หรือจะยอม “ทรราช” กลืนเมือง?

ผมนั่งนิ่ง ไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว จากบ่าย ๒ ไปจนถึงบ่าย ๔ โมงครึ่ง ข้างหน้าผมคือสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ที่รอดชีวิตกลับมาจากสมรภูมิ “รัฐสภาตรายางทรราช” เมื่อเช้าวันที่ ๗ ตุลา

เธอเล่าไป-ร้องไห้ ไป มือก็คว้าทิชชูเช็ดน้ำตาและน้ำมูกเป็นระยะ และจบลงด้วยการสะท้อนความรู้สึกต่อเหตุการณ์ที่เธอเผชิญด้วยตัวเองว่า

“มันจบแล้ว ประเทศไทย เราจะหวังจากใครไม่ได้แล้ว แม้กระทั่งทหาร เพราะมันเป็นของเขาไปหมดแล้ว”!!

“เขา” คือใคร ถ้าไม่ใช่ทรราช “ระบอบทักษิณ”?

เธอพร่ำย้ำแต่คำว่า ท่ามกลางห่ากระสุน จะเป็นห่าแก๊สน้ำตา หรือห่าอะไรของตำรวจก็ช่างเถอะ ฝูงชนที่ล้มคว่ำคะมำหงายเรี่ยรายพื้นหน้ารัฐสภาเช้านั้น เมื่อเข้าไปช่วยกันอุ้ม-ช่วยกันลากคนไหน

ในความเวิ้งว้างจากจุดหวัง คำถามพรั่งพรู “จากใจ” ถามกันเองว่า “ทหารออกมาช่วยพวกเราแล้วหรือยัง?”

คุณไชยา พูนแก้ว พันธมิตรฯ ใจเหนือเพชรจากชุมพรที่ขาขาด ทั้งที่เลือดฉาดฉาน กระเถิบไป..กระเถิบไป..ลากขาที่ขาดรุ่งริ่ง เลือดไหลเรี่ยรายพื้น กระเถิบไป เพื่อเอาร่างช่วยบังห่ากระสุนที่ตำรวจระดมสาดใส่อย่างบ้าคลั่งให้กับสตรี พันธมิตรฯ คนหนึ่งที่ล้มจมเลือดอยู่!

หัวใจเอ๋ย..หัวใจ นี่แหละหัวใจพันธมิตรฯ ในสนามร่วมรบ!

หน่วยพยาบาลในชุดคล้ายทหาร ทั้งที่ติดเครื่องหมาย “ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ” หามเปลแหวกแนวสกัดตำรวจเข้าไปหวังช่วยหามคนเจ็บที่เรี่ยรายพื้น หัว-ท้าย หามเปล

วิ่ง..วิ่ง..วิ่ง ไปไม่เท่าไหร่...

ตูม.. ตูม..ตูม..ใส่ทางข้างหลัง คงเป็นกระสุนยางในระยะใกล้ บุรุษพยาบาลหมุนคว้าง แล้วคะมำคว่ำคาเปล พยายามตะกายจะลุกขึ้นมาให้ได้ หวังคว้าเปลวิ่งไปช่วยชีวิตพันธมิตรฯ ที่ร้องหาระงม

พลั่กกก..!

เป็นตีนตำรวจพิทักษ์ทรราชกระทืบเหยียบหลังไว้บนความหมาย “มึงไม่ต้องไปช่วยมัน”!!

น้องโบว์ “น.ส.อังขณา ระดับปัญญาวุฒิ” อีกผู้หนึ่ง เธอคือ “วีรสตรีอาจหาญ” ที่ต้องบันทึกเชิดชูไว้เป็นตำนาน “เยาวชนเพื่อชาติ” ทั้งบิดา-มารดา และตัวเธอคือ “ครอบครัวนักสู้”

ชีวิตเธอ ครอบครัวเธอ พร้อมอุทิศเพื่อประเทศไทยที่ต้องไม่ยอมให้ทรราชคนไหนครอง!

