อย่าเป็นรถไฟที่ไม่มีสถานีจอด
รถไฟถ้าไม่วิ่งตามราง มันก็ไปไม่ได้ เงื่อนไขในการต่อสู้ทางการเมืองก็เหมือนกัน ถ้าเหิมเกริม-นอกกรอบ “เอาแต่ใจ” เป็นที่ตั้งมากไป มันก็ไปไม่ได้
การคิดเพื่อพูด กับการคิดเพื่อทำ มองเผินๆ อาจเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ถ้าใคร่ครวญด้วยรับผิดชอบจะพบว่า การพูดหลุดกรอบนั้น-พูดได้ แต่การทำนั้น มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลากหลาย
ฉะนั้น สักแต่ว่าพูดเรื่อยไป อันตรายมากกว่าดี!
ที่พูดนี่ก็ไม่มีอกุศลเจตนากับใคร แต่เห็น ๕ แกนนำพันธมิตรฯ เชี่ยวกราก เหมือนรถที่ขับไปด้วยความเร็ว ๒๐๐ กม./ชม.โดยไม่แตะเบรก หรืออาจจะไม่มีเบรกด้วยซ้ำ
ก็อดเป็นห่วงไม่ได้เท่านั้นแหละ!
ลำพังบรรดาแกนนำนั้น ผมไม่ห่วงเท่าไหร่หรอก แต่สำหรับนักเรียนประจำมหาวิทยาลัยพันธมิตรฯ ทั้งประเภทกินนอน และประเภทเย็นไป-ดึกกลับ ทั้งหลายนี่ซี
ผมห่วงเขามากครับ เพราะเขาต่างมาร่วมชุมนุมด้วยใจซื่อ “หวังบริสุทธิ์” กับประเทศชาติบ้านเมืองจริงๆ แต่การชุมนุมยืดเยื้อชนิดขยายกรอบกำหนดของเป้าหมายออกไปไม่สิ้นสุดเช่นนี้
ภารกิจกู้ชาติตามแนวคิด ๕ แกนนำ ผมเกรงว่าอาจเกิดสนิมในเนื้อทอง ด้วยข้อฉงนสนเท่ห์กันว่า นี่..จะมายึดเป็น “อาชีพประจำ” หรือว่าจะมาด้วย “ภารกิจกู้ชาติ” กันแน่?!
ใช่ว่าท่านหาทางลงกันไม่ได้ แต่ก่อนหน้านี้ก็พร้อมใจตะโกนกันว่า สมัคร..ออกไป..สมัคร..ออกไป นี่สมัครก็ออกไปตามเป้าหมายของการชุมนุมแล้วมิใช่หรือ? แต่ท่านไม่ยอมลง ก็ไม่เป็นไร แต่อยากให้ช่วยคิด “หาสถานีลง” ให้สังคมประเทศบ้างตามกาลอันควรเถิด
๕ แกนนำอาจไม่เหนื่อย แต่สังคมประเทศเหนื่อยรากแตกกับสงครามที่ขยายแนวรบไม่รู้จบ-รู้สิ้นนี้กันมากแล้ว!
พักให้หายใจกันบ้างเถอะครับ ภารกิจฆ่าคนเลวนั้น “ไม่มีจบ” หรอก หนักเข้าเราอาจต้องฆ่าตัวเองด้วยซ้ำ
แต่เรา “ยุติได้” ด้วยการ “ควบคุมคนเลว” ให้อยู่ในสายตา ให้เดินอยู่ในกรอบกติกาสังคมบ้านเมือง และศีลธรรม-คุณธรรม!
สถานการณ์บ้านเมืองที่แปรเปลี่ยนในภาวะวิกฤตินั้น ข้อเสนอด้วยรูปแบบหนึ่ง-เงื่อนไขหนึ่ง อันวิธีแก้ไขปัญหา มันขึ้นอยู่กับเหตุ-ปัจจัยเฉพาะหน้าด้วย นั่นคือ การนำรูปแบบใดเสนอขึ้นใช้นั้น
หัวใจสำคัญของมันอยู่ที่ “จังหวะเวลากับสถานการณ์” ต้องลงตัว!
