"นกรู้" การเมืองที่สุดก็ต้องยกให้ "นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี" การไม่รับตำแหน่งใดๆ ใน "รัฐบาลสมชาย" นั่นคือสัญญาณให้รู้ถึง "อายุรัฐบาล" ย้อนไปดู "ยุคสุดท้าย" ของทักษิณก่อนถึง ๑๙ กันยา ก็จะพบทำนองเดียวกันนี้ว่า ใน ครม.ครั้งนั้น "ไม่มีสุรพงษ์" เพียงแต่ภายหลัง ไม่กล้าขัดใจ "นายใหญ่" เพียงเข้าไปช่วยทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลให้เท่านั้น!
ก่อนจะคุยอะไรกัน ขอบันทึกไว้ตรงนี้ก่อนว่า วันนี้-พฤหัสบดีที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๑ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ "นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์" ดำรงตำแหน่ง
นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๖ ของประเทศไทย!
ขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย กับครอบครัวของท่าน และกับประเทศชาติของประชาชนคนไทยทุกคนไว้ ณ ตรงนี้ ด้วยกุศลเจตนาแท้จริง
สิ่งแรกที่ท่านควรทำแต่เดี๋ยวนี้ คือ เรียกความเป็น "ตัวเอง" ที่ซับซ่อนนอนอยู่เป็นจิตใต้สำนึก ให้ขึ้นมาอยู่กับความเป็น "นายกฯ สมชาย" ให้เต็มร้อย
ความนุ่มนิ่ม เรียบร้อยของท่าน คนทั้งหลายสรุปเป็น "จุดเด่น" หวังให้นำไปใช้สู่ความสำเร็จในการเชื่อมประสานสังคมร้าวรานขณะนี้
ท่านจงใช้ความนุ่ม-นิ่ม คือนอบน้อม นั้น ให้เป็นดังประสงค์ชาวบ้านเถิด อย่าให้ชาวบ้านต้องทอดถอนหายใจ แล้วระบายเป็นคำพูดภายหลังได้ว่า
อนิจจา "นุ่ม-นิ่ม" คือ "หน่อมแน้ม"!
ดูโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดจากบ้านเบเวอรี่ฮิลล์ของท่าน ในวาระ "รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง" เย็นวานนี้แล้ว ก็อบอุ่นดี นอกจากญาติสนิทมิตรสหายแล้ว ที่ช้ำหน้า-ช้ำตาอยู่บ่อยๆ ก็คือ
บรรดา ส.ส.พลังประชาชนส่วนหนึ่ง ที่ตามไปแห่ห้อมตอมหน้า-ตอมหลัง เห็นแล้วก็ไม่แปลกใจอะไร แต่เดาใจไม่ออกว่า ขณะที่ ๑๖ จังหวัดเป็นอย่างน้อยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ต้องอุทกภัย
เขามีความรู้สึกอย่างไรกับพี่น้องในแต่ละพื้นที่ของเขาขณะนี้บ้าง?
ชาวบ้านกำลังขุกเข็ญอยู่กับภาวะน้ำมา-ปลากินมด เหลียวซ้าย-แลขวา ด้วยหวังจะเห็นหน้า ส.ส. เหมือนตอนเวียนไป-เวียนมา จนหมาใต้ถุนบ้านตาลาย-หงายท้อง!
แช่อยู่ แช่กิน แช่นอน แช่ถ่าย และถ้าตาย ก็คงต้อง "ตายแช่" อยู่ในน้ำที่ท่วมบ้าน-ท่วมเมืองอยู่ตอนนี้แน่ๆ แต่ก็น้อยพื้นที่-ที่ชาวบ้านจะได้เห็นหน้าบรรดา ส.ส.
