การเมือง “วัดใจทหาร” วันที่ ๒๑

ผู้คนเขาก็อกสั่นขวัญแขวนกันว่า พรุ่งนี้-วันที่ ๒๑ ตุลา. ผลจากคำพิพากษา พ.ต.ท.ทักษิณ-คุณหญิงพจมาน ในคดีที่ดินรัชดาฯ และวันปะรืน-๒๒ ตุลา.มีการประชุมสภากันตามปกติ จะเป็นจุดดึงให้คน ๒ ฝ่าย คือฝ่ายพันธมิตรฯ และฝ่าย นปก. ปะทะกันถึงเลือด-ถึงชีวิตอีก!

ผมนั่งกินข้าวดูรถราวิ่งอยู่ริมถนน ก็มีคนรู้จักกันโทร.มาถามว่า “แล้วจะทำยังไงกัน?” ผมก็ตอบไปว่า “ไม่ต้องทำยังไง ผลมาจากเหตุ ก็เพราะมีเหตุ เรื่องอันเป็นผลถึงได้เกิด

ในเมื่อสะสมเหตุกันมาขนาดนี้ ถ้าจะตีกันก็ถือว่า “สมเหตุ-สมผล”!

เขาก็ถามต่อว่า “อ้าว..แล้วทหารไม่ออกมาช่วยพันธมิตรฯ เหรอ?”

ผมก็ว่า “ทำไมต้องช่วยเฉพาะพันธมิตรฯ ฝ่ายอื่นไม่ใช่คนหรืออย่างไร ฉะนั้น เรื่องทหารออกมา หรือไม่ออกมา ไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขแค่ว่า “ออกมาเพื่อช่วยพันธมิตรฯ หรือช่วย นปก.”

แต่ออกมาในความหมาย “ช่วยบ้านเมือง” และช่วยคนไทยทุกคน ให้รัก-ชังทักษิณอย่างมีสติ รักชาติให้นานๆ และอย่าเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มากล่าวอ้างเป็นเดิมพันในเกมที่ขาดสติ

เพราะที่ทำกันอยู่ขณะนี้ ถึงขั้นประกาศว่า “ใครอยู่ฝ่ายทักษิณมาทางนี้ ใครอยู่ฝ่ายสถาบันไปทางโน้น”

มันเลอะเทอะไปกันใหญ่ อย่าว่าแต่คนไทยเลยครับ “คนทั้งโลก” ที่เขารู้เรื่อง ก็ไม่มีใครเขารับ “เกมเลือกข้าง” อย่างนี้ได้หรอก!

ถ้าใครจะกู้บ้าน-กู้เมือง-กู้ประชาธิปไตย ควรต้องมีชั้นปัญญา ควรรู้สิ่งใดควร-สิ่งใดไม่ควร และมีวิสัยทัศน์ในการนำ เพื่อให้คนตามไม่ตะขิดตะขวงใจ ยอมรับได้ และเชื่อถือด้วย มั่นใจในทิศทางนำ

พ่อ-แม่ ตัวเอง ยังไม่เห็นมีใครเอามาพล่อยๆ เป็นเดิมพัน นั่นเพราะทุกคนเคารพ แยกไว้เหนือความขัดแย้งใดๆ เพื่อป้องกันมิให้ใครหมิ่น แต่นี่กลับเอาสถาบันมาตะโกนกันมันปาก

สมควรไหม? หัดตอบตัวเองไว้บ้าง อย่าให้คนต้องเลือกข้างเพราะนำสิ่งนี้มาอ้างเลย!

สถาบันแห่งองค์สมมุติเทพ สูงหาที่เปรียบมิได้ อยู่เหนือการนำไปเทียบอ้างกับใดๆ ในชั้นสามัญมนุษย์

แต่วันนี้ ดูเขาทำกันซี เอาไปตีค่า-เทียบราคาแลกกับทักษิณ ผู้ที่สังคมตราหน้า เป็น “กังฉินแห่งแผ่นดินสยาม”

ทำอย่างนี้ เป็นการยกย่อง-เทิดทูนสถาบันให้สูง หรือเป็นการยกคนต่ำใต้นรกอย่างทักษิณขึ้นมาเทียบเสมอ น่าจะใคร่ครวญกันได้ ก่อนนำมาพูดมิใช่หรือ?

ถ้าผมเป็นทหาร โดยเฉพาะถ้าเป็น “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ก็คงทั้งทุกข์ ทั้งอึดอัดขัดข้องใจ ปฏิวัติก็ถูกด่า ไม่ปฏิวัติก็ถูกด่า ออกมาก็ถูกด่า ไม่ออกมาก็ถูกด่า ในขณะที่ปัญหาใน “ภารกิจทหาร” กำลังรุมเร้า

นั่นคือปัญหาชายแดน โดยเฉพาะกับเขมร!

