จาก “ผู้พิพากษาถึงอดีตผู้พิพากษา”

ยุค “คอมมูนิสต์” เฟื่อง ระบบบริหารตำรวจมี ๒ กองบัญชาการใหญ่เท่านั้น คือ “กองบัญชาการตำรวจนครบาล” เรียกว่า ผบช.น. คุมกรุงเทพฯ ทั้งหมด ส่วน “ต่างจังหวัด” ทั้งหมดคุมโดย “ผู้บัญชาการตำรวจภูธร” เรียกว่า ผบช.ภ. และทั้งกรมตำรวจ มียศ พล.ต.อ.เพียงคนเดียว คือผู้เป็น “อธิบดีกรมตำรวจ”

แต่ยุคนี้ ภัยคุกคามประเทศในรูปแบบลัทธิต่างๆ ไม่มี ถ้าจะมีก็แค่ “ภัยระบอบทักษิณ” อันมีการโกงกินเป็นเครือข่ายของระบบ แต่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ของประเทศไทยวันนี้ มีระดับพลตำรวจตรี-พลตำรวจโท-เป็นเข่ง

ระดับพลตำรวจเอก-เป็นโหล!

ผมตระเวนไปเกือบทั่วทุกโรงพักในภาคอีสานและภาคเหนือ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ แต่ในช่วง ๓-๔ ปีนี้ ผมไป ๓ จังหวัดใต้ ๓ ครั้ง ถึงไม่ได้ไปดูโรงพักครบทุกแห่ง แต่ก็ประเมินถึงรูปแบบทำงานในภาพรวมพอได้

สิ่งที่ผมจะบอกก็คือ ในขณะที่ประเทศไทยหวุดหวิดจะถูกคอมมูนิสต์ ถูกโจรก่อการร้ายยึดครอง ผมก็ยังไม่เห็นว่าบริเวณโรงพักไหน กองกำกับไหน และกองบังคับการตำรวจแห่งไหน ทำน่าละอายเท่า “กองบัญชาการตำรวจนครบาล” วันนี้

คือเขายังไม่ปอดแหกให้ชาวบ้านดูแคลน ด้วยการทำบังเกอร์ ทำสนามเพลาะ ล้อมโรงพัก เป็นกระดองให้ตัวเองซุกหลบอยู่แต่ข้างใน

เหมือนอย่างที่ “ตำรวจนครบาล” ทำ ๒-๓ วันนี้!?

เอาเหตุผลตรงไหนกลัวพันธมิตรฯ ที่จะไปร่วมงาน “วันตำรวจ” ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในความหมายว่า “พันธมิตรฯ จะไปบุก” ถึงกับไม่เป็นอันกิน-อันนอน ประชุมนายพล นายหมื่น วางแผนรับมือกัน ๓ วัน ๔ คืนเช่นนี้

ทีกับปัญหาใต้ โจรก่อการร้ายมันบุกฆ่าชาวบ้าน ฆ่าเจ้าหน้าที่ทุกวัน ไม่เห็นนายพล-นายหมื่นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติวิตกทุกข์ร้อน ประชุมกันขยันขันแข็งอย่างนี้บ้างเลย?

ประชาชนนั้น ไม่มีหรอกครับที่จะไปฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะตำรวจ-ทหาร

มีแต่ตำรวจ-ทหาร..ฆ่าประชาชน!

ฉะนั้น ตำรวจนครบาลไม่ควรสร้างสัญลักษณ์ “แดนมิคสัญญี” ให้กรุงเทพฯ ด้วยเครื่องกีดขวาง หรือการตรึงกำลัง ปิดบ้าน-ปิดเมือง ทั้งที่ย่านปทุมวัน และย่านวังปารุสกวัน อันเป็นย่านสัญจรไปมาให้คนทั้งในชาติและนอกชาติเขากลัว

นปช.ไป-มีดอกไม้ ตำรวจระริกระรี้ ต้อนรับขับสู้

พันธมิตรฯ ไป-มือเปล่า ตำรวจกลับตั้งแถว ผลักไส

เผลอๆ แอบซุก นปช.ไว้ข้างใน เป็นอะไหล่ “บริการแทนตำรวจ”!?

หมายถึงอะไร หมายถึงความรู้สึก นึก-คิด ของตำรวจเองไม่บริสุทธิ์ มองประชาชนพันธมิตรฯ เป็นศัตรู ด้วยใช้ “จิตซ่อนเร้น” แยกประเภทประชาชนว่า ถ้าประชาชนเสื้อแดง-เป็นกองกำลังหนุนระบอบทักษิณ

นี่..พวกตำรวจ!

ถ้าประชาชนเสื้อเหลือง-เป็นกองกำลังกำจัดระบอบทักษิณ

นี่-ศัตรูตำรวจ!

