"อัศวินโต๊ะกลม" ในเส้นทางตัน

ผมว่าควรเพิ่มกติกานะครับ คือคนที่จะสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็น "ผู้ว่าฯ กทม." ครั้งต่อๆ ไป ควรผ่านการตรวจระบบ "สมอง-ประสาท" เสียก่อน

เพราะสังเกตว่าชักจะมีคนบางประเภทยอมเสียเงินค่าสมัคร เพื่อแลกกับได้เข้าไปทำบ้าๆ บอๆ ให้เป็นข่าวมากขึ้น แถมได้ออกโทรทัศน์อีกตะหาก..ซึ่งถือว่าคุ้ม!

เหตุที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทำร้ายร่างกาย "นายพิศาล ดิลกวณิช" ผู้ดำเนินรายการข่าวภาคเที่ยงของช่อง ๓ วานนี้ เพราะไม่พอใจที่ถูกสัมภาษณ์ด้วยคำถามที่ตัวเองไม่อยากตอบ

บังเอิญข่าวช่วงนั้นผมดูอยู่พอดี จึงบอกนายพิศาลได้คำเดียวว่า "คุณโชคร้าย..ที่บังเอิญต้องเจอกับคนพรรค์อย่างนั้น"!

สังคมผู้บริโภคข่าวสารของไทยนั้น โดยเปอร์เซ็นต์เฉลี่ย ไม่ชอบเรื่องที่มีสาระ ฟังแล้วต้องนำไปขบ ไปคิดต่อด้วยปัญญา ชอบดู-ชอบฟังอะไรที่ ฟังแล้วได้ฮา ซี้ดซ้าด สะใจไปชั่วมื้อ-ชั่วคราว

เพราะอย่างนี้ นักการเมืองประเภท "ข้างหน้าผูกไท-ข้างหลังลายมังกือ" จึงเกิดง่าย เนื้อแท้จะชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง อย่างไร ไม่มีใครสนหรอก ขอให้พูด-ให้ทำอะไรบ้าสุดๆ เข้าไว้ พิธีกรก็ชอบ เจ๊าะแจ๊ะ ตามน้ำไปเรื่อย

ถือว่าอิงกันดัง คนออกรายการก็ดัง รายการตัวเองก็ "เรตติ้ง" กระฉูด!

พิธีกรบางรายก็ต้องคิดเหมือนกันนะครับ รายการข่าว ไม่ใช่รายการ "แฟชั่นข่าว" จะได้ถามแบบประจบแขก สร้างสีสันดารา หาข่าวมาแค่ประดับการขายสินค้าไปวันๆ พวกสินค้าปลอมทางการเมืองจึงหลงผิดคิดว่า พล่าม เว่อร์ ดุเด็ด เผ็ด มัน เข้าไว้

อย่างนี้แหละ..ถูกใจรายการ!

อิงกันดัง อิงกันได้ตังค์ ฉะนั้น ทุกวันนี้ใครมีเงินอยากดังก็สามารถ "ซื้อ" เส้นทางดังให้ตัวเองได้ผ่านทุกสื่อ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ กระทั่งบิลบอร์ดริมถนน

สภาพเป็นจริงทางสังคมบริโภคข่าวสารเป็นอย่างนี้ ก็ดูได้-เห็นได้ จากสื่อแขนงต่างๆ เพราะสื่อคือเงาสะท้อน "รสนิยม" สังคมชาติ ในเมื่อรสนิยมส่วนใหญ่เป็นอย่างนี้

การนำเสนอข่าวสารทุกวันนี้ เรื่องทำดี ต้องซื้อพื้นที่-ซื้อเวลาจึงจะได้เป็นข่าว แต่เรื่องทำฉาวอย่างที่มนุษย์มนาเขาไม่ค่อยทำกัน..สื่อจะกระเสือกกระสน

ไม่มี ก็ไปสรรค์หามาให้มี...

เหตุผลคำเดียวคือ ข่าวอย่างนี้ "ตลาดชอบ"!?

มีเหตุผิดพลาดด้วย "ตัวผมเอง" ที่ต้องรีบแก้ไข เมื่อวานหลงรัฐธรรมนูญเก่าๆ บอกไปว่า ให้นายกฯ สมชายระวัง ในวาระแถลงนโยบายลงมติไว้วางใจ พลังประชาชนซีก "แก๊งออฟโฟร์" จะยกมือคว่ำ

ท่านชำนาญ จากเชียงใหม่อีกแหละครับ ท่านเมตตารีบเมล์มาบอกว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลตามมาตรา ๑๗๖ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ "ไม่มีการลงมติไว้วางใจ" ผมเข้าใจผิดไปเอง!

