อนารยะขัดขืนของแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

apichat@econ.tu.ac.th


ในขณะนี้ กรุงเทพฯอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉินตามประกาศของรัฐบาล อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงในกลางดึกของคืนวันที่ 1 กันยายน 2551 จนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ในภาวะเช่นนี้ โอกาสที่ความรุนแรงจะขยายตัวจนก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของสังคมเพิ่มเติมยังมีอยู่สูง สิ่งแรกที่สังคมจะต้องทำคือการสงบสติอารมณ์และใช้เหตุผลในการขบคิด เพื่อเผชิญหน้าและแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เป็นอยู่ ในแง่นี้ ผมเห็นว่าข้อเขียนของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่องการ "ปรับระบบการเมือง" ตีพิมพิ์โดยมติชนรายวันในวันที่ 25 สิงหาคม และ 1 กันยายน สมควรที่จะได้รับการไตร่ตรองอย่างจริงจัง

กล่าวโดยย่อแล้ว บทความนี้เสนอว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้คนส่วนใหญ่ในชนบทกลายเป็นชนชั้นกลางระดับล่างสุดของเมืองไทย และด้วยเหตุปัจจัยหลายประการก็ทำให้ชนชั้นกลางระดับล่าง โดยเฉพาะในชนบทเกิดความตื่นตัวทางการเมืองขึ้น เช่นเดียวกับที่ชนชั้นกลางในเมืองมีความตื่นตัวทางการเมืองมาก่อนนี้แล้ว การที่รัฐบาลทักษิณเลือกจับคนชั้นกลางระดับล่าง (ทั้งในเมืองและชนบท) เป็นฐานเสียงหลัก โดยการเสนอนโยบายที่ "โดนใจ" คนเหล่านี้ ทำให้พรรคของคุณทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น จนทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอื่นไปจนเกือบหมดสิ้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันได้ทำลายอำนาจต่อรองของชนชั้นกลางดั้งเดิม ทั้งต่อการตั้งรัฐบาล ล้มรัฐบาล และการกำหนดนโยบายสาธารณะลงไปพร้อมๆ กันด้วย

ก่อนรัฐบาลทักษิณ ชนชั้นกลางดั้งเดิมแม้ว่าจะกำหนดตัวนายกฯไม่ได้ แต่ก็กำกับให้รัฐบาลทำตามความต้องการของตนได้ในระดับที่แน่นอนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เป็นผู้มีส่วนกำหนดตัวรัฐมนตรีได้ด้วย เนื่องจาก ส.ส.ซึ่งสังกัดหลายพรรคเป็นลักษณะเบี้ยหัวแตก ทำให้เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคการเมือง โดยกดดัน (ผ่านสิ่งที่เรียกกันว่า "กระแส") ไม่ให้นายกฯกล้าตั้งยี้เป็นรัฐมนตรี หรือไม่กล้าให้ยี้บางคนคุมกระทรวงใหญ่เช่นมหาดไทย ในขณะเดียวกันก็ระแวดระวังว่ากระทรวงสำคัญ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ ต้องมีคนที่มีฝีมือตามมาตรฐานของคนชั้นกลางในเขตเมืองเป็นผู้ดูแล รวมทั้งกำหนดขอบเขตการกระทำและนโยบายอื่นๆ ของนายกฯได้ในระดับสูง และแน่นอนว่าสามารถล้มรัฐบาลผ่านการชุมนุมประท้วงใหญ่ๆ ได้ด้วย แต่คุณทักษิณกลับตั้งยี้เป็นรัฐมนตรีได้ตามใจชอบ (เพราะแม้เป็นรัฐบาลผสม พรรคร่วมอื่นๆ ก็มีอำนาจต่อรองต่ำมาก) นอกจากนี้ยังสามารถแต่งตั้งพวกพ้องเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทั้งตามรัฐธรรมนูญ เช่น กกต. หรือที่ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญก็ได้ด้วย ในแง่นี้ "ระบอบทักษิณ" จึงทำลายอำนาจกำหนดประเด็นสาธารณะของชนชั้นกลางดั้งเดิมไปมาก ในขณะที่อำนาจกำหนดประเด็น/นโยบายสาธารณะของชนชั้นกลางใหม่กลับเพิ่มขึ้นผ่านการเลือกพรรคของคุณทักษิณ

ดังนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็คืออาการของการที่ระบบการเมืองในปัจจุบันไม่สามารถรองรับ/จัดสรรการแบ่งสรรอำนาจกันได้ลงตัวระหว่างชนชั้นกลางดั้งเดิมกับชนชั้นกลางใหม่ ประเด็นสำคัญคือ การปรับตัวของระบบการเมืองจนลงตัวอีกครั้งหนึ่งเพื่อสะท้อนดุลอำนาจที่เปลี่ยนไปของชนชั้นต่างๆ นั้นต้องใช้เวลานาน ดังที่นิธิกล่าวไว้ว่า

"ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจ ที่นโยบายพัฒนาของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำมาก็ไม่ก่อให้เกิดการปรับระบบการเมืองจนถึง 14 ตุลาคม 2516 และหลังจากนั้นก็ยังเกิดการนองเลือดและขัดแย้งกันสืบมาจนถึงกลางทศวรรษที่ 2520 ระบบการเมืองไทยจึงปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงให้ลงตัวได้ในระดับหนึ่ง (ประชาธิปไตยครึ่งใบ แต่พรรคการเมืองตั้งรัฐบาลที่ต้องมีนายกฯ ซึ่งกองทัพสนับสนุน) ใช้เวลาร่วม 20 ปี การปรับตัวของระบบการเมืองในครั้งนี้ คงไม่เร็วไปกว่านั้น แม้ว่าเราอาจทำอะไรไม่ได้มากในกระบวนการปรับตัวของระบบการเมือง แต่เราพอทำอะไรได้บ้างเพื่อหลีกเลี่ยงความเลวร้ายของกระบวนการปรับตัว เช่น การปะทะกันจนนองเลือด เป็นต้น"

ในแง่นี้ ความรุนแรงในคืนวันที่ 1 กันยายนจึงเป็นเพียงแค่หนังตัวอย่างของกระบวนการปรับตัวทางการเมืองเท่านั้น ผมจึงไม่อยากคิดถึงฉากต่อๆ ไปหนังเรื่องนี้ที่สังคมเราจะต้องทนดูไปอีกหลายปี

หากเราจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงครั้งต่อๆ ไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ทำในการต่อสู้ทางการเมืองของทุกกลุ่มทุกฝ่ายคือ การใช้วิธีการเคลื่อนไหวแบบเดียวกับที่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเลือกใช้ในลักษณะที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายหนึ่งๆ นั้น เราไม่ต้องคำนึงว่าวิธีการที่ถูกเลือกใช้เป็นเช่นใด (ส่วนเป้าหมายแท้จริงของพันธมิตรฯ เช่น เรื่อง "การเมืองใหม่" แบบ 70/30 ว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ หรือเป็นประชาธิปไตยเพื่อใครนั้น ขอไม่อภิปรายในบทความนี้) ดังนั้นพันธมิตรฯจึงพร้อมจะหยิบประเด็นที่อ่อนไหว เช่น ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การคลั่งชาติเสียดินแดนในกรณีเขาพระวิหาร มาใช้เพื่อต่อต้านรัฐบาล เป็นต้น ประเด็นวิธีการนี้ บทความ "ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตรฯ" ของเกษียร เตชะพีระ อ้างความคิดของชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ว่า

"วิธีการคือหน่ออ่อนที่จะเติบใหญ่ขยายตัวกลายเป็นเป้าหมายในอนาคตข้างหน้า (Means is the end in the process of becoming.) ฉะนั้นหากเลือกวิธีการเลวร้ายตอนนี้แม้ในนามของเป้าหมายที่ดีงามในอนาคต แต่ในที่สุดแล้ววิธีการเลวร้ายที่เลือกก็รังแต่จะเติบใหญ่ขยายตัวลงเอยกลายเป็นเป้าหมายที่เลวร้ายในบั้นปลายนั่นเอง ฐานคิดทางปรัชญาของปฏิบัติการไม่รุนแรงและอารยะขัดขืนที่แท้จึงได้แก่หลักความเป็นเอกภาพของคุณค่าทางศีลธรรมระหว่างเป้าหมายกับวิธีการ (moral unity of the end and the means) เป้าหมายดี ต้องเลือกใช้วิธีการดีด้วย, หากเลือกใช้วิธีการเลว เป้าหมายจะออกมาดีนั้นเป็นไปไม่ได้"

ในทรรศนะเช่นนี้แล้ว ข้ออ้างของฝ่ายพันธมิตรฯว่าตนใช้วิธีการแบบสันติวิธีและอารยะขัดขืนจึงไม่ถูกต้องและเป็นอันตราย ดังที่เกษียรกล่าวต่อว่า "[วิธีการนี้] สุ่มเสี่ยงอันตรายที่จะปลุกพลังรุนแรงที่อาจควบคุมไว้ไม่อยู่ขึ้นมาจนพลอยไปทำร้ายทำลายผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหรืออย่างเกินกว่าเหตุ อีกทั้งยังเห็นมนุษย์คนอื่นเป็นเครื่องมือ เป็นเหยื่อและเป็นเครื่องบูชายัญสังเวยเป้าหมายความเชื่อของตนเอง"

ในสถานการณ์เฉพาะหน้านี้ สิ่งที่แกนนำพันธมิตรฯทั้งเก้าคนต้องกระทำเพื่อไม่ให้ความรุนแรงและการสูญเสียของสังคมเพิ่มขึ้นคือ การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มอบตัวให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยไม่ใช้ผู้ร่วมชุมนุมเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งก็เป็นเช่นที่พันธมิตรฯเรียกร้องให้อดีตนายกทักษิณพิสูจน์ตัวเองในศาลและให้เชื่อมั่นในกระบวนการตุลาการภิวัตน์มาโดยตลอดมิใช่หรือ

หากแกนนำมอบตัวแล้ว ผมจึงจะเชื่อว่าแกนนำพันธมิตรฯยึดมั่นในสันติวิธีและอารยะขัดขืนอย่างแท้จริง


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 กันยายน 2551