อย่างกรณีชายแดน นี่ถือเป็นภารกิจหน้าที่ทหารโดยตรง แต่กับเรื่องการชุมนุม การตีกัน การสลายม็อบ ว่าที่จริงก็ไม่ใช่หน้าที่อะไรของทหาร เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกับหน่วยงานตามกลไกรัฐ

แต่อย่างว่าแหละ เมื่อประชาชนไม่นับถือรัฐบาล ไม่เชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี องค์ประกอบบนความเป็นประเทศชาติก็สั่นคลอน สิ่งแรกและสิ่งเดียวที่ประชาชนต้องส่ายสายตามองหาก็คือ

ทหาร!

ไม่ได้มองในด้านความผิด-ความถูก, ไม่ได้มองในด้านใช่-ไม่ใช่ แต่ประชาชนมองด้วยจิตใต้สำนึกที่ฝังลึกคู่กับความเป็นประเทศไทยตลอดมาว่า

“ถ้าบ้านเมืองหาทางออกไม่ได้ ทหารต้องเป็นฝ่ายแหกด่าน!”

ไม่มีเหตุผลที่เป็นตรรกะ เป็นวิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ อะไรหรอก มันเป็นสัญชาตญาณตามสายรกของ “แผ่นดินทหาร” เท่านั้น

ถ้ามองย้อนกลับไปซัก ๒๐ ปี เราจะเห็นว่า สังคมประชาธิปไตยพัฒนาเชี่ยวกราก พร้อมตะโกนไล่ “ทหารกลับเข้ากรม-กองไป” ทหารอย่าออกมาเล่นการเมือง!

และหลังจากพฤษภาทมิฬ ๓๕ ทหารก็ค่อยๆ กลับเข้ากรม-กอง ยิ่งรัฐธรรมนูญปี ๔๐ ห้ามคนนอกเป็นนายกฯ หรือพูดให้ตรงเจตนา “ห้ามทหารครองอำนาจการเมือง” ก็จะเห็นว่าทหารห่างการเมืองไปถึงขั้นพูดกันว่า

ปฏิวัติ “สูญพันธุ์” ไปจากเมืองไทยแล้ว!

แต่พอถึงยุครัฐบาลทักษิณ ทหารไม่เล่นการเมือง แต่การเมืองดึงเอาทหารมาเป็นอำนาจบริวารการเมือง ซึ่งทหารก็ชอบเพราะสมประโยชน์ จน ๑๙ กันยา.๔๙ หน่อพันธุ์ “ทหารปฏิวัติ” ก็งอกขึ้นมาให้เห็น

แต่พอพลเอกอนุพงษ์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ก็ประกาศ “ทหารไม่ยุ่งการเมือง” ทหารตบเท้ากลับเข้ากรม-กองกันอีกครั้ง!

จนมาถึงขณะนี้ พลเอกอนุพงษ์ประกาศครั้งที่ ๑๐๙ ว่า “ทหารจะไม่ปฏิวัติ” แต่ปรากฏว่า ท่ามกลาง “สงครามเลือกข้าง” ประชาชนเองเป็นฝ่ายเรียกร้องให้ทหารออกมายุ่งกับการบ้าน-การเมืองอีก

พูดกันเป็นรูปธรรม ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็ไม่ต้องการให้ทหารปฏิวัติ

ฝ่าย นปก.ก็ไม่ต้องการให้ทหารปฏิวัติ ถึงขนาดใช้เป็นเงื่อนไขปลุกระดมให้ “คนเสื้อแดง” ออกมาต้านทหารปฏิวัติ!

แต่..ท่ามกลางกระแส “ไม่เอาปฏิวัติ” ท่ามกลางความขัดแย้งยากหาทางออก สังคมส่วนใหญ่

“ต้องการให้ทหารออกมา”?!

ให้ออกมาทำอะไร ออกมาแซะขนมครกงั้นหรือ?

เท่าที่ผมสดับตรับฟัง ก็จับกระแสไปในทางเดียวกันว่า “ก็ไม่รู้แหละ ให้ทหารออกมาช่วยบ้านเมืองก็แล้วกัน”

ใครจะ “ทุบดิน” เก่งเท่าคนไทยเห็นจะไม่มี สรุปก็คือ สังคมเชื่อมั่น และหวังในสถาบันทหารว่า “จะสามารถทำให้บ้านเมืองสงบได้”

ดูเหมือนทหารเขาเข้าใจความต้องการสังคมพอสมควร คือเหมือนร้านอาหาร ทุกคนที่เข้าร้าน หวังให้กุ๊กปรุงอาหารอร่อยๆ มาให้กิน แต่ไม่ใช่ปรุงเอง แล้วกุ๊กมานั่งกินเอง

นี่ก็ทำนองนั้น ต้องการทหารทำบ้านเมืองให้สงบเอง

แต่ไม่ต้องมานั่ง “กินเมือง” เอง!

