Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เขียนแผ่นดิน
เปลว สีเงิน


การตัดสินใจ “นายกฯ ไร้ทำเนียบ”

อืมมมม..เสียใจด้วยนะครับท่าน “นายกฯ สมัคร” ฟ้า-ดิน ให้โอกาสท่านเลือก “ชีวิตบั้นปลาย” แล้ว แต่ท่านเลือกทางนี้ ด้วยเห็นประตูนรกคือการ “ดื้ออยู่ต่อ” ว่าเป็นประตูสวรรค์ ผมก็คงทำได้แค่อวยพร “ขอให้ท่านอยู่ดี-ไปดี” เถิด อย่างนี้กระมังที่เรียกกันว่า

ชะตา-ฟ้าลิขิตแล้ว..มนุษย์ยากฝืน!

เพราะมีโอกาสสุดท้ายให้เลือก ๒ วัน คือ ๓๐-๓๑ สิงหาคม แต่ท่านไม่เลือกเอง เมื่อก้าวสู่เดือนกันยายน ๒๕๕๑ เช่นนี้ ผมก็เกรงว่า ท่านหมดสิทธิ์เลือกแล้ว

ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ จะเป็นชีวิตที่ต้องจบอเนจอนาถ “ภายใต้เงื่อนไข” ที่เขาจะเสนอให้ท่าน ชนิดท่าน “มิสามารถปฏิเสธได้”!

การเปิดประชุม “รัฐสภาฉุกเฉิน” เมื่อวานนี้-วันอาทิตย์ที่ ๓๑ สิงหาคม อันเป็นวันอมาวสี คือวันจันทร์ดับ ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณตรงข้ามกับที่ท่านนายกฯ สมัครตั้งใจที่จะให้วันนี้..เป็นวันดี

วันคลี่คลาย “วิกฤติสังคมชาติ”!

แต่เท่าที่ฟังแล้วประเมินบรรยากาศการอภิปราย และอนุมานถึงเจตนาแท้ของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้ขอเปิดรัฐสภา “วาระฉุกเฉิน” นี้เอง จากบ่ายถึง ๒ ทุ่มกว่า ผมก็ไม่แน่ใจว่าการประชุมครั้งนี้

แสวงหาหนทางแก้ปัญหา หรือผูกปัญหาเพิ่มกันแน่?

เพราะตัวประธานของปัญหาคือ “นายกฯ สมัคร” ดูท่านจะไม่ยอมลดราวาศอกเอาเสียเลย ลุกขึ้นโต้ทุกดอก-เก็บทุกเม็ด

ยังกะว่าเป็นการอภิปรายในวาระ “ไม่ไว้วางใจ” อย่างนั้นแหละ!

ต้องไม่ลืมว่า ท่านนายกฯ ขอเชิญบรรดาสมาชิกวุฒิสภา ๑๕๐ คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๘๐ คนมาประชุมเอง ด้วยหวังหาช่อง-มองทางนำไปแก้ปัญหาคาเมือง จากที่บรรดาสมาชิกเขาสะท้อนปัญหา และจากที่เขาเสนอออกมาเป็นทางออกผ่านคำอภิปราย

ก็ไปขอให้เขามาด่าให้ฟังในรัฐสภาเองนะครับ-ขอย้ำ ฉะนั้น ท่านนายกฯ ควรตั้งจิตเจตนาในการฟังให้ตรง ทั้งหมดในรัฐสภาวานนี้ ถ้าจะเป็นการด่าก็ต้องถือว่า

“เขาด่า-ด้วยหาทางออกให้”!

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง ที่นำมาพูดจาจนเป็นประเด็นต้องประท้วงกันในรัฐสภาพอสมควร นั่นคือ “ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง” ส.ส.พรรคพลังประชาชน อภิปรายในตอนหนึ่งด้วยเนื้อหาทำนองว่า

“ท่านนายกฯ สมัครเป็นผู้มีทศพิธราชธรรม”

ม.ร.ว.ปรียนันทนา รังสิต ส.ว.สรรหา ท่านประท้วงว่า การใช้คำว่า “ทศพิธราชธรรม” ซึ่งเป็นคำราชาศัพท์ เป็นคำใช้เฉพาะกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น หากนำคำนี้มาใช้จะเป็นการ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

ร.ท.กุเทพก็ยืนยันว่า “ไม่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” อ้างว่า เป็นศัพท์ทางพระพุทธศาสนา ตัวเองร่ำเรียนมาทางนี้มาก รู้ดีอยู่ เป็นศัพท์ตั้งแต่สมัยพุทธกาลโน่นแล้ว ใช้ทั่วไปสำหรับนักปกครอง

ครับ..ท่านที่ติดตามชมการอภิปรายทางโทรทัศน์คงฟังแล้ว และเรื่องนี้ เท่าที่เห็น ตั้งแต่ตัวผู้ทำหน้าที่ประธาน และสมาชิกทั้งหลายในรัฐสภาวานนี้ จะเห็นด้วยตามผู้ประท้วง หรือเห็นด้วยกับผู้อภิปราย

ดูทุกคนจะอมภูมิ อึกๆ อักๆ!

