ฟิลิปปินส์กับเส้นทางการทำข้อตกลงการค้าเสรี
เอกสารข่าวฉบับที่ 18 (กันยายน 2551)
- สมคิด พุทธศรี -
คำถามพื้นฐานทางนโยบายที่ว่า “ฟิลิปปินส์ควรวิ่งบนเส้นทางข้อตกลงการค้าเสรีหรือไม่” เพิ่งปรากฏในสังคมเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ในรอบห้าปีที่ผ่านมา และกลายเป็นวาระทางเศรษฐกิจได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหน่วยงานของรัฐ ภาคประชาสังคมและชุมชนวิชาการ
กลุ่มชนชั้นนำและนักผลิตนโยบายใช้เวลามานานนักในการตอบคำถามข้างต้น ฟิลิปปินส์ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีทวิภาคีกับญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ Japan – Philippines Economic Partnership Agreement ในปี 2549 การลงนามครั้งนี้นัยหนึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า นับแต่นี้ไปฟิลิปปินส์จักอยู่บนเส้นทางของกระบวนการไล่กวดการทำข้อตกลงการค้าเสรี
อาจกล่าวได้ว่า กระบวนการหาคำตอบที่รวดเร็วของฟิลิปปินส์เป็นผลมาจาการปะทะสังสรรค์กันระหว่างความจำเป็นในการธำรงไว้ซึ่งความสามารถในการแข่งขันของประเทศกับสถานการณ์สังคมเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
นับตั้งแต่เดินตามยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบมองออกไปข้างนอก (Outward Orientation) ในทศวรรษ 2510 เป็นต้นมา เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ก็ผนวกตนเองเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกอัตราการเปิดประเทศ (Degree of Openness) โดยเฉลี่ยระหว่างปี 2546-2548 อยู่ที่ระดับประมาณร้อยละ 90 ของ GDP ด้วยอัตรากาการเปิดประเทศเช่นนี้ การเจริญเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์จึงอยู่บนฐานของการเดินตามยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบมองออกไปข้างนอกให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกระดับการเข้าถึงตลาดสำหรับสินค้าส่งออก
ที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ใช้แนวทางการเปิดตลาดของตนโดยสมัครใจ (Liberaliztion) เป็นยุทธวิธีหลักในการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ โดยหมุดหลักอยู่ที่การปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่ในช่วงปลายทศวรรษ 2520 และการปฏิรูปภาษีในช่วงกลางทศวรรษ 2530 ผลของ “สองปฏิรูป” ทำให้เศรษฐกิจฟิลิปปินส์ค่อนข้างเปิดโดยเปรียบเทียบ อัตราภาษีศุลกากรโดยเฉลี่ยลดลงจากร้อยละ 27.8 ในปี 2533 เหลือเพียงร้อยละ 8.1 ปี 2543 พร้อมๆกับการมยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษีถูกจำนวนมาก
บนเส้นทางเดินของการค้าพหุภาคี ฟิลิปปินส์ยอมปฏิบัติตามข้อผูกมัดที่เป็นผลมาจากการเจรจารอบอุรุกวัย (Uruguay Round) เป็นอย่างดี ในส่วนของการเจรจารอบโดฮาทั้งนี้รัฐบาลฟิลิปปินส์เชื่อว่า จะเป็นการดีที่สุดถ้าหากการเจรจาการค้าเสรีแบบพหุภาคีสามารถลุล่วงไปได้บนเงื่อนไขที่สอดคล้องกับการให้ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา
ฟิลิปปินส์ให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อการเปิดเสรีทางการค้าภายในอาเซียนผ่านการทำข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) สำหรับฟิลิปปินส์แล้วอาเซียนเป็นเวทีการค้าระหว่างประเทศที่มีความสำคัญในระดับเดียวกับ WTO
อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา กระบวนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจทั้งสามแนวทางต่างประสบกับปัญหาชะงักงัน ในแนวทางของกระบวนการเปิดเสรีโดยสมัครใจ ฟิลิปปินส์หันกลับมาดำเนินนโยบายการค้าตามลัทธิปกป้องตนเอง (Protectionism) ตามความต้องการของกลุ่มที่เสียประโยชน์จากกระบวนการเปิดเสรีและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนชาตินิยมที่รู้สึกว่าตนกำลังถูกคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆจากคู่แข่งสัญชาติอื่น
