อะไรคือ "ใหม่" เพื่อศตวรรษไทย?

ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองโลก รวมทั้งประเทศไทยซึ่งก็เป็น "ส่วนหนึ่ง" ของโลก ตอนนี้เหมือนเครื่องบินเจอมรสุมกลางฟ้า แถมเครื่องยนต์ก็ขัดข้อง กำลังอยู่ระหว่างการนำเครื่องลงฉุกเฉิน

ทุกคนต้องรัดเข็มขัด และสวดมนต์ตามศาสนาใคร-ศาสนามัน รอดหรือไม่รอด ฝากไว้กับฝีมือกัปตัน และดวงของแต่ละคนก็แล้วกัน!

ถามว่า "ควรตื่นเต้น-ตกใจมั้ย?" คำตอบก็คือ ใครตื่นเต้น-ตกใจก่อน ก็ตายก่อน ใครมีสติควบคุมปัญหา และแก้ปัญหาไปตามอาการ คนนั้นจะยืนอยู่เหนือปัญหา และมีชีวิตอยู่ได้ตามเหตุปัจจัย

สถาบันการเงินสหรัฐล้ม ตอนนี้ก็ลามสู่ยุโรป สู่กลุ่มประเทศ จี-๘ สู่เอเชีย และสุดท้ายพิษก็จะแพร่กระจายไปทั่วทุกประเทศในโลก มาก-น้อยขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์

ประเทศไหน หรือธุรกิจที่เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับสถาบันการเงินอันเป็น "ศูนย์กลาง" ของระบบที่ล้มละลาย ก็ต้องรับผลกระทบแรงหน่อย ส่วนประเทศไหน หรือธุรกิจไหนที่ไม่มีวงจรสัมพันธ์โดยตรง ก็คงรับผลแค่แรงกระเพื่อมเท่านั้น

และที่สุดแล้ว รัฐสภาสหรัฐก็ไม่อนุมัติจ่ายตามที่รัฐบาลร้องขอ แต่ถึงจะจ่ายไปก็เพื่อดองของเสีย ไม่ใช่จ่ายเพื่อสร้างของดีใหม่ๆ ให้งอกเงย ฉะนั้น ๗๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐคิดจะตั้งเป็นกองทุนฟื้นฟูนั้น

ไม่มีผลต่อยอดให้เศรษฐกิจสหรัฐ-เศรษฐกิจโลกฟื้น หรือแตกตาใหม่หรอกครับ อีก ๒ ปีจะเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ ถ้าสหรัฐยังมุ่งมั่นใช้ระบบ "ทุนเสรี" ขยายจักรวรรดินิยมทุนครอบงำโลกอย่างเดิม

ไม่ฟื้นครับ!

เพราะโลกเปลี่ยนข้างแล้ว จากพระอาทิตย์ขึ้นทางซีกตะวันตก ในศตวรรษใหม่นี้ พระอาทิตย์จะมาขึ้นทาง "ซีกตะวันออก" แล้วครับ!

บางท่านอาจสงสัย แค่แบงก์ แค่วาณิชธนกิจสหรัฐล้ม แล้วทำไมเศรษฐกิจทั้งโลกต้องล้มด้วย ก็เพราะสหรัฐ-ยุโรปคือ "รากแก้ว" ของเศรษฐกิจโลกน่ะซี เมื่อรากแก้วขาด พวกรากยึด รากเลี้ยง รากเสบียง มันจะทำหน้าที่ต่อได้ไง?

เหมือนสึนามิแหละครับ ตอนเกิดในทะเล เรายังไม่รู้สึกอะไร จนกว่าผ่านไปตามระยะเวลา-ระยะสถานที่ผ่านถึง ถึงไหน "กวาดเรียบ" ถึงนั่น ใครตั้งตัวทัน-ก็รอด ประมาท ขาดสติ ก็จะถูกกวาดจุล-วิจุณ

เงินจะตึงตัวทั้งโลก ธุรกิจการค้าจะหดตัว เพราะพวกสถาบันการเงินอันเป็นตัวสร้างสภาพคล่องในระบบ ล้มตามบ้าง ที่ไม่ล้ม ก็ปล่อยเงินกู้เข้มงวดบ้าง ไม่ปล่อยบ้าง

เมื่อสภาพคล่องไม่มี คนที่ทำธุรกิจที่ต้องพึ่งเงินกู้ตามวงจรก็สะดุด เมื่อหัวขบวนอันเป็นตัวนำสะดุด ตัวตามทั้งหลายก็จะหัวคะมำตามกันไปตามฐานานุรูป ภาคการผลิต-การอุตสาหกรรม การค้า การลงทุน ตั้งแต่ใหญ่ยันร้านแซะขนมครก ก็จะก้นกระดกล้มตามเศรษฐกิจโลกตามลำดับ

สะเทือนไปถึงภาค "การจ้างงาน" ละทีนี้!