และคำเดียวผมก็ยังไม่ได้ยินบรรดา ส.ส.คนไหน "ปรารภทุกข์" ของชาวบ้าน ยกขึ้นมาเป็นปัญหา "เพื่อทำ" จริงๆ จังๆ ทั้งในระดับสภาฯ และระดับรัฐบาลในมาตรการที่ต้องไม่ทิ้งให้ชาวบ้านโดดเดี่ยว
ดูเหมือนว่า ส.ส.๖ พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ "พลังประชาชน" จะให้ความสำคัญกับเรื่อง "เก้าอี้รัฐมนตรี" กับเรื่องพิทักษ์ปกปักทักษิณ มากกว่าจะเหลียวแลการอยู่-การกินของคนที่กำลังลอยคอ
อย่างวานซืนที่นายกฯ สมชายบึ่งไป "ดูน้ำท่วม" เป็นภาระแรกที่อยุธยานั้น ก็..ใช่ ไปดูไงล่ะ ไม่ใช่ไปทำ แค่อาศัยพระ-อาศัยชาวบ้านที่ลอยคอน้ำท่วมประกอบฉาก
"นายกฯ มาเยี่ยม"
เพื่อออกจอโทรทัศน์ให้เห็นเป็น "นายกฯ ผู้มีประชาชนอยู่ในหัวใจ" แค่นั้นแหละ!
นี่ถ้าไม่ได้พึ่ง "ถุงยังชีพพระราชทาน" จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จากพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ และจากพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา แล้ว
ไม่ว่ายามนี้ ยามหน้า หรือยามไหนๆ ชีวิตนี้ ประชาชนจะหวังพึ่งจากใคร-ที่ไหนได้เล่า!?
แต่ฟังข่าววานนี้ก็อดขอบอก-ขอบใจ "กระทรวงพลังงาน" ไม่ได้ ทั้งที่รัฐมนตรี "พลโท (หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ" ทั้งที่เป็นข้าวนอกนา คือไม่ได้มีพันธะ-ในฐานะ ส.ส.พื้นที่ไหน แต่ทั้งเจ้ากระทรวง ปลัดกระทรวง ปตท. การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และน้ำมันบางจาก
เห็นชาวบ้านตกอยู่ในภาวะแช่น้ำ-ทุกข์ยาก พวกเขาก็ "เฉยไม่ได้"!
กระทรวงก็เอาน้ำมันโควตาราคาถูกลิตรละ ๓ บาท ไปให้ผู้ว่าฯ จังหวัดที่อยู่ในภาวะต้องใช้เครื่องสูบน้ำเอาไว้เติมเครื่องสูบ ที่ลพบุรี สระบุรี โคราช พิษณุโลก พิจิตร และที่ไหนอีกผมฟังก็จำไม่ทัน
ส่วน ปตท. กฟฝ. และบางจาก ก็ลงขันช่วยกันเป็นสิบล้าน ปตท.รวยกว่าเขาก็คงจ่ายมากหน่อย เอาไปซื้อข้าว-ปลา-อาหารแห้ง บรรจุถุง แล้วยกกันเป็นกองคาราวานมี "รัฐมนตรีหญิงพูนภิรมย์" เป็นหัวขบวนไปลอยคอแจก ๕-๖ จังหวัดที่ชาวบ้านอยู่ในภาวะ "ยังช่วยตัวเองไม่ได้"
ฟังข่าวอย่างนี้แล้ว ผมซึ่ง ไม่มีข้าว-ไม่มีน้ำ เป็นส่วนไปแจกอะไรกะเขา ก็ต้องอธิษฐานในใจ "ขอให้เจริญๆ กันเถิด"
ถ้าพี่น้องร่วมชาติของเราอยู่ไม่ได้ เรา-ต่อให้รวยกันขนาดไหน ก็อยู่ไม่ได้ครับ!