ก็เข้าใจกันตามนี้นะครับ ฉะนั้น ในสัปดาห์หน้า ๖-๗-๘ ตุลา ที่รัฐบาลแถลงนโยบาย เป็นการแถลงต่อรัฐสภาและชี้แจงการดำเนินงานตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕

"ไม่มีการลงมติไว้วางใจ" แต่อย่างใด!

แต่เรื่อง "ยุบสภาฯ" ยังไงๆ ละก็ ในช่วงเดือนตุลา-พฤศจิกา นี้ "เหน็บทัดหู" กันเอาไว้บ้างก็ดี ประมาทได้ แต่เผลอไม่ได้นะครับ

เผลอเมื่อไหร่ อาจเจอทีเด็ด "ท่านประธานชัย" บิดาของท่านเนวิน "เพื่อนรัก" หนึ่งเดียวคนนี้ของผม เพราะผมดูลีลาแล้ว หมู่นี้ท่านประธานชัยดูจะหงุดหงิด-งุ่นง่าน เหมือนมีไฟสุมทรวง

ยิ่งดูบทเล่น-บทเจรจาของท่านวานนี้ (๒ ต.ค.) ผมต้องขอย้ำเลยว่า มรสุมเลือดตั้งเค้ามาทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ..น่ากลัว!?

ในขณะที่ "นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์" ต้องการตั้ง ส.ส.ร.๓ ถึงขนาดบรรจุเรื่องนี้ไว้เป็นนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา โดยวิธีก็คือ ให้ที่ประชุมรัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มาตราเดียวก่อนเป็นการเปิดประตู เพื่อไปสู่การมี ส.ส.ร.๓

เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ หรือร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับ!

แต่วานนี้ ประธานชัย ท่าน "ชิงตัดหน้า" นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ของนายเหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า คปพร.เข้าบรรจุระเบียบวาระเป็น "วาระด่วน" ไปเรียบร้อยแล้ว!

หมายความว่าไง?

ก็หมายความว่า ท่านประธานชัย "แข็งสภา" เอากับท่านนายกฯ สมชายเข้าแล้วน่ะซี ถ้าเป็นนักเลงเขาถือว่า "เอาพระบาทลูบหน้า" กันเข้าแล้ว

ก็ดูซี นายกฯ อุตส่าห์เล่นบทเทพน้องเขยแม้ว จะโชว์บารมีผู้นำ "ผ่าทางตัน" ด้วยการตั้ง ส.ส.ร.๓ ร่างรัฐธรรมนูญกันแบบโปร่งใส ให้คนนอกแก้กันไป-คนในไม่เกี่ยว

แต่ปู่ชัย-สายเนวิน เล่นปิดตาซ่อนตูดแมว แอบเอาร่างรัฐธรรมนูญ "ฉบับหมอเหวง" บรรจุเข้าวาระประชุมสภาฯ ต่อวาระประชุมแถลงนโยบายเฉยเลย!

ทำกันอีแบบนี้ มันยิ่งกว่า "พรรคเดียวกัน" ยกมือไม่ไว้วางใจเสียอีก เพราะนั่นยังเห็นกันตัวเป็นๆ แต่แบบนี้เหมือน "ฆ่ากันทางเกียรติยศ" นายกฯ สมชายกลายเป็น "นายกฯ ๒ หน้า"

"ส.ส.ร.๓" ตายตั้งแต่ยังไม่เกิด!

ตั้ง ๒ หน้า แล้วจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พันธมิตรฯ เขายิ่งว่า "เชื่อถือไม่ได้" อยู่ด้วย ตั้ง ส.ส.ร.แบบมีเลศนัยซ่อนเร้น แล้ว "พวกเราก็เผาเรือน" ให้เห็นอย่างที่เขาเอาปูนคาดหน้าให้เป็นอย่างนั้นเสียด้วย!

พันธมิตรฯ ก็คงไม่ยอม

๒๔ อธิการบดี ก็คงไม่ยอม

ฝ่ายค้าน ฝ่ายวุฒิฯ ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาล ยิ่งจะไม่ยอม

ไม่ต้องพูดถึงประชาชนหรอก ถ้าลองว่าประเทศ "ตกอับ" ถึงขนาดต้องให้คนอย่าง "นายเหวง-นายจรัล" เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญสนตะพายประเทศละก็

จะอยู่ไปทำไม เอาไม้หนีบผ้า "หนีบจมูก" นอนดีกว่า!

