บทย้อนสติ "สมัคร-ดุสิต" คิดตามวัน

บางครั้ง ผมก็คิดกระเจิดกระเจิง คิดกระทั่งว่า คนเรานั้น ไม่มีใครรู้ว่ามาจากที่ไหน ล้วนเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน ต่างที่เกิด ต่างที่มา และต่างความต้องการ แต่ในครั้งหนึ่ง จากที่ไม่เคยรู้จักกันเลย กลับต้องมาพบหน้ากัน ใช้ชีวิตร่วมกัน สุข-ทุกข์ ด้วยกัน ในฐานะ พ่อ-แม่บ้าง เพื่อน-พี่น้องบ้าง สามี-ภรรยาบ้าง มิตรบ้าง-ศัตรูบ้าง และสุดท้าย ต่างก็ต้องแยกย้าย-ตายจาก คืนสู่ ณ ที่ซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหน กลายเป็นคนแปลกหน้ากันไปอีก

คิดแล้วก็หดหู่-ใจหายนะครับ!

ในเมื่อวงจรชีวิตของแต่ละมนุษย์ ต้องเป็นอย่างที่เป็นเยี่ยงนี้แล้ว แล้วเราจะอะไรกันนักหนา?

ปลงๆ ละๆ และรู้จักอภัยกันบ้างเถอะครับ เปิดหน้าต่างใจให้กว้าง แล้วทางสุข-ด้วยสงบจะมาบรรจบที่ใจเราๆ ท่านๆ นี้คือ "มหัศจรรย์แห่งชีวิต" ที่หาได้ โดยไม่ต้องตะกายไปหาที่ไหน

มีอยู่ที่ "อกเบื้องซ้าย" ของเราแล้ว!

เมื่อเช้าวานนี้ (๒๕ ก.ย.๕๑) นัดหมายโดยหมายศาลที่ตรงกัน ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ย่านยานนาวา นายสมัคร สุนทรเวช นายดุสิต ศิริวรรณ จำเลยในคดีหมิ่นประมาท ส.ส.ประชาธิปัตย์ "นายสามารถ ราชพลสิทธิ์" ไปฟังคำพิพากษา "ศาลอุทธรณ์"

ไทยโพสต์ โดย บก.อ้วน "นายทวีสิน สถิตย์รัตนชีวิน" ก็ไปครับ ไม่ใช่ไปทำข่าวนายสมัคร แต่ไปในฐานะจำเลยเช่นเดียวกัน ด้วยคดีหมิ่นประมาท "นายชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกฯ ปี ๒๕๔๓

นัดนี้ เป็นนัดฟังคำพิพากษาเช่นเดียวกัน แต่เป็นคำพิพากษา "ศาลฎีกา"!

คดีนายสมัคร-ดุสิต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือจำคุก ๒๔ เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่ศาลเมตตาให้ประกันตัว และนายสมัครจะได้ยื่นฎีกาในแง่กฎหมายต่อไป ภายใน ๓๐ วัน

ส่วนคดีไทยโพสต์ อันมีนายชวน หลีกภัย เป็นโจทก์นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก ๖ เดือน ปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท โทษจำรอลงอาญาไว้ ๒ ปี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และไทยโพสต์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาด้วยข้อกฎหมาย

จากปี ๒๕๔๓ จนเมื่อวานนี้ ๒๕ ก.ย.๕๑ ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องไทยโพสต์ ความว่า

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ซึ่งลงข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖, ๓๒๘ พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๔๘ แต่ในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาตรา ๓ ได้ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔ ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๐ เป็นต้นไป และพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ ฉะนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป จำเลยย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ วรรคสอง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

ครับ..นี่คือผลจากกฎหมายที่เป็นคุณย้อนหลัง ตามที่นายณรงศักดิ์ ตรีธรรมพินิจ ทนายประจำไทยโพสต์ ได้ยื่นฎีกาคัดค้านด้วยข้อกฎหมาย ที่ผมยกมาประกอบการพูดคุยวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องการชี้ให้เห็นคือ