ผมถึงว่า ใครเป็นพลเอกอนุพงษ์ ช่วงนี้หน้าผากคงกว้างขึ้นอีกหลายนิ้วแน่ เพราะต้องคร่ำเคร่งคิดสูตรผสม รัฐศาสตร์+ยุทธศาสตร์+การเมือง+นิติศาสตร์+สังคมศาสตร์ ผนวกด้วยสรรพนิพนธ์ของเหมา กลวิธีชนะมิตร และจูงใจคน ของเดล คาเนกี

มาปรุงเป็นยาแก้โรคสังคมชักกระตุกขณะนี้!

ที่ท่านยกแผง ๔ ผบ.เหล่าทัพไปหลั่งทักษิโณทกที่ช่อง ๓ ประกาศเจตนารมณ์ไม่ยอมรับ “รัฐบาลย่ำบนกองเลือดประชาชน” ใครจะมองอย่างไรก็ช่างเถอะ แต่ผมขอบอกว่า

นั่นคือก้าวแรกของกองทัพที่ “ไม่เล่น” การเมือง

แต่ “เอาจริง” เพื่อทำบ้านเมืองให้สงบ

“สงบ” ในสูตรทหาร “ออกมา” แต่ “ไม่ปฏิวัติ”!?

การที่พลเอกอนุพงษ์ ทิ้งระยะสัมพันธ์อำนาจทหารห่างจากอำนาจการเมืองด้วย ๓ เก้าอี้คั่น ดังที่เห็นในจอข่าวโทรทัศน์เย็นวานจากงานที่ท้องสนามหลวง จะมองเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก

ท่าทียืนยัน ทหารไม่ยอมรับ “รัฐบาลฆ่าประชาชน”!

“สูงสุดก็แค่ทหารชงชาเย็นให้นายกฯ สมชายกินเท่านั้นหรือ?” อาจมีคนสงสัยใคร่ถาม ผมขอถือวิสาสะตอบแทนว่า

“ปฏิวัติเป็นยาร้อน แต่การกำจัดรัฐบาลฆาตกรโดยไม่ปฏิวัติ ต้องใช้สูตร ‘ยาเย็น’ ค่อยเป็น-ค่อยไป และที่สำคัญต้องเลี้ยงฆาตกรไว้รีดพิษเป็นส่วนผสมด้วย ตัวยาจึงจะมีสรรพคุณแก้โรค ‘การเมืองเสื่อม’ สู่การเมืองใหม่ได้ชงัด”

รัฐบาลอ้าง ๓ งานใหญ่ที่ต้องทำ “ลากยาว” ไปจนสิ้นปี แต่ผมดูแล้ว ทหารเขาคงยอมให้ ๑ งาน คืองานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ตอนกลางเดือนหน้า

หลังจากนั้น ทหารเขาคง “เพิ่มตัวยา” เพื่อดับปัญหาคาบ้าน-คาเมือง โดยไม่ระคาย-ระเคืองระบบรัฐสภา เว้นเสียแต่ฝ่ายใด-ฝ่ายหนึ่ง “ก่อเหตุไม่พึงประสงค์” เป็นตัวแปรในเงื่อนไขเวลา

นั่น..ทหารเขาอาจจำเป็นต้องพลิกแพลงบทบาทไป เพื่อแก้ไขตามรูปแบบสถานการณ์!

ถ้าดูกันตามแนวของผม ไม่ยากเลยที่จะรู้ “อนาคตข้างหน้าสังคมไทยเราจะไปทางไหนกัน?”

เสี่ยงทายเอาจากการเลือก “ประธานาธิบดีสหรัฐ” ในวันที่ ๔ พฤศจิกา.ที่จะถึงนี่แหละ เพราะไทยกับสหรัฐอยู่ราศีเดียวกัน!

ถ้าบารัก โอบามา CHANGE ชนะ

ก็หมายความว่า ไทย CHANGE สู่การเมืองใหม่แน่ๆ!

แต่ถ้าเป็น “ปู่แม็ก” ไทยก็ต้องชักแหงกๆ อยู่กับสมชายใต้เกือกทักษิณ!!

อันที่จริง เส้นทางที่ฟันฝ่า “หลงป่า” กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ นั่นแล้ว ถ้ารู้ว่าหลงแล้วตั้งทิศใหม่ให้ตรงก็หลุดจากหลงได้ แต่หลงทางยังไม่อันตรายเท่า “หลงตัว” อันนี้ต้องระวังนะครับ มีผู้หวังดีฝากผมเตือน “นักรบหน้าไมค์” ในพันธมิตรฯ การพูด-การจา และลีลาการนำ ควรใคร่ครวญเป็นดุจรวงข้าว ยิ่งรวงใหญ่-ยิ่งต้องไม่เผยอ การทำงานใหญ่ ที่ไม่พอใจใครก็ด่าแหลกราบไป แล้วจะเหลือใครเป็นพวกท่าน?

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 20 ตุลาคม 2551