ข้อเสนอสู่ “ชนะเพื่อชาติ” ร่วมกัน
“จันทร์ดับ” ไปเมื่อวันพระเดือนขาด ๓๑ สิงหาคมและวันนี้ ๒ กันยายน ตามจันทรคติเป็นวันข้างขึ้น “พระจันทร์สีเลือด” เริ่มโคจรตามวงรอบไปสู่องศาสปาร์กแล้วครับ สถานการณ์เคี่ยวคลั่ง-ขาดสติขณะนี้ อาจปั่นทุกคนให้ “บ้า” ผมเห็นหุบเหวข้างหน้า ทั้งที่รู้ว่า “ชะตาคน-ชะตาชาติยากฝืน” แต่ขอฝืนในความมืดมิดสักนิดว่า..ติดเบรกบ้าด่วน!
ฝ่ายรัฐบาล โดย “นายสมัคร สุนทรเวช” ต้องรีบเอาสติมารับปัญหา เอาปัญญามาเป็นอำนาจ และใช้อำนาจผ่านปัญญาเป็นอาวุธสัมมาทิฐิเข้าแก้ไข “ปัญหาหน้าเหว” ขณะนี้ด่วน!
ฝ่าย ๕ แกนนำพันธมิตรฯ “สนธิ-จำลอง-พิภพ-สมศักดิ์-สมเกียรติ” ก็เช่นกัน ขณะนี้ เหล่าท่านถือว่าได้พรศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์คือมวลชนประทานให้อยู่ในกำมือแล้ว ชี้ตาย-ต้องตาย, ชี้เป็น-ต้องเป็น!
ฉะนั้นเหล่าท่าน “๕ วีระอาจหาญพันธมิตรฯ” ในงานกู้ชาติทั้งหลาย ผม-ในฐานะมิตรสหายร่วมแนวทางประเทศ มีวาจาใคร่กล่าวด้วยเกรงใจยิ่งว่า!
“บารมีผู้นำ” ยิ่งศักดิ์สิทธิ์จากสวรรค์คือประชาชนประทานให้มากขึ้นเท่าไหร่ ภาระในการนำของเหล่าท่าน...
ต้องบริหารด้วยสติ ด้วยวุฒิภาวะผู้นำ และด้วยความรับผิดชอบที่ปราศจาก เพลิงแค้น-อาฆาต-พยาบาท-เอาคืน ให้มากขึ้นเท่านั้น!
“พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” ครับ ท่านคงไม่ปฏิเสธว่า “ผม..คือกัลยาณธรรม” ฉะนั้น ในฐานะที่ “ท่าน-เป็นพี่ใหญ่สุด” ท่านเป็นรัตตัญญูชนคุณธรรม ผู้มีชีวิตผ่านการต่อสู้ อยู่ดูโลกอันโสภิณมายาวนาน
ผิด-ถูก-ชั่ว-ดี และโลกธรรม ๘ ประการ หลอมท่านเป็น “พล.ต.จำลอง” แกร่งในวันนี้!
ผมคารวะท่านด้วยเคารพจากใจเบื้องลึก-ดั่ง ๒๐ กว่าปีในอดีต ถ้าเป็นศึกรบประชิดระหว่างแค้น “สมัคร-จำลอง” หรือระหว่าง “รัฐบาลสมัคร-มวลชนพันธมิตรฯ” อันมีชีวิตกันและกันเป็นเดิมพัน
นาทีนี้ ผม-ในฐานะผู้ชม ผู้เชียร์ข้างสนาม จะคว่ำนิ้วโป้งลงดิน ตะโกนบอก พล.ต.จำลอง บอกมวลชนพันธมิตรฯ ด้วยคำเดียวว่า
ฆ่ามัน..ฆ่ามัน..ฆ่ามัน!!