เงิน-ทอง จะมีความหมายซักแค่ไหน ถ้าถึงวาระแล้ว ไม่ได้นำมาใช้ให้เป็นไปเพื่อ "ป้อนข้าว-ปาดน้ำตา" ให้พี่น้องชาวประชาร่วมชาติของเรา
ก็ซึ้งใจ ปตท. ซึ้งใจ กฟผ. ซึ้งใจบางจาก และซึ้งใจล่วงหน้าสำหรับ กลุ่ม-คณะบุคคล และบริษัทธุรกิจห้างร้าน ที่คิดจะไปเจือจานด้วยน้ำใจต่อกัน
ไหนๆ ก็พูดถึง ส.ส.แล้ว ขอแทรกด้วยความรู้สึกแท้จริงสักนิดเถอะ ผมเห็น "ส.ส.สุธา ชันแสง" อดีตรัฐมนตรีต้องกลายเป็นอัมพาต ตรอมตรมนั่งรถเข็นมาสภาฯ และยื่นใบลาออกจาก ส.ส.วานนี้แล้ว
ผมเห็นแล้วใจหาย "น้ำตาซึม" ในสภาพท่านโดยไม่รู้ตัว!
อยากจะเขียนบอกความรู้สึกว่า ผมเข้าใจ "ภาวะเครียด" ในปัญหาครั้งนั้น จนเป็นเหตุนำมาสู่การป่วย ผมเห็นแล้วสะเทือนใจ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักท่าน แต่อยากจะบอกว่าผมปรารถนาให้มีปาฏิหาริย์ เพื่อให้ท่าน "หายจากอัมพาต"
ถ้าผมได้รับโอกาส และเป็นไปได้ ผมอยากไปเยี่ยมท่าน ถึงช่วยอะไรไม่ได้ แต่ในภาวะอย่างนี้ มีน้ำใจต่อกัน ดีกว่าปล่อยผ่านแห้งแล้ง
ขอให้ท่านอย่าท้อ รักษาชีวิต และความสงบเย็นของจิตใจไว้ ทุกอย่างยังไม่เลวร้ายอย่างที่ท่านคิดหรอก
ผมเห็นหน้าท่านทางจอโทรทัศน์แล้วก็เข้าใจทุกข์ เป็นห่วงครับ อยากจะบอกว่า "ด่านแรก" ที่ท่านต้องฝ่าให้ได้ คือ พยายามรักษาใจให้สงบ อย่าคิดมาก อย่าคิดฟุ้งซ่าน สงบใจ-ด้วยตัดอดีตให้ได้ก่อน
ขอเพียงรักชีวิต รักมีโอกาสสู้ หยัดอยู่กับมันให้ชนะ แล้วโอกาสจะกลับมาหาท่าน อย่าท้อแท้ และอย่าถอดใจเป็นอันขาด!
กลับมาพูดถึง "ประเทศไทย" ของเราในภาพรวมกันบ้าง ประเทศไทยเป็นประเทศ "สั่งสมบุญ" เป็นต้นทุนชาติ ถึงทุกข์-ก็ทุกข์ไม่นาน แค่วิบากผ่าน ซึ่งไม่หนักหนา แต่ยามสุข-จะสุขนาน
นี่แค่ปี-สองปีเท่านั้นที่อีนุงตุงนังกัน ตกปลายปีหน้า ๒๕๕๒ ก็จะเงยหัวแล้ว พอเข้าปี ๒๕๕๓ คราวนี้ ประเทศไทย "ติดจรวด" แล้วครับ!
แถม "วิ่งไม่หยุด-ฉุดไม่อยู่" ด้วยซ้ำ ตั้งใจ-ตั้งหลัก รับความเปลี่ยนแปลงสู่ "มิติใหม่-มิติที่ดีกว่า" ในอีกไม่นานช้ากันเถอะ ที่เจอหน้าก็แยกเขี้ยวใส่กันจนดึงปลอกคอแทบขาดเวลานี้น่ะ
แล้วจะจี๋จ๋ากลับเข้าหากันเอง คนไทยน่ะ..ว่างได้ซะที่ไหน ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องกัดกันเองเมื่อนั้น ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ปล่อยๆ ลืมๆ มันไป คนได้คิด-คิดได้ก็อยู่ คนไม่มีคิด-คิดไม่ได้ ก็ปล่อยตายไปเถอะ
ประเทศไทยนี่ ใครมาทรยศคิดคดทำร้าย "ลงท้าย-ตายไม่ดี" ซักราย ขอบอก!
เคยได้ยินชื่อ "พระเจ้าอลองพญา" กษัตริย์พม่าในยุคกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๐๒ โน่นใช่ไหม?