๗ ตุลา ที่สมรภูมิลานหน้าพระบรมรูปฯ “น้องโบว์” ผู้เยาว์วัย เธอมาเพื่อแสวงหาความหมาย และเธอพบแล้ว ความหมายที่แจ่มกระจ่างใจไปนิรันดร์ คือ

ประเทศชาติ ถ้าจะเสียไป ไม่ได้เสียเพราะใคร แต่จะเสียเพราะ “ไทยทรราช” ด้วยกันนี่เอง!

ต้องย้ำไว้ ไม่เพียงครอบครัว “ระดับปัญญาวุฒิ” เท่านั้นที่ต้องสูญเสีย หากแต่มันเป็นความสูญเสียร่วมกันของมวลหมู่พันธมิตรเรือนแสน-เรือนล้าน ทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก-อีสาน และเมืองฟ้าอมร

เธอตายด้วยคำแก้ตัวของตำรวจว่า “แก๊สน้ำตา” ฆ่าคนไม่ได้!?

ฉะนั้น ตำรวจต้องหาคำตอบมาให้ได้ว่า ที่ร่างเธอแหลกเหลวด้วยแรงอัดจากวัตถุระเบิดชนิดใด-ชนิดหนึ่งนั้น..มาจากไหน ใครทำ?

ตลอดวานนี้-ทั้งวัน ระงมไปด้วยการสาธิตประกอบคำแก้ตัวของตำรวจผู้รับใช้นายกฯ ทรราช “สั่งฆ่าประชาชน” ว่า ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาฆ่าคนไม่ได้

แล้วตำรวจก็สรุปเสร็จสรรพฉับพลันว่า ประชาชนพี่น้องพันธมิตรฯ ที่ตาย ที่บาดเจ็บ ที่แขน-ขาขาด น่าจะพก “ระเบิดปิงปอง” ไปแล้วระเบิดเอง

ถ้ายิ่งฟังที่ “พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง” โฆษกตำรวจ และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน แถลง ก็ยิ่งเข้าใจได้ทางเดียว ที่ประชาชนบาดเจ็บ-ล้มตายกว่า ๔๐๐ คนนั้น

พี่น้องพันธมิตรฯ ระเบิดกันเอง ให้เจ็บ-ให้ตายกันเอง

ถุย...ไอ้ตำรวจทรราช!

หูข้างหนึ่งผมฟังเธอเล่า อีกข้างหนึ่งฟังข่าวจาก UBC ตา ผมอ่านแฟกซ์ที่ส่งกันเข้ามา ส่วนใจนั้นมันคลั่งอยู่ข้างใน ที่ทำได้คือ “อัด” มันไว้ให้ลึกที่สุด ยิ่งเธอจบคำระบายสลับการป้ายน้ำตาด้วยประโยคว่า

“วันข้างหน้า-ใครมีทางไป ก็คงไป ‘ประเทศไทย’ คงไม่มีใครมีกะจิต-กะใจสู้ให้กับใครอีกแล้ว”

ผมก็ยังคงไม่มีคำพูดใดต่อเธอเหมือนเดิม แต่ในใจก้องอยู่ด้วยประโยคซื่อจากใจสามัญชน ที่สื่อความหมายด้วยคำถามหาในภาวะเป็น-ตายที่ตำรวจระดมยิงใส่ว่า

“แล้วทหารออกมาช่วยพวกเราหรือยัง?”

เธอกลับไปด้วยคำตอบที่ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าได้ตอบคำถามนั้นด้วยตัวเองแล้ว เธอบอกว่า ในภาวะเป็นตาย ไม่ได้หวังให้ทหารออกมาปฏิวัติ แต่ด้วยหวังว่าทหารจะออกมาช่วยยับยั้งมิให้ตำรวจฆ่าประชาชน

แต่ตราบเช้า-ยันค่ำ หวังเห็นหน้า “ทหารของประชาชน” เจ้าก็ไม่มา เจ้าสวามิภักดิ์หนักหนาอยู่กับระบอบทักษิณ สงบยิ่งกว่านุ่งซิ่นอยู่ในที่ตั้ง

ทหารผินหลังให้ประชาชน ปล่อยให้ตำรวจ “ฆ่าประชาชน” นับแต่นี้ ก็เหลือแต่ฟ้า-ปาฏิหาริย์เท่านั้น ที่เป็น “วันรอคอย” ว่าจะมี!

