- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
pawin@econ.tu.ac.th
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบสถาบันการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกานับวันจะดูรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ครับ จริงๆ แล้วก็มีการคาดการณ์กันมาตั้งแต่ต้นปีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้คงจะไม่จบลงง่ายๆ และมันก็คงจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ขึ้นไปในการค่อยๆ เยียวยารักษา
อย่างไรก็ตาม การประกาศตัวเลข GDP ที่ผ่านมาของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่ได้แสดงอาการของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจแต่ประการใดครับ โดยคร่าวๆ แล้วระบบเศรษฐกิจระบบหนึ่งจะเข้าสู่สภาวะถดถอยอย่างเป็นทางการก็ต่อเมื่อเกิดการหดตัวของระบบเศรษฐกิจติดต่อกันสองไตรมาสขึ้นไป นั่นคือตัวเลขการเติบโตของ GDP จะต้องติดลบติดต่อกันสองไตรมาสครับ เราจึงจะนับว่าประเทศนั้นๆ ได้เข้าสู่สภาวะเศรษฐกิจถดถอยเรียบร้อยแล้ว
ที่ผ่านมาตัวเลขการเติบโตของ GDP ในประเทศสหรัฐอเมริกายังไม่ได้แสดงภาวะหดตัวแต่อย่างใดเลยครับ โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม) ตัวเลขอย่างเป็นทางการอยู่ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสที่สองที่ผ่านมา (เมษายน-มิถุนายน) ตัวเลขปรับปรุงครั้งล่าสุดอยู่ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 3.3 เปอร์เซ็นต์
มีการวิเคราะห์กันว่าตัวเลขการเติบโตของ GDP ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมานั้นได้รับผลพลอยได้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่รัฐบาลออกมาในช่วงต้นปีนี้ นอกจากนั้นสินค้าส่งออกของอเมริกายังได้รับผลดีจากการอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องและรุนแรงของเงินดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลกด้วย
แต่นับจากไตรมาสที่สามเป็นต้นไป เราอาจได้เห็นการหดตัวทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการครับ เนื่องจากเราไม่ได้เห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ มาระยะหนึ่งแล้ว นอกจากนั้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบันก็เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
จริงๆ แล้วไม่น่าแปลกใจครับที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีอเมริกาเป็นลูกค้าหลักคนหนึ่ง จะได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นภายในอเมริกาอย่างรวดเร็ว แต่ที่น่าแปลกใจก็คือผลกระทบที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นรวดเร็วและรุนแรงกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในอเมริกาเสียอีก
ตัวเลขการเติบโตของ GDP ในประเทศญี่ปุ่นในไตรมาสที่สองที่ผ่านมาอยู่ที่ติดลบ 0.6 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนก็ถือเป็นการหดตัวลงมาถึง 2.4 เปอร์เซ็นต์เลยครับ
ว่ากันว่า การฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ต่อเนื่องยาวนานของประเทศญี่ปุ่นในครั้งก่อนหน้านั้นเกิดขึ้นจากการฟื้นตัวของมูลค่าสินค้าส่งออกเป็นสำคัญ การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศแทบจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการฟื้นตัวครั้งนั้นเลย ดังนั้นการหดตัวลงอีกครั้งของมูลค่าสินค้าส่งออกจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะหดตัวของระบบเศรษฐกิจในครั้งนี้
จริงๆ แล้วอเมริกากลายเป็นลูกค้าสำคัญอันดับสองของญี่ปุ่นไปแล้วนะครับ เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้มูลค่าการส่งออกของญี่ปุ่นไปประเทศจีนแซงหน้ามูลค่าการส่งออกไปอเมริกาเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม สินค้าส่งออกจากญี่ปุ่นไปที่จีนส่วนใหญ่ก็เป็นสินค้าจำพวกวัตถุดิบขั้นกลางที่ประเทศจีนจะนำไปผลิตสินค้าส่งออกไปที่อเมริกาอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจครับที่มูลค่าการส่งออกโดยรวมของประเทศญี่ปุ่นจึงลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา
การหดตัวของ GDP ดังกล่าวได้ส่งผลให้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นออกมาเคลื่อนไหวประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบฉุกเฉินกันยกใหญ่ โดยมาตรการดังกล่าวประกอบไปด้วยการเพิ่มการใช้จ่ายของทางรัฐบาล การให้เงินกู้ยืมช่วยเหลือแก่ภาคธุรกิจขนาดเล็ก การปรับลดค่าใช้ถนนและค่าผ่านทาง และการให้ความช่วยเหลือจัดหางานแก่ผู้คนที่ต้องการเปลี่ยนงาน
มีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่ามูลค่าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวไม่น่าจะเพียงพอที่จะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างชัดเจนต่อระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่น แต่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็มีข้อจำกัดมากครับ เนื่องจากในปัจจุบันรัฐบาลอยู่ในสภาวะเป็นหนี้อยู่อย่างมหาศาลขนาดราว 170 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ของประเทศ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก
ถึงแม้ว่าระบบเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นจะเริ่มหดตัวแล้วหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของสภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจพื้นฐานส่วนใหญ่ในประเทศยังอยู่ในสภาวะที่ไว้ใจได้ครับ
สถาบันการเงินในประเทศญี่ปุ่นเข้าไปลงทุนในตราสารที่เกี่ยวข้องกับปัญหาซับไพรมค่อนข้างน้อย ความเกี่ยวพันระหว่างสถาบันการเงินในญี่ปุ่นกับในอเมริกาก็ไม่ค่อยจะมี นอกจากนั้นสถานะของภาคธุรกิจต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นก็ยังค่อนข้างมั่นคง (ไม่ค่อยมีหนี้สิน ยังไม่เกิดสภาวะฟองสบู่รอบใหม่ในภาคเศรษฐกิจต่างๆ) ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าในระยะปานกลางถึงระยะยาวระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะไปได้ไกลกว่าระบบเศรษฐกิจใหญ่อื่นๆ ครับ
ระบบเศรษฐกิจใหญ่อื่นๆ ที่ว่ารวมถึงระบบเศรษฐกิจของประเทศในแถบยุโรปด้วย ตัวเลขการเติบโตของ GDP ในยุโรปออกมาไม่น้อยหน้าตัวเลขของประเทศญี่ปุ่นครับ นั่นคือ ประเทศในกลุ่มยูโร 15 ประเทศขยายตัวติดลบ 0.2 เปอร์เซ็นต์ ประเทศในภูมิภาคยุโรปโดยรวม 27 ประเทศขยายตัวติดลบ 0.1 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามยังดีที่ตัวเลขโดยเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนยังอยู่ในสภาวะขยายตัวอยู่
การหดตัวลงของประเทศในกลุ่มยูโรนั้นเกิดจากการหดตัวของระบบเศรษฐกิจหลักในกลุ่มพร้อมๆ กัน 3 ประเทศ นั่นคือ เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี โดยประเทศเยอรมนีหดตัวลง 0.5 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน ฝรั่งเศสและอิตาลีหดตัวลงราว 0.3 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน
การหดตัวลงของระบบเศรษฐกิจของประเทศในแถบยุโรปเกิดขึ้นจากสององค์ประกอบหลักด้วยกัน นั่นคือการลดลงของมูลค่าสินค้าส่งออกและการหดตัวของการบริโภคภายในประเทศ การแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วของเงินยูโรเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการปรับตัวลดลงของการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้นการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและน้ำมันได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและได้ทำให้เกิดการหดตัวของการบริโภคภายในประเทศตามมา
ถึงแม้ว่าในภาพรวมจะดูน่ากลัว แต่ถ้าเราลองมองลงไปในรายละเอียดของแต่ละประเทศแล้วดูเหมือนว่าการหดตัวของระบบเศรษฐกิจแถบยุโรปในครั้งนี้จะไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ
ถึงแม้ว่าจะเกิดการหดตัวขึ้นในระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปซึ่งก็คือเยอรมนี แต่การหดตัวของเยอรมนีเกิดขึ้นภายหลังจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสที่หนึ่งปีนี้ (2.6 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงหน้าร้อนของประเทศซึ่งทำให้เกิดการขยายตัวเป็นอย่างมากในภาคธุรกิจก่อสร้าง
นอกจากนั้นการอ่อนค่าลงมาของเงินยูโรและการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในช่วงเวลาปัจจุบันก็นับเป็นปัจจัยบวกต่อมูลค่าการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศของเยอรมนีในช่วงที่กำลังจะมาถึง นี่ยังไม่นับรวมถึงความแข็งแกร่งในยี่ห้อสินค้า และความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดีกับประเทศในกลุ่มตะวันออกกลางที่กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงในช่วงเวลาปัจจุบัน
ประเทศใหญ่อื่นๆ ในยุโรปดูแล้วจะมีความอ่อนแอมากกว่าเยอรมนี แต่หลายๆ ประเทศยังคงยืนยันว่าโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจภายในประเทศยังคงแข็งแกร่ง
อย่างไรก็ตามยังคงมีความกังวลต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้อยู่ ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างสถาบันการเงินในภูมิภาคยุโรปกับอเมริกาได้ก่อให้เกิดความกังวลต่อเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินในภูมิภาคเป็นระยะๆ
ปัญหาฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ในบางประเทศ เช่น สเปน และไอร์แลนด์ ก็ได้ก่อให้เกิดความกังวลต่อการขยายตัวของปัญหาในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาในประเทศสเปน ซึ่งจัดเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มากพอที่จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของทั้งภูมิภาคได้
การขยายตัวของการบริโภคภายในภูมิภาคก็ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะข่าวคราวจากอเมริกา รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจของบางประเทศในภูมิภาคได้ทำให้ผู้บริโภคใช้จ่ายด้วยความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น การลงทุนในภูมิภาคก็ดูทีท่าว่าจะมีโอกาสลดลง
ธนาคารกลางยุโรปก็ยังคงยืนยันที่จะต่อสู้กับปัญหาอัตราเงินเฟ้อโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยการปรับขึ้นครั้งล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 4.25 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคมยังคงอยู่ในระดับราว 4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่สูงกว่าเป้าหมายของทางธนาคารกลางที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์เป็นอันมาก
ก็คงจะต้องคอยจับตาดูกันต่อไปครับถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นบนโลก เพราะยังไม่มีใครแน่ใจครับว่าในช่วงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สภาวะถดถอยจริงๆ แล้วสภาวะเศรษฐกิจโลกจะเป็นเช่นใด ที่สำคัญผมหวังให้ทุกท่านช่วยกันรับมือกับปัญหาที่อาจมีเข้ามาอย่างมีสติและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 22 กันยายน 2551

