นับเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่มีค่าในการเดินทางไปหลายแห่งในสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้สามารถหลุดพ้นข่าวการเมืองที่วนเวียนซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย แม้จะรู้ว่า เมื่อกลับมาแล้ว ต้องเจอนักการเมืองยุคดึกดำบรรพ์ถูกขุดขึ้นมาจากหลุมให้มามีตำแหน่งและอำนาจในรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อีกครั้งหนึ่ง
การไปจีนครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าวแห่งประเทศจีนที่มีมานานประมาณ 10 ปีแล้ว
หนึ่งในสถานที่หลายแห่งที่ไปเยือนคือ อูหลู่มู่ฉี เมืองเอกของมณฑลซินเจียงและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสุดของจีน มีพรมแดนที่ยาวถึง 5,000 กิโลเมตร (1 ใน 4 ของพรมแดนจีน) ติดต่อกับหลายประเทศ เช่น รัสเซีย คาซักสถาน ทาจิกิสถาน ปากีสถาน ฯลฯ
ลักษณะพิเศษของมณฑลนี้หลายประการ เช่น เป็นเขตปกครองตนเอง มีพื้นที่มากที่สุดถึง 1 ใน 6 (ประมาณ 1.6 ล้าน ตร.กม.หรือกว่า 3 เท่าของไทย) ของจีนซึ่งมีทั้งหมด 33 มณฑล แต่มีประชากรเพียง 22 ล้านคน มีชนเผ่าต่างๆ ถึง 47 เผ่า แต่เป็นชนเผ่าขนาดใหญ่ 13 เผ่า
ชนเผ่าที่ใหญ่ที่สุดคือ เหวยอู๋เออร์ (Uygur-ไทยออกเสียงว่า อุยกู) มีประมาณ 9 ล้านคน รองลงไปคือ ชาวฮั่น (จีน) ประมาณ 7-8 ล้านคน
เนื่องจากเป็นมณฑลชายแดน มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรมและภาษา ทำให้น่าสนใจว่า รัฐบาลจีนทำให้ชนเผ่าที่มีความหลากหลายเหล่านี้อยู่ด้วยกันโดยให้มีความขัดแย้งกันน้อยที่สุดได้อย่างไร รวมทั้งยอมรับอำนาจของรัฐบาลกลางได้อย่างไร
ในเขตปกครองตนเองที่มีอยู่หลายมณฑลนั้น รัฐบาลจีนมีนโยบายว่า ในตำแหน่งการปกครองสูงสุด 1 ใน 2 ตำแหน่ง ต้องมาจากชนเผ่าพื้นเมือง เช่น ชนเผ่าพื้นเมืองเป็นผู้ว่าการมณฑล เลขาธิการพรรคต้องเป็นชาวจีนซึ่งมณฑลซินเจียงก็มีลักษณะนี้
แต่ที่น่าสนใจคือ รัฐบาลกลางส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ภาษาของชนเผ่าต่างๆ ควบคู่ไปกับภาษาจีนกลาง
โปรแกรมที่ขาดไม่ได้ในการแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสื่อมวลชน 2 ประเทศคือ การไปเยี่ยมชมสื่อมวลชนซึ่งในครั้งนี้คือ ซินเจียง เดลี่ หนังสือพิมพ์ประจำมณฑล
ต้องเข้าใจก่อนว่า หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนจีนนั้น รัฐบาลเป็นเจ้าของ ผู้ที่ขึ้นมาเป็นใหญ่ในระดับบรรณาธิการได้ต้องได้รับความไว้วางใจจากพรรคคอมมิวนิสต์ แม้จะมีอิสระในการนำเสนอข่าวต่างๆ ได้ แต่ถ้ากระทบกับผู้นำระดับสูงของมณฑลในกรณีเกิดการทุจริต ต้องผ่านความเห็นชอบจากพรรคก่อน
แต่ห้ามเด็ดขาดในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรค
หนังสือพิมพ์ซินเจียงนั้นผลิตออกจำหน่าย 4 ภาษาคือ ภาษาจีน เหวยอู๋เออร์ มองโกเลีย และคาซักซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีประชากรมากที่สุด
ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ซินเจียงให้ข้อมูลว่า นอกจากนั้นยังมีหนังสือพิมพ์ หนังสือท้องถิ่นและหนังสือเฉพาะด้าน เช่น การศึกษา วิทยาศาสตร์ในมณฑลซินเจียงออกหนังสือเป็นภาษาต่างๆ (นอกจากภาษาจีน) ถึง 130 ฉบับ เช่นเดียวกับสถานีโทรทัศน์และวิทยุที่สามารถใช้ภาษาของแต่ละชนเผ่าได้
"รัฐธรรมนูญของจีนบัญญัติไว้ว่า ชนเผ่าต่างๆ มีสิทธิที่จะใช้ภาษาของตนเอง"
ผู้บริหารหนังสือพิมพ์ซินเจียงยืนยันว่า รัฐบาลจีนมีนโยบายว่า ต้องเคารพในภาษาของชนเผ่าต่างๆ อนุญาตให้ใช้ภาษาของตนเองได้ และส่งเสริมการพัฒนาภาษาของชนเผ่าโดยรัฐบาลแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาส่งเสริมวิจัยการพัฒนาด้านภาษามีคนทำงานถึง 4,000 คน
ตัวอย่างที่หยิบยกขึ้นมาคือ ชาวทาจิ มีแต่ภาษาพูด แต่ไม่มีภาษาเขียน รัฐบาลพยายามพัฒนาให้มีภาษาเขียน แต่เนื่องจากชาวทาจิใกล้ชิดกับชาวเหวยอู๋เออร์ จึงหันไปใช้ภาษาของเหวยอู๋เออร์
ปัญหาที่คณะของเราหยิบยกขึ้นมาถามคือ การให้ชนเผ่าต่างๆ ใช้ภาษาที่หลากหลายเช่นนี้มีผลกระทบต่อความมั่นคงเช่นเดียวกับแนวคิดของรัฐไทยที่ (เคย?) คิดว่า การปล่อยให้มีการเรียนภาษาจีนหรือภาษายาวีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยหรือไม่
ผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ซินเจียงยืนยันว่า การส่งเสริมให้แต่ละชนเผ่าเรียนภาษาของตนเองไม่มีปัญหาในเรื่องความไม่รักชาติหรือก่อให้เกิดความแตกแยกแต่อย่างใด เช่น ลูกของตนทั้ง 3 คน นอกจากภาษาชนเผ่าแล้ว ยังพูดภาษาจีนกลางได้ดีมาก
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จีนระดับสูงยอมรับว่า มีชนเผ่าส่วนน้อยอยู่ทางพรมแดนยังมีแนวคิดในการแบ่งแยกดินแดนอยู่ จึงมีการก่อเหตุอยู่บ้างเป็นบางครั้ง
ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวมีความซับซ้อนและส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมปลายทศวรรษ 1960 ที่ชนเผ่าต่างๆ ได้รับความเจ็บปวดจากการกดขี่ แต่หลังจากนั้น ทางการจีนก็เปิดกว้างให้ชนเผ่าๆ ต่างมีบทบาทในการปกครองมากขึ้นและส่งเสริมการใช้ภาษาชนเผ่า
เจ้าหน้าที่จีนบอกว่า ปัญหาที่แก้ได้ยากและซับซ้อนนั้น ส่วนหนึ่งเพราะได้รับการสนับสนุนจากบิน ลาเดน โดยอ้างเรื่องศาสนาอิสลาม และอีกส่วนหนึ่งได้รับการสนับสนุนจากซีไอเอ ของสหรัฐโดยอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน
แม้ข้อมูลสังเขปเหล่านี้ไม่อาจบอกได้ว่า การแก้ไขปัญหาของจีนประสบความสำเร็จหรือซุกปัญหาไว้ใต้พรม แต่น่าที่จะเป็นบทเรียนที่สามารถศึกษาค้นคว้าต่อไปได้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 ตุลาคม 2551