ผมอยากจะบอกเธอว่า ทหารไม่ว่างจริงๆ เพราะวันนั้น ขณะตำรวจฆ่าประชาชนที่ลานหน้ารัฐสภา ทหารส่ง ฮ.ไปรับ “รัฐมนตรีกลาโหม” ที่ชื่อทรราชสมชายหนีออกจากรัฐสภาไปซุก “กองทัพไทย” ที่แจ้งวัฒนะตอนบ่าย

ทรราชทายาทระบอบทักษิณ “ออกโทรทัศน์” โอ่อ่าสมศักดิ์ศรี มากบารมีเจ้านายเหนือ ๓ ทัพ เพราะขวา-ขนาบด้วย “พลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์” ผบ.สส. ซ้าย-ขนาบด้วย “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผบ.ทบ.

ตราบใดที่กองทัพไทยมีนายทหารหาญอย่าง “พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา” และบรรดารุ่น ๑๐ ของทักษิณ แยกย้ายครองความเป็นใหญ่

ตราบนั้น “รัฐบาลทรราชไทย” สบายใจได้ ระบบทหารจะปล่อยให้ “การเมืองสามานย์แก้การเมืองสามานย์” ด้วยตัวมันเอง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศ “สามานย์เมือง” ตลอดไป

รอความเป็นใหญ่ภายใต้ประชาธิปไตย “ระบอบทักษิณ” คืนเมือง!?

๗ ตุลา ณ สมรภูมิหน้ารัฐสภา และหน้า บช.น. มันไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองของพันธมิตรฯ กับรัฐบาลนายกฯ สมชาย โดยมี “อำนาจเหนือ” ประเทศไทยเป็นเดิมพัน

แต่มันเป็นการต่อสู้ของประชาชนพันธมิตรฯ กับตำรวจรัฐบาลลอนดอนโดยตรง!

การ “ปล่อยวาง” ของทหารครั้งนี้ มีนัยที่สังคมชาติต้องศึกษา และต้องสังเกตในลีลาให้ดี ประเทศชาติวันนี้ ถ้ารักจะดำรงไว้ ประชาชนสามัญไม่มีขั้น-มียศ ต้องจำให้ขึ้นใจ

เขมรมันยังเหิมยึด ดินแดนได้รอบด้าน คล้ายไม่เห็นหัวทหาร “มันหมายความว่าอย่างไร?” ในขณะที่มันยอมยกแผ่นดินเกาะส่วนหนึ่งให้ระบอบทักษิณ “สร้างอาณาจักรใหม่”

และนี่..ทรราชในสายพันธุ์ก็จะไป “คุยในที่ลับ” กับคนที่เคยไปเปิดถนนร่วมกันไว้ที่เกาะกงอีกมิใช่หรือ?

ประชาชน มือเปล่า ประชาชนที่ไม่มีงบฯ ซื้อรถถังยูเครน เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายนี่แหละ..ต้องเตรียมพร้อม เตรียมเข้าสู่ทั้งสงครามชิงแดน เข้าสู่ทั้งสงครามเศรษฐกิจ และทั้งสงครามชิงเมือง

ว่าด้วยเรื่อง “อำนาจยึดประเทศไทย” เพื่อลอกคราบสู่อนาคตใหม่ ไม่เรา-ก็มัน ถึงวันที่ต้องขีดเส้นใต้ เพราะชะตาไทยถึงคราต้องฝ่าวิบากแล้ว มิตรสหายเอ๋ย!

เราจะปล่อยให้ “รัฐบาลทรราชเริงเมือง” อยู่ต่อไปอย่างนั้นหรือ?

เราจะปล่อยให้ทรราชสมชายฆ่าประชาชน แล้วเดินสายประกาศชัยชนะ ปูทางให้ “ทรราชใหญ่” กลับจากลอนดอนมาครองเมืองงั้นหรือ?