แต่..ในฐานะ “พี่ใหญ่” ในแกนนำ ช่วยโอบไหล่น้องๆ ร่วมแนวทาง แล้วกระซิบย้ำถึงปณิธานเป็นองค์ปฐมแห่งงานนี้ด้วยครับว่า
ภารกิจคือการ “กู้ชาติ” มิใช่หรือ?
“นายสมัคร สุนทรเวช” ไม่ใช่ชาติ และขณะนี้ ไม่เหลือคุณค่าอะไรที่ใครจะไป “ถามหา” ในความหมายของคำว่า “ชาติ” จากนายสมัครอีกแล้ว
การฆ่าคนที่มีชีวิตอยู่เหมือน “ลอดใต้หว่างขา” ขณะนี้ ถ้า ๕ พันธมิตรฯ กระเหี้ยนกระหือรือจะยังลงมือ ก็ขอบอกว่า..น่าเสียดายที่ต้องให้มือคนกู้ชาติไปเปื้อนเลือด “สุนัขรับใช้”
แล้วมันจะมีอะไรเป็น “เกียรติยศ” แห่งเรา?
มองหาแนวทางเพื่อประสาน “งานกู้ชาติ” กับฝ่ายพี่น้อง ประชาชน ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ฝ่ายค้าน-ฝ่ายรัฐบาล ด้วยการ “ร่วมนั่งโต๊ะ” หันหน้าเอาปัญหาชาติมากองรวมกันเถอะครับ
ทุกฝ่ายละอัตตา ไม่มีคำว่าได้หน้า-เสียหน้า “พูด-คุย” ด้วยจิตบริสุทธิ์ต่อชาติเป็นองค์รวม หาทางออก “ถนอมบ้าน-ถนอมเมือง” อันเป็นสมบัติรวมกันไว้ด้วยการ “เจรจา” กันเถิด!
“เสียหน้า-เสียตา” ไม่สำคัญเท่า “เสียบ้าน-เสียเมือง” จริงไหม? มีแต่การ “ยั้งม้าหน้าผา” แปลงการเผชิญหน้าเยี่ยงศัตรูไปเป็น “พร้อมหน้า” ตามประสาไทยรวมญาติเยี่ยงนี้แหละ จะเป็นวิธี “คัดเลือด” ก่อนหลั่ง
และ “มวลชนพันธมิตรฯ” ก็จะได้ชื่อว่า “วีระอาจหาญพันธมิตรฯ” เป็นตำนานการต่อสู้ “สันติ-อหิงสา” ให้มวลประชานักสู้-เพื่อสังคมชาติรุ่นหลังได้ศึกษา และใช้เป็นตำรากู้ชาติ
ครั้งต่อๆ ไป-ถ้ามี!
“คุณสนธิ ลิ้มทองกุล” นั้น ต้องยอมรับว่าเป็นมนุษย์ผู้มีแร่ธาตุยูเรเนียมในตัวเองสูงมาก ต่อให้ผมเองเกิดร้อยครั้ง ก็ไม่กล้าทั้งร้อยครั้งเท่าคุณสนธิ และมีสิ่งหนึ่งที่เป็นองค์บารมีคุ้มครอง “คุณสนธิ” อยู่ นั่นคือ
หลายครั้ง..ชีวิตทุกข์-ไร้ทางออก คุณสนธิกลับเห็นทางออก “โดยธรรม” จนซึ้งถึงคำว่า “เห็นทุกข์-เห็นธรรม, ไม่เห็นทุกข์-ไม่เห็นธรรม”
บารมีคุณสนธิพุ่งสู่จุดสูงสุดแล้ว คุณสนธิคงไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นยูเรเนียมที่ถูกแปลงค่าจาก “พลังงานนิวเคลียร์” ไปเป็น “อาวุธนิวเคลียร์” ในอีกไม่เกิน ๑๐ วันนับจากนี้มิใช่หรือ?
