ยามที่พูดกันถึง "การเมืองใหม่" แต่ยังไม่มีใครจิตนาการออกว่า หน้าตาที่ควรจะเป็น หรือเหมาะสมจะเป็นอย่างไรซึ่งคงจะต้องใช้เวลาถกเถียงกันอีกนาน
แต่ที่เห็นตรงกัน 2 เรื่อง คือ
หนึ่ง ภาคประชาชนจักต้องมีส่วนร่วมมากขึ้นทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดนโยบาย การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม
การเคลื่อนไหวภาคประชาชนต้องได้รับการยอมรับว่า เป็นการเมืองในระบบ ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมสามารถแสดงเจตจำนงให้ผู้มีอำนาจตระหนักถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน (แต่ไม่ใช่สรรหา 70 เลือกตั้ง 30 แบบที่พันธมิตรเสนออย่างแน่นอน)
สอง นักการเมืองต้องไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ไม่ควรมีทัศนคติแบบ นักการเมืองที่คอร์รัปชั่นบ้าง (ไม่มูมมาม) แต่ทำงาน พอยอมรับได้
ความคิดเช่นนี้ที่ทำให้ชนชั้นกลางในเมืองและนักธุรกิจยอมรับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในระยะแรกเพราะความเคยชินหรือคิดได้ประโยชน์จากรัฐบาลนี้
แต่เมื่อรัฐมนตรีในรัฐบาลแสดงความตะกละตะกลามมากขึ้น รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ป 73,000 ล้านบาท โดยไม่ยอมเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว
ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ทนไม่ได้เพราะเห็นว่า รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณกำลังมูมมามจนถึงขั้นเอาเปรียบพวกเขา
แต่การที่จะหวังให้นักการเมืองเลิกฉ้อราษฎร์บังหลวงเอง เหมือนรอให้งาช้างงอกออกจากปากหมา จึงต้องหาวิธีการในการกำจัดนักการเมืองเหล่านี้ซึ่งที่ผ่านมามีการเสนอวิธีการมากมาย แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
เพราะสุดท้ายปลายทางแล้ว มีน้อยมากที่จะสามารถนำนักการเมืองขี้ฉ้อมาลงโทษได้ตามกฎหมาย
แม้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ศาลได้พิพากษาจำคุกนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงไปจำนวนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่สามารถหลบหนีเงื้อมมือกฎหมายไปเสวยสุขอยู่ต่างประเทศได้โดยที่รัฐมนตรีในรัฐบาลมีส่วนรู้เห็น เช่น นายสมชาย คุณปลื้ม หรือกำนันเป๊าะ นายวัฒนา อัศวเหม พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร
แต่นักการเมืองเหล่านี้ก็ยังไร้ยางอายลอยหน้าลอยตาหรือเป็นรัฐมนตรีอยู่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นการทำลายหลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม ยังมีคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องพิจารณาอยู่อีกหลายคดี รวมทั้งใน ป.ป.ช.ซึ่งจะพิสูจน์ว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมีประสิทธิภาพหรือไม่
การจัดการนักการเมืองนักการเมืองขี้ฉ้อที่น่าจะได้ผลยังมีอีก ถ้านำวิธีการนี้มาใช้อย่างจริงจัง
ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 สาธารณชนไม่มีทางรู้ว่า รัฐมนตรีแต่ละคนมีทรัพย์สินมากน้อยแค่ไหน หลายคนก่อนเป็นรัฐมนตรีมีฐานะยากจน แต่เป็นรัฐมนตรีเพียงปีสองปีก็ร่ำรวยอู้ฟู่
จนกระทั่งเกิดการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 มีการอายัดทรัพย์นักการเมืองในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ 25 คน และแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน (คตส.) ขึ้นมาตรวจสอบจนกระทั่งสั่งยึดทรัพย์นักการเมืองจำนวนหนึ่ง ทำให้รู้ว่า นักการเมืองเหล่านี้มีทรัพย์สินหลายร้อยล้านบาท ทั้งๆ ที่บางคนไม่มีอาชีพที่แน่ชัด
แม้ต่อมาศาลฎีกาจะพิพากษาให้มีคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คตส.เพราะถือว่า คตส.ใช้อำนาจตุลาการซึ่งขัดต่อประเพณีการปกครองและเป็นการริบทรัพย์ทางอาญาย้อนหลัง (ฎีกาที่ 1131/2536)
แต่การที่นักการเมืองเหล่านี้มีทรัพย์สินจำนวนมากเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ กรมสรรพากรจึงอาศัยประมวลรัษฎากร มาตรา 49 ประเมินภาษีนักการเมืองเหล่านั้น เช่น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง นายเสนาะ เทียนทอง นายสุบิน ปิ่นขยัน พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร ฯลฯ
ทั้งนี้ มาตรา 49 ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจประเมินเงินหรือทรัพย์สินที่อยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้ ฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้เมื่อเทียบกับการสถิติเงินได้ของผู้มีเงินได้ หรือกิจการของผู้มีเงินได้เป็นหลักในการพิจารณาว่า สอดคล้องต้องกันหรือไม่
แต่การใช้อำนาจตามมาตรานี้ ต้องให้อธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติก่อนทำการประเมิน
ปรากฏว่า กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนักการเมืองเหล่านี้ ทำให้นักการเมืองเหล่านี้ฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนคำสั่งของกรมสรรพากรซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรแพ้คดีเนื่องจากเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีโดยมิได้ขออนุมัติจากอธิบดีซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญและเป็นเรื่องพื้นฐานที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรไม่น่าผิดพลาด
ถึงมาบางอ้อที่หลังว่า เป็นความจงใจของเจ้าหน้าที่และผู้บริหารของกรมสรรพากรที่รับคำสั่งมากจากนักการเมืองสมัยรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา
แม้คดีดังกล่าวจะยังไม่หมดอายุความ กรมสรรพากรก็ไม่ยอมอุทธรณ์หรือเริ่มประเมินภาษีนักการเมืองเหล่านี้ใหม่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือรัฐบาลนายชวน หลีกภัย
ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นสันดานของนักการเมืองด้วยกัน
ในปัจจุบัน ทั้งรัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว.ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทำให้เห็นว่ามี ส.ส.และรัฐมนตรีหลายคน รวมทั้งสมาชิก 3 เกลอมีทรัพย์สินมากอย่างน่าสงสัย รวมทั้งหุ้นมูลค่านับสิบล้านบาท
ถ้ากรมสรรพากรคิดจะล้างบาปควรใช้มาตรา 49 ประเมินภาษีนักการเมืองเหล่านี้ รับรองจะจัดนักการเมืองขี้ฉ้อขึ้นเขียงได้อีกหลายราย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 27 กันยายน 2551