ท่านประธานวุฒิสภา “นายประสพสุข บุญเดช” ที่เคารพ ท่านซื่อ ท่านหน่อมแน้ม หรือไร้เดียงสาต่อสถานการณ์ “รัฐบาลทรราชฆ่าประชาชน” ได้อย่างน่าสมเพชยิ่งนัก!

ท่านยังจะใช้สถานะประมุขสถาบัน นิติบัญญัติร่วมเป็น “บัลลังก์ให้ทรราช” อยู่อีกหรือ ท่านยังฝันลมๆ แล้งๆ ตามแรงกระพือปีกของอีแร้งการเมืองว่าด้วยเรื่องสมานอำนาจ “ส.ส.ร.” อยู่อีกหรือ?

เขาหลอกใช้ท่านแท้ๆ หรือท่านคิดว่ามาจากสถานะ “ผู้พิพากษา” เหมือนทรราชสมชาย แล้วเขาจะน้ำใสใจจริงเหมือนท่าน ผมไม่อยากให้ท่าน “เสียคนด้วยสุจริต” และด้วยเหตุที่ท่านยังเยาว์วัยในการเมือง

ผมจึงอยากให้ท่าน “ทบทวนบทบาท” ในการทำงานร่วมกับ “สภาทรราช” ที่ประกาศนโยบายกลางกองเลือดและชีวิตประชาชนผู้รักชาติ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเสียแต่เดี๋ยวนี้

พี่น้องพันธมิตรฯ ทั้งหลาย เราจะปล่อยให้นายกฯ ทรราชลอยนวลอยู่อย่างนี้ไม่ได้!

พี่น้องพันธมิตรฯ ทั้งหลาย อนาคตประเทศไทย เราจะหวังจากใครไม่ได้อีกแล้ว นอกจากพวกเราทั้งหลาย พี่น้องของเราต้องไม่ตายเปล่า ต้องไม่เจ็บเปล่า น่าอดสูนัก ถ้าพวกเราจะปล่อยให้เลือดที่หลั่ง ต้องถูกละเลงหายไปใต้ตีนเหล่าทรราชและสมุนน้อยใหญ่

ที่ย่ำเข้า-ย่ำออกรัฐสภา ทำหน้าที่ “ตรายาง” ยึดประเทศ!

อดีต-เราพูดกันว่า คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล

แต่วันนี้ ประจักษ์ชัดแล้วว่า คนกรุงเทพฯ ดูดาย พี่น้องต่างจังหวัดส่วนใหญ่ “ยึดกรุง” ล้มรัฐบาลทรราช!

ยุคนี้ เป็นยุค “สตรีกู้ชาติ”

ผู้ชาย ถ้าไม่ขายตัว ก็ไปแปลงเพศเป็นหญิงกันเกือบหมดแล้ว ที่ไม่ขายตัว และไม่แปลงเพศ ก็เป็นผู้ชาย “สงบเสงี่ยมเรียบร้อย-อยู่ในที่ตั้ง”

เห็นที นับจากนี้ ต้องฝากประเทศไทยไว้กับ “กองทัพหญิง” ตัวจริงแล้ว!

เลือกเอา ถ้า ๔+๓ แกนนำพันธมิตรฯ ยอมปล่อยให้ทรราชอยู่ได้ ก็ต้องยอมถอยออกไปจากทำเนียบฯ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรจะมาชุมนุมให้ยุงฟักไข่เพาะไข้เลือดออก วันนี้-ทรราชระบอบทักษิณได้ดื่มกินเลือดพันธมิตรฯ แล้ว ก็ทำไม..พอใจวันไหน มันจะมาเชือดอีกซักจอก-สองจอกดับกระหายไม่ได้ เอาปืนไฟมายิงใส่ในทำเนียบฯ ง่ายจะตายไป ใครจะทำไม เพราะกู..ทรราช ผงาดกินเมืองแล้ว.

 

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 9 ตุลาคม 2551