จังหวะดี-เวลาดี เหมือนเหล็กเผาจนแดงได้ที่ ตอนนั้นก็ไม่ตี กลับทิ้งนาทีทองไป พอเหล็กคลายร้อนก็จะมาขยับค้อนเปรี้ยงปร้าง ผิดที่-ผิดทาง ผิดจังหวะ-ผิดสถานการณ์ ก็จะเกิดภาพเงื้อค้อนเก้งก้างไปเปล่าๆ
ขณะนี้ ตัวเงื่อนไข คือนายสมัคร “พ้นไปแล้ว” สภาพการณ์เฉพาะหน้าจึงกลายเป็นว่าฝ่ายรัฐบาลตัวแทนทักษิณ “เป็นฝ่ายเกาะกุมเงื่อนไข” มีสิทธิ์ตามกติกาประชาธิปไตยที่จะ “สร้างจังหวะ” ขับเคลื่อนรัฐบาลใหม่
ซึ่งสังคมทั่วไปก็ยอมรับเงื่อนไข และให้โอกาสตรงนี้
เหมือนกีฬาที่ตอนนี้ ๖ พรรคร่วม โดยพลังประชาชนเป็น “ฝ่ายเสิร์ฟลูก” ส่วนฝ่ายพันธมิตรฯ ตกอยู่ในฝ่าย “รับลูกเสิร์ฟ”
ฉะนั้น ภารกิจตอนนี้คือ คอยตั้งสติ-ตั้งท่า รอจนกว่าฝ่ายพลังประชาชนเขาจะเสิร์ฟลูกมานั่นแหละ เมื่อลูกมาอยู่ในแดนตัวเองแล้ว นั่นคือ “จังหวะ” และความชอบธรรมมาถึงแล้ว
จะสร้างเกมให้กลับมาเป็นฝ่าย “กุมเงื่อนไข-สถานการณ์” ได้อย่างไร ค่อยว่ากันไปตอนนั้น ก็ยังไม่สายหรอก!
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ก็จะตัดสินคดีที่ดินรัชดาฯ อันมี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลย ในวันพรุ่งนี้แล้ว
๓ ส.ก็เป็นชนวนศึก “ฟัดกันเอง” ในพลังประชาชนแล้ว ระหว่างผู้ถือหาง ส.สมชาย ค่าย ๒ เจ๊ กับ ส.สุรพงษ์ ศิษย์เนวิน ก็ยังไม่แน่ว่าในการประชุมเลือกตัวนายกฯ ในวันพุธที่ ๑๗ กันยายนนี้
จะมีมอร์นิ่งวอล์ก จากพลังประชาชน “แตกพวก” จนสภาฯ ล่มเป็นครั้งที่ ๒ หรือไม่?
ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็น่าสงบสยบความเคลื่อนไหว ดูเขากัดกันจนตายไปเอง “สักครู่” ก่อน จะไม่เกิดภาพสง่างามในฝ่ายตนมากกว่าหรือ?
นี่โลกก็กำลังป่วนจาก “เลห์แมน บราเธอร์ส” บริษัทวาณิชธนกิจที่ใหญ่อันดับ ๔ ของสหรัฐล้มละลาย สร้างผลสะท้านสะเทือนสู่ตลาดเงิน-ตลาดหุ้นไปทั่วโลก พูดกันง่ายๆ ก็คือ
ธุรกิจ-เศรษฐกิจโลก เข้าสู่ภาวะ “ฉิบหาย” ถ้วนหน้าแล้ว!
ไม่เว้นแม้ประเทศเล็ก-ประเทศน้อย กระทั่งไทยก็ยากจะหลีกหนีจากแรงกระเพื่อม “พายุยักษ์” นี้ไปได้!
ต้องระวังด้วย ด้วยเงื่อนไข-สถานการณ์รอบด้าน รอบโลกอย่างนี้ ผู้คนจะหงุดหงิด-หมดกะจิตกะใจเรื่อง “กู้ชาติ” อันเป็นจิตนาการ-การเมือง เพราะต้องหันกลับไปดูแลรักษาที่มั่น คือสถานภาพ-สถานการณ์ ชีวิต-ธุรกิจ-ครอบครัว ของแต่ละคนก่อน
ความอดทน-อดกลั้นจากแต่ละฝ่ายจะน้อยลง ความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะ ลุยแหลก-แลกชีวิต จะเกิดขึ้น ถึงพันธมิตรฯ ไม่ต้องการ แต่อีกฝ่ายต้องการ แล้วจะทำอย่างไร?