นี่แหละ..อย่างนี้แหละครับ ผมอยากให้ตำรวจระดับบริหารชะล้าง “จิตซ่อนเร้น” นี้ออกไป ไม่เช่นนั้น ภายใต้จิตสำนึก “สีแดง-สีเหลือง” ก็จะทำให้การบริหารงานของท่านตกอยู่ภายใต้ “ความเกลียดกลัว-ความประจบเอาใจ”

ตำรวจได้ชื่อว่าเป็นหน่วยงานที่ “สอพลออำนาจ” มากที่สุด จึงเป็นหน่วยงานที่อ่อนแอที่สุดเพื่อการแทรกแซงจากอำนาจอื่น ด้วยเหตุนี้

ตำรวจดีจึงอยู่ยาก!

ทุกวันนี้ ตำรวจโตขึ้นมาแบบดิบๆ ห่ามๆ ประสบการณ์ในการทำงานน้อย แต่มากด้วยประสบการณ์วิ่งเต้น-สอพลอ นั่งตำแหน่งใหญ่โต แต่พอมีงานตามหน้าที่ ด้วยความที่ไม่มีประสบการณ์ ด้วยความที่โตแบบดิบๆ

จึงเผชิญปัญหาด้วยความกลัว และกลบเกลื่อนความกลัวด้วยการ “ใช้อำนาจดิบ” หรือไม่ก็คอยแต่ใช้อำนาจ “ตามใบสั่ง” อย่างกรณี ๗ ตุลา.เป็นต้น

อยากให้ตำรวจที่ต้องทำงานกับมวลชนดูอย่าง “พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช” เป็นตัวอย่าง ในสมัยพันธมิตรฯ ชุมนุมขับไล่ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ก่อน ๑๙ กันยา.ฝ่ายชุมนุมกับฝ่ายตำรวจ “หวาดเสียว” ต้องปะทะกันไม่รู้กี่ครั้ง

แต่ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ท่านก็ไม่เป็นตำรวจทักษิณ และก็ไม่เป็นตำรวจพันธมิตรฯ ท่านเป็นตำรวจเพื่อ “พิทักษ์สันติราษฎร์” ดังนั้น ความรุนแรงถึงเลือดเนื้อ หรือการปะทะกันจึงไม่เกิดขึ้น!

พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง โฆษกตำรวจ หรือตำรวจคนไหนที่มีปณิธาน “จะเป็นตำรวจที่ดีของประชาชน” ก็ควรจะศึกษางาน ศึกษาศิลปะการเจรจา การประสานงานมวลชนจาก พล.ต.อ.อชิรวิทย์ให้มากเข้าไว้

แต่ต้องทำใจนะครับ “ตำรวจดี” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เขาไม่ค่อยจะเลี้ยง..ให้ได้ดี!

เมื่อ คืน (๑๓ ต.ค.) ท่านฟังนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงทางโทรทัศน์ไปแล้วใช่ไหมครับ เป็นแถลงที่ต้องบอกว่า “ลมๆ แล้งๆ” แต่คงมีกำลังแรงเป็น “ความนัย” อะไรก็ไม่ทราบ

เพราะที่เวที พันธมิตรฯ “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” กลับลำกลางอากาศ ประกาศงดเคลื่อนพลไปชุมนุมหน้า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” กะทันหัน แล้วอย่างนี้ ข้าวปลาอาหารที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเตรียมไว้

ลำพัง นปช.เป็นแขกรับเชิญฝ่ายเดียว จะไม่เหลือเบะหรือ?

ผู้บาดเจ็บและตายรับทราบด้วยนะครับ นายกฯ สมชายท่านสั่งฆ่าแล้วบอกว่าเสียใจแน่ะ เห็นว่าจะตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน ๒ ชุด การตั้งกรรมการ มันเกี่ยวอะไรกับการแสดงความรับผิดชอบ ผมก็งงอยู่

แต่ผมย้ำให้ระวังอยู่เรื่องหนึ่ง นี่..ตำรวจก็ตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา ๑ ชุด ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ก็ตั้งมา ๑ ชุด และทั้ง ๒ หน่วยงานนี้ตั้ง

“คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์” เป็นคณะทำงานทั้ง ๒ ชุด!?

จับตาให้ดีนะครับ ชุดที่รัฐบาลจะตั้ง มีความเป็นไปได้สูงที่ “คุณหญิงหมอพรทิพย์” จะได้รับความไว้วางใจจากนายสมชายตั้งมาเป็นคณะทำงานในฐานะผู้ชำนาญด้านนิติ วิทยาศาสตร์อีก

ผมไม่ว่าอะไร ฆาตกร และจอมบงการ “ตั้งคณะทำงาน” ขึ้นมาสอบสวนงานฆ่าของตัวเอง แค่นี้ก็ตลกอยู่แล้ว ยิ่งทุกชุดรุมกันตั้ง “คุณหญิงหมอพรทิพย์” คนเดียวกันมาคุมด้านนิติวิทยาศาสตร์

มันจะเป็น “ตลกร้าย” ซ่อนนัยอะไรหรือไม่ สนใจกันเอาเองนะครับ!?

ทำเหมือนว่าทั้งประเทศไทย มี “คุณหญิงพรทิพย์” ชำนาญทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ “เชื่อถือได้” เพียงคนเดียวงั้นแหละ!