ในการพิจารณาอรรถคดีทั้งหลาย ศาลท่านยึดตัวบทกฎหมายเป็นความเที่ยงตรงต่อโจทก์-จำเลยเคร่งครัด ถ้ายังไม่ยกเลิก พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.๒๔๘๔ ที่ออกเมื่อ ๖๗ ปีที่แล้ว และนำ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ มาใช้แทน

เป็นไปได้มากว่า ชะตา บก.ไทยโพสต์วันนี้ ก็ไม่ผิดกับชะตาของนายสมัคร-ดุสิต!?

สำหรับคดีของนายสมัคร-ดุสิตนี้ เป็นคดีในข้อหาหมิ่นประมาทเหมือนกันก็จริง แต่เป็นการหมิ่นประมาททางสื่อโทรทัศน์ เป็นกฎหมายคนละฉบับกับ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ใช้กับสื่อหนังสือสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะ

นายสมัคร-ดุสิต ศาลท่านพิพากษาให้มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๘ ประกอบมาตรา ๘๓ อันเป็นการหมิ่นประมาท ด้วยการโฆษณาเผยแพร่ภาพ

เมื่อเป็นอย่างนี้ ถึงนายสมัคร-ดุสิตจะฎีกาคัดค้านคำพิพากษา ก็คงยากจะนอนตาหลับนะครับ และยิ่งตัวท่านก็เป็นนักกฎหมาย ในใจลึกๆ ย่อมรู้ดีว่า สุดท้ายแล้ว ชะตา-อนาคตท่าน

จะ "ลงเอย" แบบไหน ในความผิดที่ทำไว้ซ้ำๆ ซากๆ?

ผมดูข่าวโทรทัศน์ เห็นโจทก์ คือนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ สัมภาษณ์ยืนยันให้คดีไปถึงที่สุด และจะฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย ๑๐๐ ล้านอีกตะหากด้วย

อืมมม..เห็นแล้วก็ทั้งเห็นใจนายสมัคร-ดุสิต พอๆ กับรู้ซึ้งถึงหัวอกนายสามารถที่ถูกใส่ร้ายให้เสียหายว่าเป็นคนทุจริตคอรัปชั่นขณะเป็นรองผู้ว่าฯ กทม.

แต่จากคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และจากข่าวคราวที่แพร่หลายในทางกอบกู้ ชื่อเสียง-เกียรติยศ ของนายสามารถและครอบครัวให้กลับคืนมาตลอดแล้วว่า "นายสมัคร-ดุสิต" ถูกศาลสั่งจำคุก ๒ ปี โดยไม่รอลงอาญา โทษฐานนำความเท็จมาพูดจาใส่ร้ายนายสามารถทางโทรทัศน์ นั้น

ทั้งจากคำพิพากษา และทั้งจากคำสังคมประณาม ผมว่ายิ่งกว่าคมหอก คมดาบ ทิ่มแทงชีวิตและจิตใจทั้งนายสมัคร-ดุสิต ให้ทุกข์ทรมาน ทุรน-ทุราย ปวดร้าวลึกถึงกมลสันดานมาสาหัสยาวนานมากทีเดียว

สร้างกุศลโดย "ปล่อยคน" เถอะครับ..คุณสามารถ!

ถึงให้นายสมัคร-ดุสิตติดคุก-ติดตะราง คุณสามารถก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากลึกๆ แล้ว "ปวดแปลบใจ" ตัวเองเปล่าๆ ที่ทำให้คนต้องไปติดคุก

นายสมัครท่านก็อายุมากแล้ว ยังจะครอบครัวท่านที่ไม่มีใคร นอกจากคุณหญิงสุรัตน์ที่ก็แก่เฒ่า ไม่เพียง ๒ ชีวิตนี้ ที่ต้องทุกข์ทรมาน ยังจะครอบครัวลูกและหลานอีกล่ะ ใจเขา-ใจเรา, ครอบครัวเขา-ครอบครัวเรา

คุณสามารถจะทนถูก "มโนธรรม" เฆี่ยนโบยสำนึกตัวเองได้หรือ?

