บทเรียนสงครามกลางเมืองจากศรีลังกา เมื่อประชาชนต้องเลือกข้าง
กล่าวกันว่า มนุษย์ที่เรียกว่าสัตว์ประเสริฐสามารถฆ่ากันเองได้ ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ด้วยเหตุผลสองประการคือ เรื่องความเชื่อทางศาสนาและความเชื่อทางการเมือง
เหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา มีคนไทยฆ่ากันเองด้วยความโกรธและความเกลียดชังกลางถนนราชดำเนิน ชวนให้นึกถึงสงครามกลางเมืองในประเทศศรีลังกา ระหว่างชาวสิงหลและชาวทมิฬ ซึ่งสู้กันมาหลายสิบปี ผู้คนล้มตายไป 6 หมื่นกว่าคน และไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ
สงครามกลางเมืองได้ทำให้ประเทศศรีลังกาที่กำลังจะเป็นประเทศดาวรุ่งในเอเชียเมื่อสามสี่สิบปีก่อน เพราะผู้คนมีการศึกษาและพูดภาษาอังกฤษได้ดี กลายเป็นประเทศล้าหลังและยากจนประเทศหนึ่งของโลก
ชาวสิงหลเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คิดเป็นประชากรร้อยละ 74 อพยพจากทางภาคเหนือของคาบสมุทรอินเดียมาตั้งรกรากบนเกาะศรีลังกา สร้างอาณาจักรนามอนุราธปุระ ส่วนประชากรชาวทมิฬซึ่งมีอยู่ราวร้อยละ 18 ของประเทศ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือและตะวันออกของเกาะ
ราวพุทธศตวรรษที่ 21 นักล่าอาณานิคมจากยุโรป ได้แก่ โปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ ผลัดกันเข้ายึดครองเกาะศรีลังกา ต่อมาในปี พ.ศ.2491 อังกฤษได้ให้เอกราชแก่ชาวศรีลังกา พรรคการเมืองของชาวสิงหลได้คะแนนเสียงข้างมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยมีพรรคการเมืองของชาวทมิฬเป็นพรรคฝ่ายค้าน
ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองเชื้อชาติเริ่มเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น เพราะเมื่อศรีลังกาเป็นเมืองขึ้น ผู้ปกครองอังกฤษมักเลือกคนทมิฬอันเป็นชนกลุ่มน้อยมาใช้งาน เพราะคนทมิฬพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนสิงหล เนื่องจากพวกมิชชันนารีมาตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษทางตอนเหนือของประเทศซึ่งเป็นถิ่นของคนทมิฬ
พอศรีลังกาประกาศเอกราช พวกทมิฬที่เป็นคนกลุ่มน้อยแต่การศึกษาดีกว่าจึงเป็นชนชั้นนำในสังคม ได้เป็นข้าราชการ บางส่วนก็เป็นนักธุรกิจอยู่ตามหัวเมืองต่างๆ เวลานั้นชาวทมิฬยังกุมเศรษฐกิจของประเทศด้วย ขณะที่ชาวสิงหลส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงาน หรือชนชั้นระดับล่าง ในใจลึกๆ ชาวสิงหลจึงไม่ค่อยพอใจพวกทมิฬที่เป็นชนกลุ่มน้อยแต่มีสถานะทางสังคมดีกว่า
คล้ายกับการเมืองไทยในปัจจุบัน ที่คนรากหญ้าและคนเมืองจะเลือกพรรคการเมืองคนละพรรค
เพื่อนศรีลังกาของผมคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า
“การที่คนอังกฤษนิยมใช้งานชาวทมิฬมากกว่าชาวสิงหล น่าจะเป็นวิธีแบ่งแยกและปกครองของพวกเจ้าอาณานิคมในสมัยนั้น ที่ไม่ต้องการให้ชาวสิงหลซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีอำนาจ”
ความแตกต่างทางชนชั้นและรายได้ เป็นชนวนความแตกแยกที่ฝังรากลึกลงไปเรื่อยๆ ในสังคม
