ความน่าเชื่อถือของ สนง. อัยการสูงสุด

prasong_lert@yahoo.com

 

เป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้อง บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นางบุษบา ดามาพงศ์ กรรมการบริษัท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภรรยาในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บริษัทเอสซีฯขณะที่ยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปลายปี 2546

เพราะก่อนหน้านี้คณะทำงานของอัยการสูงสุดที่พิจารณาคดีนี้ขอเลื่อนการสั่งคดีมาแล้วหลายครั้ง ทำให้คาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นได้

ขณะเดียวกันคำชี้แจงในคำสั่งไม่ฟ้องยังทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ที่ติดตามคดีนี้เคลือบแคลงสงสัยการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการเป็นอย่างมาก

ความเคลือบแคลงที่มีต่อสำนักงานอัยการสูงสุดเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจ การใช้และการตีความกฎหมาย มีมาก่อนหน้านี้แล้วตั้งแต่เกิดความขัดแย้งกับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่อ้างว่า คตส.ไม่มีอำนาจในการฟ้องคดีหลายคดีเกี่ยวกับการทุจริตในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

แต่ในที่สุดศาลฎีกาฯก็มีคำสั่งรับคดีเหล่านั้นไว้พิจารณา

ในการเลื่อนการสั่งคดีบริษัทเอสซีฯหลายครั้ง ข้ออ้างคณะทำงานของอัยการสูงสุดคือ รอหลักฐานเพิ่มเติมจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า เป็นหลักฐานที่จะยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวชินวัตรกับกองทุนส่วน บุคคล Overseas Growth Fund Inc. (OGF) และ Offshore Dynamic Fund Inc. (ODF) ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งถือหุ้นบริษัทเอสซีฯอยู่ประมาณร้อยละ 20

แต่ครอบครัวชินวัตรไม่ยอมแจ้งต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ว่ากองทุนทั้งสองกองทุนเป็นของครอบครัวชินวัตร

รวมถึงหลักฐานความสัมพันธ์ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณกับบริษัทวินมาร์ค ลิมิเต็ด บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น ที่เข้าซื้อหุ้นบริษัทครอบครัวชินวัตรและบริษัทเอสซีฯตั้งแต่ปลายปี 2543 ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธมาตลอด ไม่ใช่บริษัทของตนเอง

แต่เอาเข้าจริงแล้วข้ออ้างที่เป็นสาระสำคัญของพนักงานอัยการในการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาคือ

หนึ่ง การยื่นข้อมูลบริษัทเอสซีฯต่อ ก.ล.ต.ทำตามประกาศ ก.ล.ต.ฉบับเก่า (พ.ศ.2543) ที่ไม่มีการกำหนดให้ระบุรายชื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่แท้จริง ดังนั้น บริษัทจึงไม่มีความผิดเรื่องปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น

ข้ออ้างนี้ของอัยการน่าจะเป็นการจับแพะชนแกะ เอาเรื่องการเปิดเผยข้อมูลทั่วไปมาปะปนกับการแสดงข้อความอันเป็นเท็จซึ่ง เป็นสาระสำคัญในการยื่นข้อมูลเพื่อเสนอขายหุ้นต่อประชาชนซึ่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 278 บัญญัติในเรื่องนี้ไว้โดยตรงว่า

“ผู้ใดแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลัก ทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นตาม มาตรา 65 ในสาระสำคัญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินสองเท่าของราคาหลักทรัพย์ทั้งหมดซึ่งผู้นั้นเสนอขาย...”

ในหนังสือชี้ชวนของบริษัทเอสซีฯตอนหนึ่งที่ชี้แจงเรื่องความเสี่ยงจากการมี กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ระบุว่า หลังจากการขายหุ้นแล้ว กลุ่มตระกูลชินวัตรถือหุ้นในบริษัทร้อยละ 61 (คุณหญิงพจมานกับบุตรสาว 2 คน) จึงทำให้กลุ่มตระกูลชินวัตรสามารถควบคุมเสียงของที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ เกือบทั้งหมด...ยกเว้นเรื่องที่กฎหมายหรือข้อบังคับบริษัทกำหนดให้ต้องได้ รับเสียง 3 ใน 4 ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ดังนั้น ผู้ถือหุ้นรายอื่นจึงไม่อาจสามารถรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อตรวจสอบหรือถ่วงดุล เรื่องที่ผู้ถือหุ้นใหญ่เสนอได้

เห็นชัดว่าบริษัทเอสซีฯไม่ยอม แจ้งว่ากองทุนทั้งสองซึ่งถือหุ้นรวมกันถึงร้อยละ 20 เป็นของครอบครัวชินวัตร ซึ่งจะทำให้ครอบครัวชินวัตรถือหุ้นถึงร้อยละ 81 เกินกว่า 3 ใน 4 ของหุ้นทั้งหมด สามารถควบคุมเสียงในที่ประชุมใหญ่ได้ทุกเรื่องด้วย “มติพิเศษ” ไม่มีข้อยกเว้น เหมือนกับที่กล่าวอ้างในหนังสือชี้ชวนซึ่งเป็นการแจ้งข้อมูลเท็จตามมาตรา 278 ไม่เกี่ยวกับประกาศ ก.ล.ต.ตามที่อัยการอ้างแต่อย่างใด

สอง กองทุนทั้งสองอยู่ภายใต้การจัดการของผู้จัดการกองทุนชาวมาเลเซีย เมื่อมีการขายหรือซื้อหุ้นได้รายงานต่อ ก.ล.ต.ครบถ้วนแล้ว จึงไม่มีความผิดเกี่ยวกับการไม่รายงานการได้มาและขายไปหุ้นดังกล่าวตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯมาตรา 246 ผู้ถือหุ้นใหญ่คือครอบครัวชินวัตร จึงรอดตัวไปด้วย

ในข้อนี้อัยการไม่ปฏิเสธ (แต่ไม่ยอมพูดอย่างชัดเจนหรือละเลยที่จะกล่าวถึง) พยานหลักฐานที่บ่งชี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวชินวัตร เป็นเจ้าของหรือมีความสัมพันธ์กับบริษัทวินมาร์ค กองทุนทั้งสองกองทุน

การยอมรับเรื่องนี้ เช่น การอ้างว่าการจัดการกองทุนทั้งสองมีผู้จัดการกองทุนชาวมาเลเซีย เป็นผู้มีอำนาจทำการแทนอยู่แล้ว ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับการรายงานการได้มาหรือขายไปซึ่งหุ้นของผู้ถือหุ้น ใหญ่ที่ข้ามเส้นร้อยละ 5 ที่ไม่ว่าจะให้ใครจัดการแทนก็ต้องรายงานต่อ ก.ล.ต. การไม่ยอมรายงานจึงมีความผิดตามกฎหมาย

น่าเสียดายที่รัฐ ธรรมนูญ พ.ศ.2550 ให้องค์กรอัยการเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารอย่างเด็ดขาดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2551 แต่ความเป็นอิสระหรือไม่ขึ้นอยู่ที่ว่า อัยการใหญ่น้อยทั้งหลายสามารถละทิ้งผลประโยชน์ที่ผูกพันกับฝ่ายบริหารและผู้ มีอำนาจได้หรือไม่

และจะเป็นตัวชี้ว่า สำนักงานอัยการสูงสุดมีความน่าเชื่อถือหรือไม่

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 25 ตุลาคม 2551