พุทธธรรมนำไทยพ้นวิกฤต
prasong_lert@yahoo.com
ท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองที่ยังไม่เห็นทางออก เสียงก่นประณามจากแต่ละฝ่ายเป็นไปอย่างดุเดือดเพิ่มขึ้นทุกขณะ
ดีกรีความขัดแย้งถูกเติมเชื้อไฟจากผู้นำที่ไร้ยางอาย ขาดวุฒิภาวะ ด้วยกิริยาวาจากระโชกโฮกฮากขากถุยใส่ศัตรูทางการเมืองอย่างไม่ลดราวาศอก
ทางออกที่ฝ่ายต่างๆ พยายามเสนอได้รับการปฏิเสธเพราะความ “ดื้อด้าน” และเป้าหมายสูงสุดคือนั่งอยู่ในอำนาจนานที่สุดบนซากปรักหักพังของบ้านเมือง
ในยามที่ผู้คนจำนวนมาก ยังมองไม่เห็นทางออก ได้รับบัตรเชิญจากมูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ในโอกาสที่จะมีการเปิดหอจดหมายพุทธทาสแจ้งว่า จะจัดแสดงปฐกถาเกียรติยศชุด “พุทธธรรมนำไทยพ้นวิกฤต” ในวันศุกร์ที่ 12 กันยายน ตั้งแต่เที่ยงวัน ณ หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก
การแสดงปฐกถาแบ่งออกเป็น 3 ข้อ ล้วนแต่น่าสนใจ ดังนี้
“สังคมไทยกับการสร้างสรรค์ความกล้าหาญทางจริยธรรม” โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี สถาบันวิมุตติยาลัย
“ศาสนาธรรมกับการศึกษา” โดย ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์
“อำนาจแห่งความว่าง ความว่างแห่งอำนาจ” โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รายการที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การปรารภเปิดปาฐกถาโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี และปรารภหลังปฐกถาโดยนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
นอกจากบัตรเชิญแล้ว ยังได้รับหนังสือ “การเมืองคืออะไร? หนทางรอดของมนุษย์คือ ธรรมิกสังคมนิยมและพุทธทาสลิขิตข้อคิดทางการเมือง”
อ่านลิขิตของท่านพุทธทาสบางบท อาจทำให้เข้าใจอะไรดีขึ้น หายเครียด หายเซ็ง เช่น “การเมืองคืออะไร?” ที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2495
“การเมือง คือสิ่งที่ตั้งรากฐาน หยู่บนความทะเยอทะยาน ในการหยู่เติบ กินเติบ หรือความมัวเมา ในความสุข ทางเนื้อหนังโดยปราศจากการนึกถึง โลกหน้า พระเป็นเจ้าและความตาย และมีอำนาจเป็นความถูกต้อง และประโยชน์ของตนเป็นความยุติธรรม และเป็นของใหม่ เพิ่งเกิดขึ้นในโลกเมื่อเกิดปรารถนาหยู่เติบกินเติบกันขึ้นมาแล้วเท่านั้น
“สำหรับการเมืองภายในประเทศนั้น ลัทธิฝ่ายอภิชนาธิปไตย นับตั้งแต่ราชาธิปไตยลงมา ก็คือการสงวน การหยู่เติบ กินเติบ ไว้สำหรับคนบางชั้น บางพวก และลัทธิฝ่ายประชาธิปไตย ก็คือ การยื้อแย่ง เอาการหยู่เติบกินเติบนั้น มาเฉลี่ยกันให้ทั่วถึง
“เผด็จการกับประชาธิปไตยจึงไม่มีความหมาย อันแตกต่างอะไรกัน เพราะเป็นการจัด เพื่อให้ฝ่ายของตนได้มาซึ่งการหยู่เติบ กินเติบนั่นเอง แหละประชาธิปไตยนั้น เมื่อถึงคราวที่จะแสดงบทบาทอันจริงจังขึ้นมา ก็ได้มอบกำลังและอำนาจให้ใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีอำนาจเด็ดขาด และนั่นก็คือเผด็จการ นั่นเอง แล้วเหตุการณ์ก็เป็นไปตามอำนาจ กิเลส ของผู้มีอำนาจ จึงเห็นได้ว่า ที่แท้นั้น ก็คือ กิเลสาธิปไตยต่างหาก ที่บังคับกลุ่มชนให้เป็นไป
“ในวงประชาธิปไตยนั้นเล่า ถ้าเป็นการปฏิวัติ ที่แย่งการหยู่เติบกินเติบ มาจากอภิชนาธิปไตย ก็ถือว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้องแต่ถ้าใคร เกิดปฏิวัติเพื่อยื้อแย่งการหยู่เติบกินเติบไปจากชนชั้นที่ครองอำนาจนั้น ไปแยกกระจายให้ทั่วถึงคนชั้นต่ำโดยทั่วไป โลกสมัยนี้ถือว่า เป็นการกระทำผิด หรืออาชญากรรมทีเดียว (เช่นที่พวกเสรีประชาธิปไตยกำลังกล่าวหาพวกคอมมูนิสต์หยู่?) จึงเห็นได้ว่า อำนาจยังเป็นความยุติธรรมหยู่
“ฉะนั้น การเมือง จึงใช่สิ่งที่สามารถจัดโลกให้มีสันติภาพ ซึ่งหมายถึงความบริสุทธิ์สะอาด ความสว่างไสวแจ่มแจ้ง และความสงบเยือกเย็นอันแท้จริง
อีกบทหนึ่งในเรื่อง “ธรรมะกับการเมือง” ที่ลิขิตขึ้นในปี 2522
“ธรรมะกับการเมือง เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อไร การเมืองก็กลายเป็นเรื่องทำลายโลก ขึ้นมาทันที
“นักปรัชญาการเมืองแต่โบราณ ขอร้องให้ทุกคนเป็นสัตว์การเมือง (Political animal) คือ มีหน้าที่สนใจการเมือง ร่วมกันจัดสังคม ให้อยู่กันอย่างสงบสุข โดยไม่ต้องใช้อาชญา
“แต่คนสมัยนี้ ทำให้มากเกินไปขนาดที่เรียกว่า การเมืองขึ้นสมอง แล้วใช้การเมืองนั้นเอง เป็นเครื่องมือกอบโกย หรือฟาดฟันผู้อื่นครอบงำผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว ดังนั้น แทนที่การเมืองจะตั้งอยู่ในฐานะ เป็นเรื่องสีลธรรม ก็กลายเป็นเรื่อง อุปัททวะจัญไร ในโลก ไปเสีย
“...เมื่อไม่มีการคำนึงถึง สีลธรรมกันเสียแล้ว การเมือง ก็กลายเป็นเรื่องสกปรก สำหรับหลอกลวงกัน อย่างไม่มีขอบเขต จนกระทั่ง โลกนี้กลายเป็นโลกแห่งการหลอกลวงไปเสีย มีแต่สัตว์การเมือง ที่เป็นสัตว์เอาเสียจริงๆ กล่าวคือ บูชาเรื่อง กิน-กาม-เกียรติ แทนสันติสุข
“มีใครสักกี่คน ที่เป็นนักการเมือง เพื่อเอาบุญ ด้วยการมุ่งสร้างสันติภาพขึ้นในโลก และมีกี่คนที่เป็นนักการเมือง เพื่อตัวกู-ของกู และมีผลกลายเป็นเรื่องของ กิน-กาม-เกียรติ ชนิดที่เห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว”
ข้อเขียนวันนี้ไม่มีข้อสรุปครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 6 กันยายน 2551