คนจะเตะฝุ่นกันเต็มถนน เมื่อคนไม่มีงาน ไม่มีเงิน นั่นหมายความว่า "กลุ่มผู้บริโภค" ไม่มีกำลังผลักเครื่องจักรอันเป็นกงล้อ "เศรษฐกิจทุน" ทั้งระบบ ให้หมุนได้ตามรอบ

ระบบทุนเสรี ระบบกระตุ้นภารบริโภคเกินตัว-เกินความจำเป็น มันจะเหมือนโดมิโน ล้มแล้วก็จะไล่ล้มทับกันไปจนถึงตัวสุดท้าย!

แต่ไทยเรานี่ ว่าจะแปลกก็แปลก เป็นตลาดทุนเสรี แต่มีความเป็นเอกลักษณ์ "เศรษฐกิจทุนไทย" ผิดกว่าประเทศเศรษฐกิจบริวารตะวันตกอื่นๆ ความที่ประเทศไทยเป็นนักเลงประเภท "แทกกั๊ก" นี่แหละ เลยทำให้เข้าตำรา

กั๊กๆ เหม็งๆ เป็นนักเลงได้นาน เต็งๆ โต๊ดๆ เดี๋ยวก็หมดตูด!

เพราะไทยมีเศรษฐกิจแบบ "สินค้าสำรับ" คือในสำรับหนึ่งมีอาหารหลายอย่าง ผิดกับประเทศอื่นที่เป็นแบบ "สินค้าจานเดียว" ฉะนั้น เมื่อมีปัญหาให้จานหก ก็จะอดไปทั้งหมด

ของไทย ถึงหกทั้งสำรับ ก็ยังเก็บบางชนิดกินได้ ที่เป็นแกง-เป็นน้ำ ก็หกไป แต่ที่เป็นทอด เป็นปิ้ง เป็นย่าง ยังเก็บกินได้ นั่นคือที่เป็นอุตสาหกรรมประเภทข้าวของ วัตถุเครื่องใช้ส่งออก อาจมีปัญหา

แต่อุตสาหกรรมเกษตร เกษตรแปรรูป ยิ่งประเภทอาหารด้วยแล้ว ตราบใดที่มนุษย์ยังต้องกิน-ต้องใช้ ตราบนั้นสินค้าของไทยไม่ต้องง้อ มีแต่เขาจะมาง้อ!

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกอย่างนี้ ไทยจะพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส "สร้างชาติไทย" ได้อย่างไร อยู่ที่ผู้นำแหละครับ ในนาทีนี้ก็จะเป็น "นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์" ในฐานะนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อดูทั้งตัวผู้นำ และผู้ตามคณะคือ "รัฐมนตรี" ปัจจุบันนี้แล้ว ภาพที่สะท้อนวิสัยทัศน์ ดูจะให้ความหวังกับสังคมชาติได้ไม่มากนัก!

แต่ไทยเรากำลังมี "จังหวะ" ดีครับ คือจังหวะที่ประชาชนกำลังตื่นตัว และแสวงหา "การเมืองใหม่" หันหลังให้ "การเมืองเก่า" ที่ไม่สามารถใช้ตอบสนองการพัฒนาสังคมชาติได้

ทุกคนกำลังคิดสูตร เสนอสูตร "การเมืองใหม่" กระทั่งรัฐบาลได้ข้อสรุปว่า จะเปิดให้มี ส.ส.ร.๓ คือตั้ง "สภาร่างรัฐธรรมนูญ" โดยครั้งแรกจะแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เพื่อเปิดโอกาสให้ ส.ส.ร.เกิดได้ตามวิถีทางรัฐธรรมนูญบัญญัติ อย่างที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ทำมาแล้วตอนร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ ๒๕๔๐

รัฐธรรมนูญ คือกฎหมายแม่บทสูงสุดของประเทศ แต่ก่อนจะปลุกเสกตัวกฎหมายให้มีชีวิต ผมว่าควรวางเป้าหมายอันเป็น "ทิศทางประเทศ" ที่จะพาชาติมุ่งหน้าไปสู่ให้ชัดเจนก่อนไม่ดีหรือ?

จะได้เขียนรัฐธรรมนูญได้สอดคล้อง ขับเคลื่อนไปสู่ได้ตรงเป้า!

หุ้น-น้ำมัน-ทอง-กระดาษตราสาร อันเป็นสัญลักษณ์ระบบทุน สนองความละโมบ ถึงจุดอิ่มตัว และกินตัวมันเองแล้ว

ก็ถึงยุค พืชไร่-ข้าว-ปลา-อาหาร อันเป็นสัญลักษณ์ระบบเศรษฐกิจเกษตร สนองตอบความพอเพียง จะเป็นระบบที่งอกเงย และงอกงามตามแสงตะวันใหม่ เพราะมนุษย์ต่างแสวงหาสุข

เมื่อพบว่า "ระบบทุน" ให้สุขแท้จริงไม่ได้ ก็จะบ่ายหน้ามาสู่ "สุขใหม่" ในระบบเศรษฐกิจพอเพียง