อย่าเชื่อคน จากงานผ่านหน้าจอโทรทัศน์บ่อยๆ แค่นั้นนะครับ ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็น่าจะร้องขอ “ตั้งคณะทำงาน” เพื่อมาเป็นคู่ขนานในผลตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย

เอาละครับ ในเมื่อนายกฯ สมชายแถลงการณ์ถึงพันธมิตรฯ ผมก็มีจดหมายจากผู้ใช้นามว่า “ผู้พิพากษาหญิง” มาถึงท่านเหมือนกัน เชิญอ่านเลยครับ

จดหมายจาก “ผู้พิพากษาหญิง” ถึง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ “อดีตผู้พิพากษา”

“ข้าพระพุทธเจ้า นายสมชาย วงศ์สวสัดิ์ ขอถวายสัตย์ปฏิญานว่า ข้าพระพุทธเจ้า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายทุกประการ”

ท่านสมชายจำได้ไหม ในวันถวายสัตย์ปฏิญานตนเป็นผู้พิพากษานั้น ผู้พิพากษาทุกคนมีความสุขและภาคภูมิใจขนาดไหนที่เราได้เป็นผู้พิพากษาในพระ ปรมาภิไธย นั่นจะเป็นวันแรกที่เราจะได้เป็นผู้พิพากษาอย่างเต็มตัว เพราะเราจะได้ลงนามในคำพิพากษาได้อย่างเต็มภาคภูมิ ท่านสมชายเองก็คงจะเคยมีความสุขและภาคภูมิใจอย่างดิฉัน

แต่อย่าลืมนะคะ ในวันนั้นเช่นกันที่ผู้พิพากษาทุกคนจะต้องมีพันธกิจตามคำถวายสัตย์ปฏิญานตน นั้นตลอดชีวิตของการเป็นผู้พิพากษา ท่านสมชายคงมิได้จดจำแล้วใช่ไหมคะ เพราะท่านเป็นอดีตผู้พิพากษาแล้ว และปัจจุบันก็ได้เป็น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในวันนี้ ในวันเดียวกับวันที่เป็นฆาตกรสั่งฆ่าคนไทยอย่างอำมหิตและเลือดเย็นแล้วทำ เป็นทองไม่รู้ร้อน

ดิฉันเชื่อว่าผู้พิพากษาที่ดีทุกคนจดจำตอน ท้ายของ ข้อ ๑ ในหมวด ๑ อุดมการณ์ของผู้พิพากษา จากประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการได้ดีว่า “หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของผู้พิพากษาที่นอกเหนือจากการประสาทความยุติธรรม ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ผู้พิพากษาจะต้องดำรงตนและรักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งสถาบันตุลาการ”

ท่านสมชายลองทบทวนดูซิว่า วันที่ท่านกับเมียที่เคารพพากันไปติดสินบนตุลาการรัฐธรรมนูญในคดีซุกหุ้นภาค แรกนั้น เป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์แห่งสถาบันตุลาการแค่ไหน นั่นเป็นครั้งแรก และก็มีครั้งต่อๆ อีกหลายครั้งที่ทำความหายนะให้แก่วงการตุลาการ......(แกะข้อความจากลายมือ ช่วงนี้ไม่ออก-เปลว)

ในวันนี้ คือวันอังคารที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ เป็นวันมหาวิปโยคของคนไทยที่นายกรัฐมนตรีที่เป็นอดีตผู้พิพากษาสั่งฆ่า ประชาชน เพียงเพื่อขอให้ได้แถลงนโยบายของรัฐบาลชั่ว และเพื่อรับใช้พี่เมีย (ที่รักยิ่งในสายตาชั่วๆ ของนายสมชาย) เท่านั้น มีคนตาย บาดเจ็บ แขนขาด ขาขาด ตาหลุด คนไทย...(อ่านไม่ออก-เปลว) ขอให้อย่างน้อยๆ ได้มีการปราบประชาชนให้เกิดความวุ่นวายในแผ่นดิน เพื่อเป็นข้ออ้างขอลี้ภัยทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับเมีย อำมหิตผิดวิสัยของผู้พิพากษาที่ดีเหลือเกิน แล้วยังไม่เคยแสดงอาการรับผิดชอบ และมีจิตสำนึกในการเป็นผู้นำประเทศที่มีเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้น

ดิฉันรู้สึกอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ขอให้ผู้พิพากษาทุกคนช่วยกันประณามนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่เข่นฆ่าและทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มาพิทักษ์รักษาชาติ และพระมหากษัตริย์ด้วยมโนธรรมที่สูงส่งของความรักชาติยิ่งชีพ

ผู้พิพากษาหญิง

ครับ.. ท่านนายกฯ อดีตผู้พิพากษา ต้องการตอบจดหมาย “ผู้พิพากษาหญิง” ท่านนี้อย่างไร จะตอบผ่านมาทางผม หรือจะออกโทรทัศน์ หรือไม่ต้องการตอบอะไรเลย เป็นสิทธิ์ของท่านครับ แต่ถ้าตอบ ทุกคำตอบจะมีผลผูกพันต่อท่านในชั้นศาล.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 13 ตุลาคม 2551