ผมว่าแค่นี้ก็สาสมแก่กรรมที่นายสมัครทำกับท่านแล้ว ที่เหลือ-คุณสามารถอโหสิ ให้อภัยกับนายสมัคร-ดุสิตเถอะครับ!

และนี่ก็จะเป็นกุศล และเป็นกรรมที่มนุษย์-เทวดาจะต้องสรรเสริญ อนุโมทนาให้กับท่านและครอบครัวเจริญวัฒนาตลอดไปแน่นอน

เคารพมติพรรคประชาธิปัตย์ที่สั่งให้ "เอาให้ถึงที่สุด" นั้น ก็เคารพเถอะครับ เพราะท่านเป็น ส.ส.ของพรรคเขา

แต่การ "ปล่อยคน" ด้วยรู้จักคำว่า "ให้" เป็นการเคารพธาตุแห่งคุณธรรมน้ำใจ ที่นับวันยากจะหาได้ในมวลหมู่มนุษย์ด้วยกันยิ่งนักแล้ว!

ผมเชื่อ ถึงคุณสามารถ "ถอนฟ้อง" วันนี้ สมัคร-ดุสิต จะพ้นคุกตะรางก็เพียงกาย แต่ใจในชีวิตที่เหลือ เหมือนเนื้อที่ถูกแล่เอาเกลือทา ถึงแม้คุณสามารถไม่ยอมให้อภัย

ก็ใช่ว่าคุกมีนักโทษเพิ่มอีก ๒ คน แล้วบุญกุศลใดจะเกิดได้กับคุณ?

คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ "นักการเมืองที่ดี" ควรมีคือ ใจที่ไม่แคบ ไม่จำเป็นต้องแสวงหารักและมิตรสหาย เพราะใจที่ไม่แคบนั้น มันจะไม่ใช่ที่อยู่อาศัยของศัตรู

ผมก็ไม่รู้จักนายสมัคร ไม่รู้จักนายดุสิต และทั้งนายสามารถก็ไม่รู้จัก เป็นเหมือนแค่คนดูมวย อยากเห็นการเตะ ต่อย กระทุ้งเข่า ฟันศอก ให้เลือดกระฉูดจะตายไป

แต่เห็นฝ่ายไหนเพลี่ยงพล้ำ ล้มคว่ำ-ล้มหงาย แล้วก็ไม่อยากให้โหดร้ายต่อกันอีก ผมคิดเพียงแค่นั้น ไม่มีเจตนาอื่นใดซ่อนเร้น คุณสามารถจะตัดสินใจประการใด ผมเคารพในสิทธิ์ที่เสมอภาคกันทางกฎหมาย ด้วยเข้าใจทุกฝ่ายจริงๆ

สำหรับทนายนั้น ต้องฟังเขาครับ แต่การตัดสินใจเป็นของท่านมิใช่หรือ?

ครับ..วันนี้ก็คุยนอกเรื่อง-นอกราว ถูกใจท่าน หรือขัดใจท่าน ก็เก็บไว้ในใจเถอะครับ นานๆ ที ก็ขอให้ผมได้พูดคุยอะไรๆ ที่ใจอยากจะพูดบ้างเถอะนะ

สำหรับ "รัฐบาลสมชาย" ก็ผ่านขั้นตอนถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือขั้นตอนสุดท้าย ที่จะเป็นรัฐบาลสมบูรณ์แบบ คือการแถลงนโยบายต่อสภาฯ กำหนดกันว่าภายในวันที่ ๘ ตุลา แต่ยังไม่ทันไร ดูเหมือนว่าสภาฯ ล่มซ้ำซาก และฟากรัฐบาลกันเองนั่นแหละ เริ่ม "เคาต์ดาวน์" กันแล้ว.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 26 กันยายน 2551