ฉะนั้น ทัศนคติการนำก็คงต้องพัฒนาให้สูงขึ้นสู่กรอบ รักตัวเอง รักพันธมิตรฯ รักชัยชนะขนาดไหน ต้องแปรรักนั้นเป็น รักพี่-รักน้องประชาชน รักประเทศชาติบ้านเมือง รักมิตร-รักศัตรู
รักบริสุทธิ์-คือตัวเองต้องเสียสละ
รักแท้-คือต้องทุกข์แทนเพื่อผู้อื่นสุข
แปลงความแค้น-อาฆาตเป็น “ตาข่ายรัก” ทอดลงไปครอบคลุมอุ้มโอบ ทุกพี่-ทุกน้อง ทุกประชาชนคนไทย ด้วยความรับผิดชอบ-ความห่วงใย มองมิตร-มองศัตรู ก็คือคนไทยร่วมแผ่นดินที่แยกออกจากกันไม่ได้
ต้องเข้าใจ และต้องทอดใจสู่ความหมาย เราล้วนสุขอยู่ใต้ร่มพระมหาบารมี “องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” องค์เดียวกัน
ทุกฝ่าย ไม่ว่าพันธมิตรฯ หรือตรงข้ามพันธมิตรฯ การมุ่งชนะด้วยโทสะ และอาฆาตแค้น อาจชนะได้
แต่เราจะไม่ได้อะไรเลย อย่างมากก็แค่ “ความสะใจ” แล้วทุกอย่างก็ต้องตกอยู่ใต้ “ความวิบัติ” ในชาติร่วมกัน
ชนะอะไรไม่ยิ่งใหญ่เท่า “ชนะใจแค้น” ในอกตัวเอง!
และการบริหารอะไรที่ยิ่งใหญ่เท่าการบริหาร “ให้ได้ใจศัตรู” มาอยู่ร่วมมิตร-ร่วมชาติ เป็นไม่มีแล้ว!!
๕ แกนนำพันธมิตรฯ ครับ ภารกิจกู้ชาติของท่าน..ผมขอคารวะ ผมก็รู้ว่าใจเหล่าท่านพะว้า-พะวังในสวัสดิภาพประชาชนที่หนุนหลัง จึงยังไม่บุ่มบ่าม-บ้าทะลุดิน เผด็จศึก “รัฐบาลตัวแทนทักษิณ” ซึ่งนั่น...
ง่ายยิ่งกว่าบิ “ซาลาเปาไส้หมู” ใส่ปาก!
เช่นเดียวกัน รัฐบาล ภายใต้ผู้นำบริหารอย่างเช่น “รัฐบาลนายสมัคร” ต้องไม่ลืมว่า “อำนาจตามระบอบประชาธิปไตย” ในมือนั้น เป็นอำนาจที่ยืมจากประชาชนมาใช้ แต่เมื่อถึงวันที่เจ้าของอำนาจส่วนใหญ่ไม่พอใจ
ควรต้อง “คืนเขา”!
“อำนาจทางการเมือง” นั้น เหมือน “ดาวเคราะห์” คือไม่มีแสงในตัวเอง ต้องรับแสงจากประชาชน และจากข้าราชการในองค์กรทั้งหลายในระบบรัฐ
ด้วยตรรกะนี้ ถึงรัฐบาลสมัครจะดื้ออยู่ แต่ก็จะทำให้ทั้งรัฐบาล ทั้งประเทศ “มืดมิด” และหนาวเย็นเพราะไร้แสงไปเรื่อยๆ
ขณะนี้ พี่น้องทั้งพันธมิตรฯ-ทั้ง นปช.ครับ..สถานการณ์เลยจุดที่จะใช้การ “ลาออก” ของนายสมัครมาเยียวยาแล้วครับ!