พระเจ้าอลองพญานี่ แต่เดิมเป็นแค่พรานป่าเท่านั้น แต่ตีเอาเมืองพม่าคืนจากมอญได้ จึงตั้งตนเป็นกษัตริย์นามว่า "พระเจ้าอลองพญา"
พระเจ้าอลองพญาก็เหมือน พระยาละแวก เหมือนเจ้าสีหนุ หรือสมเด็จฮุน เซน กรุงศรีอยุธยา-คือไทยอ่อนแอเมื่อไหร่ เป็นต้องยกทัพมางับน่องเมื่อนั้น ตอน พ.ศ.๒๓๐๒ พระเจ้าอลองพญาเห็นไทยเกิดศึกนอก-ศึกใน ก็ยกทัพมาล้อมกรุงศรีฯ หวังตีเอาเป็นเมืองขึ้น
เอาปืนใหญ่มาซะด้วย หันปากกระบอกใส่ตัวพระนครแล้ว พระเจ้าอลองพญาก็กระเหี้ยนกระหือรือยิ่งนัก อยากได้ชื่อว่า เป็นผู้ลงมือขยี้กรุงศรีอยุธยาจนป่นเป็นผุยผงด้วยมือตนเอง
ใครจะจุดไฟยิงปืนใหญ่ก็ไม่ยอม จะจุดเอง กะตูมเดียวให้แหลกคามือ-คาตา
พอจุดก็..ตูม!
ปืนใหญ่ระเบิดตูมมมมครับ ไม่ใช่กรุงศรีฯ!!
ก็บอกแล้ว ใครคิดร้ายกับประเทศไทย ถ้าไม่วิบัติ ก็มีอันเป็นไป ร้ายสุดถึง "ตาย" ทุกราย..บอกไม่เชื่อ?!
พระเจ้าอลองพญาก็เช่นนั้น เละไปทั้งตัว ต้องถอยทัพ ช่วยกันหามร่องแร่งไปทางด้านแม่ละเมา ยังไม่ทันถึงพม่า พระเจ้าอลองพญาก็ตายเสียก่อนที่จังหวัดตาก
เอาอย่างปัจจุบันทันยุคดิจิตอลนี้ก็ได้ "เลห์แมน บราเธอร์ส" ที่ล้มละลายนี่ไง ยังจำได้มั้ย ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี ๒๕๔๐ รัฐบาลชวนตั้ง ปรส. (องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน) ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เอาทรัพย์สินของ ๕๖ สถาบันการเงินที่เจ๊งประมูลใช้หนี้
เลห์แมน บราเธอร์ นี่แหละเข้ามาเป็นที่ปรึกษาของ ปรส. ปรึกษาเอง ตั้งกฎระเบียบเอง แต่กลับซิกแซ็กประมูลเอาซะเอง ทรัพย์สินมีมูลค่าตั้ง ๘๕๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไปประมูลขายแค่ ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท!
แล้วเป็นไง ผ่านไปแค่ ๑๐ ปี วันนี้ เลห์แมนฯ ยักษ์ใหญ่ ที่ไม่เคยคิดว่าจะมีวันตาย ผลที่ทำกับไทย "ล้มละลาย" ด้วยโรค "แฮมเบอร์เกอร์ ดีซีส" ย้อนสนอง
เรื่องเลห์แมน บราเธอร์ส นี้มี "ภาคพิสดาร" ต้องคุยกันยาว วันนี้เพียงยกมาให้เห็นเป็นอุทาหรณ์ว่า ประเทศไทย นั้น ใครคิดไม่ซื่อ ใครคิดมิดี-มิร้าย ต้อง "มีอันเป็นไป" ไม่ช้า-ก็เร็ว ทุกรายไป นับจากนี้ไป ๑๕ ปี ถึงเวลา "เวรสนองกรรม" แล้ว ใครดี-ก็จะดีโลด ส่วนใครร้าย-ถึงขั้นตายทุเรศ..ช่วยบอกต่อให้ถึงลอนดอนด้วย!?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 19 กันยายน 2551