ความคิดที่เป็นข้อเสนอควรทำในยุคนี้ฝากไว้ ๓ อย่าง คือ

๑.ต้องรื้อทิ้งระบบการศึกษาไทยฐานรากทั้งหมด แล้วปฏิรูปใหม่

๒.ควรเชิญประเทศเพื่อนบ้าน จีน-ลาว-พม่า-เวียดนาม-กัมพูชา-มาเลเซีย ประชุมร่วมเพื่อ "เขียนประวัติศาสตร์" ในส่วนสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน แต่อดีตที่ยังคลาดเคลื่อนให้สอดคล้องต้องกัน และใช้เป็น "แบบเรียนประวัติศาสตร์" ในแต่ละชาตินั้น

๓.ควรจริงจังนำทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" มาปรับใช้ เป็นทิศทางในนโยบายบริหารประเทศ และ

๔.ควรประกาศให้ "ภาคอีสาน" เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ "เศรษฐกิจพอเพียง"

สรุป ทิศทางที่ต้องไปคือ "เศรษฐกิจพอเพียง" ฉะนั้น ทุกแกนของการปฏิรูปต้องพุ่งไปสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง และอนาคตข้างหน้า ในภูมิภาคนี้ใครจะอยู่โดดเดี่ยวเป็นประเทศเดี่ยวไม่ได้แล้ว

ต่างต้องพึ่งพาด้วยการรวม "หินแต่ละก้อน" มาเป็นเสาคอนกรีตของกลุ่มภูมิภาคนี้ เหมือนอิเล็กตรอนมีประสิทธิภาพได้ เพราะข้างในประกอบด้วยโปรตอนอันเป็นเม็ดเล็กๆ ที่เรียกว่าอนุภาควิ่งวนอัดแน่นอยู่

เอาที่ต่างคน-ต่างมี แต่ในความมีนั้น ต่างคน-ต่างขาด เอามารวมให้ "มีร่วมกัน" ทำได้อย่างนี้แล้ว ตลาดกลุ่มภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ผนวกด้วยมาเลเซีย จะเป็นตลาดใหญ่ของกลุ่มคนมีเงินเหลือใช้ในตะวันตก-ตะวันออก แต่ไม่มีที่ไป อย่างนี้จะดีกว่า

"เล็กแล้วแยกย่อยกันอยู่"

ระบบการศึกษาขณะนี้ ไม่ได้ตอบสนองโจทย์ชีวิต โจทย์สังคม ที่เป็นจริง เรียนเพื่อรู้ ไม่มีประโยชน์ ต้องเรียนเพื่อใช้ เรียนเพื่อให้เข้าใจโลกและชีวิต ฉะนั้น รื้อแล้วปฏิรูปไปสู่ฐานใหม่

"เศรษฐกิจพอเพียง" เลี้ยงตัวด้วยตัวเองได้ และเลี้ยงโลกในสิ่งเหลือจากเลี้ยงตัวอีกต่อหนึ่งตะหาก!

พื้นที่อีสาน และพี่น้องอีสานนั้น ที่อยู่รอด อยู่ดี-มีสุขส่วนใหญ่ขณะนี้ ล้วนดำเนินตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงเกือบทั้งนั้น ในภาคพื้นบ้าน และภาคเอกชนรวมกลุ่ม เขาพบความสำเร็จ "เป็นต้นแบบ" ส่วนหนึ่งแล้ว

เพื่อให้เห็นศักยภาพ และเข้าใจ-เข้าถึงทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงว่า จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร ไม่ใช่พอเพียงคือ พอใจแค่ทำกิน-มีกินไปวันๆ ไม่อดตายแล้วนอน แต่แท้จริงแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงขยายให้เป็นธุรกิจหมื่นล้าน-แสนล้านได้

พอเพียงจนรวย จึงเป็นรวยอย่างพอเพียง คือรวยอย่างมีคุณธรรมค้ำจุนโลก ลองไม่โลภเสียอย่าง โลกก็ไม่ล่ม!

ประกาศ แล้วทำให้อีสานเป็น "เขตเศรษฐกิจพอเพียง" ไปเลย ๕ ปีเท่านั้น รับรอง..เห็นหน้า-เห็นหลัง โดยไม่ต้องตำน้ำพริกละลายแม่น้ำด้วยโครงการ "รดน้ำรากหญ้า" ประชานิยม

เห็นผลจากอีสานแล้ว ก็ไม่ต้องกลัวว่าระบบ "เศรษฐกิจพอเพียง" จะไม่ฮิตไปทั่วประเทศ ทั้งเหนือ ทั้งใต้ ทั้งออก ทั้งตก นำไปใช้ เศรษฐกิจใหม่ จะพาให้ไทยสู่มิติใหม่ พร้อม "การเมืองใหม่"

ประเทศไทย ถ้าไม่พัฒนาเยาวชนให้เป็น "รากใหม่" ของประเทศ และถ้าไม่พัฒนาอีสานด้วยเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็น "รากหลัก" ขับเคลื่อนประเทศ

ประเทศไทยก็ "ยาก" ที่จะขยับเคลื่อนสู่ศตวรรษใหม่ บนความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งมีความหมายชี้ทาง "ไพศาลไทย" ซึ่งจะเห็นภายในเวลา เศษ ๑ ส่วน ๔ ของรอบ ๑๐๐ ปี และนี่จะเป็นการเมืองใหม่ที่ "สมใจ" ทุกคน.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 ตุลาคม 2551