ขณะนี้มาถึงจุดที่ ๖ พรรครัฐบาล โดยเฉพาะ “พรรคพลังประชาชน” ต้องใช้วุฒิภาวะในฐานะ “พรรคแกนนำรัฐบาล” และในภาวะ ส.ส.ของแต่ละคน แสวงหาทางออกให้ประเทศชาติ และประชาชน
โดยต้องใช้ “วุฒิภาวะ” ที่สูง มองทุกอย่างขณะนี้โดยไม่มีคำว่า พวกเขา พวกเรา พันธมิตรฯ-นปช.สมัคร หรือกระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ให้มาเป็นอิทธิพลกดทับความคิด-จิตใจ
ท่านต้องใช้สถานภาพที่สังคมยกให้เป็น “ตัวแทนประชาชน” ทำหน้าที่หาทางไม่ให้ “ประชาชนคนไทยฆ่ากันเอง” โดยรีบด่วน!
ส.ส.หรือผู้ใหญ่ในพลังประชาชน ต้องเป็นแกน “จุดความคิด” ในแนวทาง หาวิธีพบปะเจรจากับฝ่ายพันธมิตรฯ เพื่อ “หาทางออก” โดยไม่ต้องไปคำนึงถึงนายสมัคร-แม้วดื้อ อีกต่อไป!
พรรคการเมือง “ทุกพรรค” ต้องเป็นพรรคทำเพื่อ “ประชาสุขสันต์-ประเทศชาติไพบูลย์” นะครับ ผมเชื่อ ไม่มีใครนักหรอกที่จะทำพรรคเพื่อสนอง “สุขสันต์-ไพบูลย์” ให้ “เจ้าของพรรค” เป็นที่ตั้ง!?
น่าจะมีเจ้าภาพเพื่อ “ประชาศานติ” ในงานกู้ “ภาวะวิกฤติชาติ” นี้ด่วนนะครับ นิมนต์ “พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และเชิญท่าน “ศาสตราจารย์ระพี สาคริก” มาเป็นประธานฝ่ายประชาชน
แล้วเชิญตัวแทนจาก ๗ พรรคการเมือง “ฝ่ายค้าน-รัฐบาล”
เชิญผู้มีอำนาจตัดสินใจในฐานะตัวแทนรัฐบาล เชิญ ๕ แกนนำมวลชนพันธมิตรฯ
เชิญ ผบ. ๔ เหล่าทัพ ๑ ผบ.ตร.
เชิญทุกฝ่ายไปพร้อมกันที่ระเบียงรอบ “วัดพระแก้ว” แล้วตั้งโต๊ะ นำปัญหามาช่วยกันขบหาทางออกให้กับบ้านเมือง ให้กับประชาชน
ผมมั่นใจว่า เมื่อทุกฝ่ายได้รู้ปัญหาในกันและกัน และลบขั้ว-ลบฝ่าย ช่วยกันคลี่คลายปัญหานั้นๆ โดยธรรม ต้องได้ข้อสรุปอันเป็นที่ยุติปัญหาขณะนี้ได้แน่นอน
ขนาดปัญหาโลก รบกัน ฆ่ากันตายเป็นแสน-เป็นล้านคน สุดท้าย บทสรุปก็ต้องจบลงด้วยการ “นั่งคุยกัน” บนโต๊ะ
ไม่เคยปรากฏว่า สงครามไหนจะจบได้ในสนามรบ หรือจากการนับศพแข่งกัน! การแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่การ “ถอยคนละก้าว” ทุกคน-ทุกฝ่ายไม่ต้องถอยครับ “ทุกคน-ทุกฝ่าย” เดินหน้าสู่ชัยชนะร่วมกันตะหาก เดินหน้าพก “ยิ้มสยาม” เข้าหากัน เดินหน้าไปนั่งคุยกัน ณ จุดที่นัดหมายกลาง มีแต่เดินตามวิธีนี้เท่านั้น แล้วเราจะค้นพบสัจวิถีแท้จริงว่า “โลกนี้..ไม่มีทางตัน”
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 กันยายน 2551