มองยาวไปอีกนิด คดี “ยุบพรรคพลังประชาชน” ก็อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือหลายเรื่อง-หลายคดี กระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” กำลังทำหน้าที่ชำระความ เพื่อคืนความถูกต้อง-ชอบธรรมให้แต่ละฝ่าย
อนาคตการเมืองของกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ๓๓ ในจำนวนเต็ม ๓๗ คน เพราะลาออกไปก่อนหน้านี้ ๔ คน สามารถพูดได้ว่า “แขวนอยู่บนเส้นด้าย”
ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมีความผิด ก็ยุบพรรค นั่นคือ ไม่เพียง ๓ ส.สมชาย-สมพงษ์-สุรพงษ์ ที่แย่งชิงเก้าอี้นายกฯ กันอยู่ตอนนี้ จะต้องถูก “ห้ามเล่นการเมือง ๕ ปี” เท่านั้น
ที่เห็นหน้าแบ่งพวกแย่งกันแถลงหน้าจอทีวีตอนนี้ ไม่ว่าฝ่ายเจ๊ ฝ่ายเนวิน รวมแล้วก็ ๓๐ กว่าคนที่เป็น กก.บห.จะต้องถูกกวาดหายไป ๕ ปีด้วย!
พรรค “เพื่อไทย” ที่ตั้งไว้รอนั่นน่ะ ทั้งเกรด A เกรด B เกรด C ประเภท “เพ็ดดีกรี” ของทักษิณ แทบไม่เหลือหรอเป็นสายพันธุ์อยู่ในสภาฯ นั่นคือพรรคเพื่อไทยก็คงได้ประเภท จ.จตุพร ณ.ณัฐวุฒิ
ขึ้นแท่นว่าที่นายกฯ ร่างทรงทักษิณ!!
อย่างนายไชยา สะสมทรัพย์ นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายนพดล ปัทมะ นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รท.กุเทพ ใสกระจ่าง นายศรีเมือง เจริญศิริ นายทรงศักดิ์ ทองศรี นายนิสิต สินธุไพร นายธีระชัย แสนแก้ว นายสุทิน คลังแสง นายบุญลือ ประเสริฐโสภา นายอนุสวรณ์ วงศ์วรรณ พลเอกเรืองโรจน์ มหาศรานนท์ พ.ต.ท.กานต์ เทียนแก้ว ฯลฯ
เหล่านี้..เกลี้ยงเลยครับ ถ้าพรรคพลังประชาชนถูกยุบ!
ฉะนั้น การเมืองใหม่ ๓๐-๗๐ รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลพิเศษ รัฐบาลฟื้นฟูชาติ รัฐบาลประชาภิวัตน์ ทั้งหลาย-ทั้งปวง ถือเป็นแนวคิด-แนวเสนอ ที่ดีทั้งนั้น
แต่ขณะนี้ถือว่า “ผิดจังหวะ” เพราะสภานการณ์เปลี่ยนไป อย่างน้อยก็ต้องรอจนกว่าให้ผ่านวันที่ ๑๗ กันยายน คือประชุมสภาฯ เลือกนายกฯ พรุ่งนี้ไปก่อน!
และต้องไม่ลืมว่า “รัฐบาลรักษาการ” เขายังมีไพ่เล่นอีกใบ คือไพ่ยุบสภาฯ ถ้าพลาดท่า-พลาดทาง พรุ่งนี้ ถ้าเสนอ ส.สมชาย แล้ว ส.ส.แก๊งเนวิน วอล์กเอาต์ หรือถ้าเสนอ ส.สุรพงษ์ แล้ว ส.ส.แก๊ง ๒ เจ๊ วอล์กเอาต์
ไพ่ยุบสภาฯ อาจถูกนายกฯ รักษาการงัดขึ้นมาเล่น โดยไม่รอ “งบประมาณ” เข้าสภาวุฒิฯ ก่อนก็ได้!?
จะไปเอานิยายอะไรกะคนตอนหน้ามืด?
เพราะอย่างนี้ ผมจึงอยากให้เอาไฟแช่น้ำไว้ก่อน จะได้ไม่ถูกครหาว่า..พันธมิตรฯ ไม่ดูตาม้า-ตาเรือ ก้มหน้าก้มตาจะสร้างประเทศไว้ปกครองกันเองตะพึดตะพือ!
ที่พูดทั้งหมดวันนี้ คงทำความไม่สบายให้ “สหายพันธมิตรฯ” มากทีเดียว แต่อยากให้ใช้ข้อความที่ “ขัดตา” วันนี้ เป็นบท “ขัดใจ” ไว้ล่วงหน้า เพราะถ้าสามารถสร้างประเทศ “ประชาภิวัตน์” ได้สำเร็จ เมื่อเป็นใหญ่ จะได้ไม่เหมือนทักษิณที่บริหารประเทศ “ตามอำเภอใจ” ใครพูดขวางหูเป็นต้อง ปลด-ย้าย หรือสั่งไปตายหมด จะเป็นประชาภิวัตน์ ต้องหัดรู้จัก “ฟังเสียงต่าง” ไว้บ้างนะครับ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพืไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 กันยายน 2551