ภายหลังประกาศเอกราช รัฐบาลชาวสิงหลได้ขึ้นปกครองประเทศ ก็พยายามสร้างเงื่อนไขบีบบังคับให้ชาวทมิฬต้องค่อยๆ ออกจากระบบราชการ ในทางเศรษฐกิจก็ออกระเบียบจุกจิกทำให้พ่อค้านักธุรกิจชาวทมิฬมีความลำบากในการประกอบธุรกิจ และยังกีดกันไม่ให้ชาวทมิฬมีโอกาสเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
เหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นในปี พ.ศ.2499 เมื่อรัฐบาลประกาศให้ภาษาสิงหลเป็นภาษาราชการ เพื่อให้ชาวสิงหลได้เปรียบในทางเศรษฐกิจและทางการเมือง บังคับให้โรงเรียนทุกโรงเรียนสอนหนังสือด้วยภาษาสิงหล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีโรงเรียนที่สอนหนังสือด้วยภาษาทมิฬ นอกจากนี้ รัฐบาลยังพยายามผลักดันให้ศาสนาพุทธของชาวสิงหลเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้ชาวทมิฬที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูไม่พอใจ ออกมาเดินขบวนคัดค้าน เรียกร้องให้แยกดินแดนทมิฬทางตอนเหนือออกเป็นอิสระ เกิดการจลาจล ผู้คนล้มตายกันมากมาย ชาวทมิฬจำนวนมากพากันอพยพไปอยู่เมืองจาฟนา เมืองสำคัญของชาวทมิฬทางตอนเหนือของเกาะศรีลังกา มีการก่อตั้งขบวนการแนวร่วมปลดปล่อยทมิฬ มีกองกำลังติดอาวุธของตัวเองเรียกว่ากลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ เรียกร้องให้มีการแยกประเทศ และแม้ภายหลังทางการจะประกาศให้ภาษาทมิฬเป็นภาษาราชการอีกภาษาหนึ่ง แต่ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว สงครามกลางเมืองจึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินและส่งทหารเข้าไปโจมตีหัวเมืองทางเหนือ ฐานที่มั่นใหญ่ของพวกทมิฬ ขณะที่พวกทมิฬที่มีกำลังน้อยกว่าได้ตอบโต้ด้วยการวางระเบิดตามเมืองใหญ่ๆ ทำให้ผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บล้มตายหลายหมื่นคน
กล่าวกันว่าระเบิดพลีชีพเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก โดยฝีมือของชาวทมิฬในศรีลังกา
เพื่อนของผมเตือนสติคนไทยด้วยความห่วงใยว่า
“ตอนแรกที่เกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้น มีพลังที่สามในสังคมแสดงความเห็นอันหลากหลาย เพื่อจะหาแนวทางยุติความขัดแย้งโดยสันติวิธี ผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่พอทั้งสองฝ่ายที่มีพรรคการเมืองและผู้นำสายเหยี่ยวหนุนหลังได้ใช้วิธีเผชิญหน้ากันอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น มีการปลุกระดมคนทั้งสองฝ่ายให้ออกมาทำร้ายกัน กฎหมายถูกละเมิด จนมีการฆ่ากันตายมากขึ้น ทำให้ พวกพลังที่สาม หรือพวกที่อยู่ตรงกลางก็ค่อยๆ ลดไปเรื่อยๆ เพราะพวกนี้จะโดนกระทืบก่อนจากทั้งสองฝ่าย”
พอความรุนแรงเพิ่มขึ้นถึงจุดหนึ่ง ฝ่ายตรงกลางก็ถูกบังคับให้เลือกข้าง หรือไม่กล้าออกมาแสดงความเห็นอีกต่อไป เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง
เพื่อนบอกว่า สังคมไทยตอนนี้ยังโชคดี ที่ยังมีพวกพลังเงียบที่ไม่เลือกข้าง คอยออกมาเตือนสติและพยายามหาทางออกให้คู่ขัดแย้งในขณะนี้
แต่หากยังปล่อยให้เลือดนองถนนราชดำเนินไปเรื่อยๆ จนไม่มีที่ยืนให้พวกที่อยู่ตรงกลาง เมื่อนั้นแหละ สังคมไทยจะเข้าสู่สงครามกลางเมืองอย่างแท้จริง
สงครามที่ไม่มีผู้ชนะ แต่ผู้แพ้คือคนไทยทั้งประเทศ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 7 กันยายน 2551