พลังประชาชนเขา "หักเหลี่ยมแก๊ง" กันอย่างนี้ พ่อชัยของเนวินถึงได้เปรยผ่านวัยของคน ๘๐ ว่า

"ที่ประชุมสภาฯ จะรับร่างฯ หรือไม่ บางทีก็ขึ้นกับลมฟ้าอากาศ ซึ่งอาจจะมีฝนตก-แดดออก หรืออยู่ที่ดวงเมืองด้วย ซึ่งขณะนี้ผมก็รู้สึกไม่สบายใจกับปัญหาบ้านเมืองในขณะนี้ เพราะมันหนักและรุนแรงมาก บางทีกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับของ คปพร.อาจต้องชะลอไปบ้างก็ต้องเข้าใจ แต่ใครจะมาดึงไว้ไม่ได้ ยกเว้นเกิดเกตุการณ์ ยุบสภาฯ ซึ่งจะทำให้ร่างฯ นี้ตกไป"

ครับ..ก็ไม่ทราบว่าที่พูดแบบนี้ ประธานสภาฯ "ชี้โพรง" ให้นายกฯ กระรอกหรือเปล่า เพราะใครจะรู้ "ไส้ในสภาฯ" ดีเท่าท่านประธานสภาฯ ล่ะ แบบนี้แสดงว่า รัฐบาลระบบสภาฯ ซึ่งต้องอาศัย "เสียงข้างมาก" เป็นรากฐาน

อวสานก่อนสึนามิมาแน่!?

เห็นว่าวันนี้ (๓ ต.ค.) ท่านประธานชัยนัดประชุม ๔ ฝ่าย ตอนบ่าย ๒ ที่สภาฯ คือฝ่ายประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา นายกฯ ฝ่ายรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายค้าน

ประเด็นหลักก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง "ผ่าทางตัน" นั่นแหละว่า จะผ่าไปทางพันธมิตรฯ หรือจะไปทาง ๒๔ อธิการบดี หรือจะไปทางเหวง-จรัล หรือจะไปทาง ส.ส.ร.๓?

หรือว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้ทุกทางแยกมาเป็น "ทางร่วม" หารือนอกรอบ แล้วกำหนด "กรอบแรก" เสียก่อนที่จะไปตัดสินใจตอนนี้ว่า จะเอาอย่างนั้น-อย่างนี้ ในขณะที่สังคมยังมีร้อยความเห็น?

ผมก็อีกความเห็น แต่ไม่ประสงค์ส่งเข้าประกวดหรอกครับ คือเห็นว่า ถ้าทุกฝ่ายไม่นำความเห็นต่างมากองรวมแล้วนั่งคุยกันก่อนแล้ว ไม่มีฝ่ายไหนผ่าทางตันไปได้หรอกครับ!

และมี ๓ ทางเท่านั้นที่เป็น "ตามด" ในทางตัน คือ

๑.ยุบสภาฯ ยูเทิร์นกลับไปเริ่มต้นใหม่ในถนนเดิม

๒.ต้องมีเลือดสาด เซ่น "สารท" จึงจะหยุดระส่ำ

๓.รัฐบาลแห่งชาติ หรืออะไรหลังจากนั้น จะรู้กันเมื่อวันนั้นมาถึง

ก็ในเมื่อสังคมไม่มีใครไว้ใจใคร และใครก็เชื่อถือ-เชื่อใจใครไม่ได้แล้ว จะให้ทำอย่างไรล่ะ จะตั้ง ส.ส.ร.๓ ใครล่ะจะรับประกันได้ว่า เมื่อเปิดประตูให้แก้รัฐธรรมนูญแล้ว

จะไม่ตั้งเข็มทิศมุ่งหน้าสู่ "มหานครลอนดอน?

และที่สำคัญ "ใครล่ะ?" ที่จะมาเป็น ส.ส.ร. และก็ใคร-คณะไหนล่ะ ที่จะเป็นผู้คัดเลือกเอาใครมาเป็น ส.ส.ร.?

เห็นมั้ย..แค่เริ่มต้นก็ยุ่งตายหะ..แล้ว ปัญหาก็คือ ขณะนี้ทุกคนไม่มีเกียรติยศให้เป็นที่ยอมรับในความเป็นคน "จิตว่างฝ่าย" จากทุกฝ่าย

รัฐบาลเองก็เถอะ ไม่ทันไร ดันร่างแก้ไขฯ ฉบับหมอเหวงเข้าระเบียบวาระประชุมสภาฯ เป็นฤกษ์ "สุนัขในรางหญ้า" ไปแล้ว!

"ความเป็นกลาง" ไม่มี ฉะนั้น ในสถานการณ์ปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ เลิกคิดเรื่อง "คนกลาง" ส่วนอำนาจ คือการยอมรับ ไม่มีกลาง ไม่มีข้าง ไม่มีริม แต่มีลักษณะกลม กลม-มาจากเหลี่ยม สิ่งใดกลมมาก แสดงว่าเหลี่ยมมาก จาก ๔ เหลี่ยม ถ้าเหลี่ยมตัดเหลี่ยมลงไปเรื่อยๆ สักร้อยครั้ง-พันครั้ง จะเกิดสัณฐาน "กลมดิก" เออ..สงสัยผ่าทางตันเมืองไทย คงต้องใช้ระบบ "อัศวินโต๊ะกลม" ซะละมั้ง?


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 3 ตุลาคม 2551