สนับสนุน-คัดค้านกันแบบ “ไม่เต็มปาก-เต็มคำ” และลงท้าย ประเด็นนี้ท่านประธานไกล่เกลี่ยให้ผ่านไป โดยไม่มีคำอธิบายว่าสามารถใช้คำว่า “ทศพิธราชธรรม” กับนายสมัคร ซึ่งเป็นนักปกครองทั่วไปได้หรือไม่ ถูกต้องหรือไม่?

หรือว่า ศัพท์ “ทศพิธราชธรรม” นี้ เป็นราชาศัพท์ใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น สามัญชนทั่วไป ไม่ว่าระดับไหน นำมาใช้ถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ?

ผมเห็นแล้วก็ไม่สบายใจครับ ถ้าท่านทั้งหลายสังเกตจะเห็นว่า ในระยะหลังๆ ๕-๖ ปีมานี้ ดูเหมือนว่าผู้คนบางระดับในบ้านเมือง จะมีทัศนปัญญาต่อเรื่อง “สถาบันพระมหากษัตริย์” พิสดาร-กว้างขวางมากขึ้น

กว้างขวางจนเลยกรอบ “ขนบธรรมเนียม-วัฒนธรรม-ประเพณี” อันอยู่เหนือเหตุ-เหนือผลที่จะหยิบยกมาถกเถียงกัน!

เหมือนของมีค่า-หายาก ถ้าแสดงความปรารถนาดีด้วยการ แย่งกันรัก แย่งกันรักษา และด้วยความปรารถนาดีนั้น การแย่งกัน อาจพลาดพลั้งทำให้ “ของมีค่า-หายาก” นั้น ตกแตก แหลกสลาย พลอยให้อับเศร้า-หมองศรี คลุกอยู่ในธุลีดิน

ก็ไม่มีใคร-ฝ่ายไหน มีอกุศลเจตนาแห่งจิตคิดทำเช่นนั้น มิใช่หรือ?

บอกตรงๆ ตัวผมเองก็ไม่มีความรู้ในด้านนี้ สำหรับ ร.ท.กุเทพนั้น ทราบว่าท่านเป็นมหาเปรียญเก่า เรียนคัมภีร์บาลีมามากถึงระดับดอกเตอร์ เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อันเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์

ที่ท่านใช้ “ทศพิธราชธรรม” กับนายสมัครนั้น ฟังดูแปร่ง-ทิ่มแทงใจคนไทยมากครับ ประเทศไทยเกิดคู่มากับพระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ก็ทรงน้อมนำพระพุทธศาสนาคู่กับพระราชบัลลังก์และแผ่นดินสืบมา

จากบรรพบุรุษ ตราบพสกนิกรไทยวันนี้ ล้วนถวายศัพท์ว่า “ทศพิธราชธรรม” นั้น เป็นศัพท์ใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์โดยตรง และไม่เคยปรากฏว่า จะมีนักปกครอง-นักบริหารไทยยุคไหน-สมัยไหน

อาจเอื้อมนำศัพท์ “ทศพิธราชธรรม” มาใช้ สำหรับความเป็นผู้มีธรรมสำหรับนักปกครองของตัวเอง!

เหมือนเก้าอี้สาธารณะตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ ใครประสงค์นั่ง ก็นั่งได้ แต่วันไหนที่พระมหากษัตริย์ประทับนั่งบนเก้าอี้ตัวนี้แล้ว ด้วยวัฒนธรรม-ขนบธรรมเนียม-ประเพณี แห่งปวงชนอารยะที่รู้จัก “ที่ต่ำ-ที่สูง” ด้วยเทิดทูนองค์สมมุติเทวะ

เก้าอี้ตัวนั้นที่ “เราถวายแล้ว” จะถูกเก็บรักษาไว้ ไม่มีสามัญชนต่ำศักดิ์คนไหน คิดเอื้อมอาจขึ้นไปนั่งอีก!