ในแนวทางของการค้าแบบภูมิภาคีวิกฤติการณ์การเงิน 2540 มีผลทำให้แนวทางการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศของแต่ละภาคีแตกต่างกันออกไป ฟิลิปปินส์เองเป็นหนึ่งในภาคีที่เลือกสงวนท่าทีในการที่จะเปิดเสรีมากขึ้น โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากความกังวลในขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของตนเองโดยเฉพาะเมื่อคู่แข่งสำคัญอย่างไทยและอินโดนีเซียมีค่าเงินที่อ่อนค่าลง
ในขณะที่การเจรจาการค้ารอบโดฮายังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อความขัดแย้งของมวลหมู่สมาชิก และการต่อต้านขององค์กรพัฒนาเอกชนในระดับสากล เป็นปัญหาที่มิอาจแก้ได้ในเร็ววัน
ภายใต้บริบทเช่นนี้ การทำข้อตกลงการค้าเสรีเป็นยุทธวิธีเดียวที่เหลืออยู่ในกระบวนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ในช่วงแรกฟิลิปปินส์มีทัศนคติในทางลบต่อยุทธวิธีนี้ เมื่อครั้งที่สิงคโปร์เดินหน้าทำข้อตกลงการค้าเสรี ฟิลิปปินส์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การดำเนินนโยบายของสิงคโปร์เป็นการทำลายซึ่งภราดรภาพระหว่างภาคีอาเซียนด้วยกันเอง
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของกลุ่มบุคคลที่ยึดกุมกระบวนการกำหนดนโยบายของฟิลิปปินส์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ประธานาธิบดี Gloria Macapacal Arroyo เริ่มกล่าวถึงความจำเป็นในการออกวิ่งบนกระบวนการไล่กวดการทำข้อตกลงการค้าเสรีต่อสาธารณะในหลายวาระด้วยกัน ทั้งนี้เบื้อหลังท่าทีที่เปลี่ยนไป คือ การเผชิญกับแรงกดดันอย่างน้อยสองประการ ดังนี้
ประการแรกความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของฟิลิปปินส์กำลังถูกบั่นทอนลง หลังจากที่ประเทศคู่แข่งทางการค้าอย่างไทยได้วิ่งตามสิงคโปร์ไปในกระบวนการไล่กวดการทำข้อตกลงการค้าเสรี และการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกของจีน
ประการที่สอง ประเทศคู่ค้ามหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า ต้องการที่จะเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีกับฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ผนวกการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับฟิลิปปินส์เป็นส่วนหนึ่งของสงครามต่อต้านก่อการร้าย
หลังจากการเข้าสู่เส้นทางข้อตกลงการค้าเสรี สิ่งที่ฟิลิปปินส์ต้องคำนึงในลำดับต่อไป คือ “ทำอย่างไรจึงจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการทำข้อตกลงการค้าเสรีให้ได้มากที่สุด และทำอย่างไรผลประโยชน์จะกระจายเข้าสู่ประชาชนอย่างแท้จริง”
ข้อตกลงการค้าเสรีของมาเลเซียที่มีการลงนามแล้ว (ปีที่ลงนาม)
ASEAN Free Trade Agreement – AFTA (2535)
ASEAN - CHINA Free Trade Agreement -ACFTA (2545) * ลงนามในส่วน Framework Agreement
Malaysia-United States Trade and Investment Framework Agreement – TIFA (2547)
ASEAN - KOREA Free Trade Agreement -AKFTA (2548)* ลงนามในส่วน Framework Agreement
Japan – Philippines Economic Partnership Agreement – JPEPA (2549)
ข้อตกลงการค้าเสรีของฟิลิปปินส์ที่อยู่ระหว่างการเจรจา (ปีที่เริ่มเจรจา)
ASEAN - India – AIFTA (2546)
ASEAN - New Zealand and Australia – AANZFTA (2547)
ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership – AJCEP (2548)
ข้อตกลงการค้าเสรีของฟิลิปปินส์ที่อยู่ในแผนเจรจา (อยู่ระหว่างการศึกษา)
ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐอเมริกา – ฟิลิปปินส์
ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไต้หวัน – ฟิลิปปินส์
เอกสารข่าว WTO จัดทำโดย
โครงการจับกระแสองค์การการค้าโลก (WTO Watch)
ได้รับทุนอุดหนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)



