอินโดเซียเห็นว่า การเข้าสู่กระบวนการไล่กวดการทำข้อตกลงการค้าเสรีเป็นยุทธวิธีเดียวที่เหลืออยู่ในการธำรงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขัน คำถามพื้นฐานของอินโดนีเซียจึงไม่ใช่คำถามที่ว่า “อินโดนีเซียสมควรที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีหรอไม่” อีกต่อไป แต่คำถามที่เหมาะสมกว่าก็คือ “อินโดนีเซียจะเลือกทำข้อตกลงการค้าเสรีกับใครและเลือกทำอย่างไร” เพื่อให้สังคมเศรษฐกิจของตนได้รับประโยชน์มากที่สุด
การทำข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่นท่ามกลางความกังขาของสังคมเศรษฐกิจนับเป็นรูปธรรมทางคิดที่ชัดเจนของกลุ่มนักผลิตนโยบายอินโดนีเซีย มิพักต้องกล่าวถึงว่าอินโดนีเซียมีแผนที่จะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีอีกทั้งสิ้น 7 ข้อตกลง
‘FTA Mania’ กำลังระบาดสู่สังคมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย
ข้อตกลงการค้าเสรีของอินโดนีเซียที่มีการลงนามแล้ว (ปีที่มีการลงนาม)
ASEAN Free Trade Agreement – AFTA (2535)
ASEAN - CHINA Free Trade Agreement –ACFTA (2545) * ลงนามในส่วน Framework Agreement
ASEAN – KOREA Free Trade Agreement –AKFTA (2548)* ลงนามในส่วน Framework Agreement
Japan- Indonesia Economic Partnership Agreement (2550)
ข้อตกลงการค้าเสรีของอินโดนีเซียที่อยู่ระหว่างการเจรจา (ปีที่เริ่มเจรจา)
ASEAN - India – AIFTA (2546)
ASEAN – New Zealand and Australia – AANZFTA (2547)
ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership – AJCEP (2548)
ข้อตกลงการค้าเสรีของอินโดนีเซียที่อยู่ในแผนเจรจา (อยู่ระหว่างการศึกษา)
อินโดนีเซีย – สหรัฐอเมริกา, อินโดนีเซีย – สหภาพยุโรป (EU), อินโดนีเซีย – ออสเตรเลีย, อินโดนีเซีย – นิวซีแลนด์, อินโดนีเซีย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA), อินโดนีเซีย-ปากีสถาน, อินโดนีเซีย-อิหร่าน
เอกสารข่าว WTO จัดทำโดย
โครงการจับกระแสองค์การการค้าโลก (WTO Watch)
ได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)