ศัพท์ว่า “ทศพิธราชธรรม” ก็เช่นนั้น เป็นศัพท์ตาม “ขัตติยราชประเพณี” คู่ระบบสถาบันพระมหากษัตริย์ คู่ประเทศไทย ถึงแม้ว่าศัพท์นี้ อตีเต กาเล นับแต่สมัยพุทธกาลจะเป็นศัพท์หมวดธรรมที่นักปกครองทั่วไปจะใช้ได้ ไม่เฉพาะราชาพระมหากษัตริย์ก็ตาม

เพราะดั้งเดิมแต่ชมพูทวีปนั้น คำว่าราชา ไม่ได้หมายเฉพาะกษัตริย์เท่านั้น แต่หมายถึงนักปกครองบ้านเมืองทั่วไป

“ทศพิธราชธรรม” คืออะไร ท่านทราบแล้วใช่ไหมครับ คือราชธรรม ๑๐ ประการ เป็นธรรมของพระราชา, เป็นกิจวัตรที่พระมหากษัตริย์ควรประพฤติ, คุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง, ธรรมของนักปกครอง

ขึ้นชื่อว่า “ธรรมะ” ไม่มีผูกขาดว่าของใคร คนนี้-ใช้ได้ คนนี้-ใช้ไม่ได้ หรอกครับ ยกตัวอย่าง เช่น คำว่า ศีล คำว่า ทาน คำว่า สติ คำว่า ขันติ ตั้งแต่เทพถึงสามัญชน ไม่ว่าชั้นไหน ระดับไหน จากโลกสวรรค์ ถึงมนุษย์โลก

ใช้ได้เหมือนกัน-เท่ากันแหละครับ!

เมื่อทราบที่มาของศัพท์ “ทศพิธราชธรรม” เป็นพื้นฐานอย่างนี้แล้ว ก็พอมองเห็นว่า ที่ ร.ท.กุเทพพูดว่า “นายกฯ สมัครเป็นผู้มีทศพิธราชธรรม” โดยอ้างอิงแต่สมัยพระพุทธกาล นั้น

ก็ไม่ผิดหรอกครับ โดยนัยแห่งตำราภาษาศาสตร์สากลแต่สมัยพุทธกาล ไม่ถือว่า ร.ท.กุเทพ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

แต่ที่ท่าน ม.ร.ว.ปรียนันทนา ประท้วงนั้น ก็ไม่ผิดเช่นกัน เพราะโดยนัยแห่งวัฒนธรรม-ขนบธรรมเนียม-ประเพณี แห่งประชาชนคนไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ยกศัพท์นี้ขึ้นสูงถวายเป็นศัพท์เฉพาะพระมหากษัตริย์คู่กับสถาบันกษัตริย์ตลอดมา

ดังที่ทราบกันว่า “ทศพิธราชธรรม” เป็นศัพท์ตามขัตติยราชประเพณี ทางการปกครองของไทยนั่นเอง!

สรุปก็คือ ที่ ม.ร.ว.ปรียนันทนา ประท้วงนั้น กระทำในสิ่งที่ “ผู้มีจิตสำนึก” พึงกระทำถูกต้องดีแล้ว ผมก็ไม่คิดว่านายกฯ สมัคร หรือนักปกครองคนไทยคนไหน จะพอใจให้ใครมายกย่องความเป็นผู้มีธรรมด้วยศัพท์ว่า “ทศพิธราชธรรม”

และที่ ร.ท.กุเทพยกย่องหัวหน้าพรรคตัวเองด้วยคำว่า “นายกฯ สมัครเป็นผู้มีทศพิธราชธรรม” ผมก็ไม่คิดว่า ร.ท.กุเทพจะคิดนำมาใช้ด้วยอกุศลเจตนาใดๆ คงนำมาใช้เพราะความเป็นผู้เรียนมาก รู้มาก

แต่อย่างน้อย “จิตสำนึก” ในการวิเคราะห์ อะไรควร-อะไรไม่ควร ในภาวะอันพึงมี! ครับ..ผมก็คุยอู้รอฟังอภิปรายในรัฐสภาไปเรื่อย นี่ก็เข้า ๕ ทุ่มแล้ว สรุปว่า ผู้นำฝ่ายค้าน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เสนอทางออก ๒ ทาง คือ ยุบสภา หรือนายกฯ ลาออก เป็นหนทางแก้ปัญหาวิกฤติบ้านเมืองขณะนี้

แต่นายกฯ ท่านลุกขึ้น “ปฏิเสธเสียงเขียว”!

เอาละครับ ผมบอกแล้วข้างต้น “นายกฯ สมัคร” ท่านเลือกทางเดินของท่านเองแล้ว ก็ต้องปล่อยท่าน เกิน ๑๕ กันยายนนี้ไปได้ ก็ต้องเรียกว่า “ท่านเทวดาสมัคร” แต่ที่สบาย “ขึ้นสวรรค์” ไปคนเดียวอย่างน่าอิจฉาคือ “พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล การไม่ปราบประชาชนพันธมิตรฯ แล้วถูก “ย้ายด่วน” ท่านควรจะดีใจ การ “ไม่ทำร้ายประชาชน” ยิ่งใหญ่กว่าได้ขึ้นไปเป็น ผบ.ตร.ตอนนี้เสียอีก เชื่อผมเถอะ.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 1 กันยายน 2551



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter