สัญญาณจากดิน-ฟ้าให้หาเมืองใหม่
ท้องฟ้าคง “เครียดสะสม” เมื่อเที่ยงวานเทฝนลงมาแบบไม่บันยะบันยัง แถมเปรี๊ยะๆ แล้วเปรี้ยงงง จนขวัญไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ถึงฝนตกขนาดนั้น แต่อากาศกลับอ้าวเหมือนเตาอบ
ยังไม่ทันสะเด็ดเม็ดดี เอาแล้ว..แดดจ้าร้อนจี๋เหมือนเผาโลกเปียกให้แห้งเป็นจุณในพริบตา
แต่ฝนศตวรรษที่ ๒๑ นี่ก็แปลกนะครับ ตกเป็นหย่อม เป็นซีก อย่างวานนี้เป็นต้น ผมต้องถลกขาลุยน้ำมาทำงาน เพราะท่วมทั้งซอยบ้าน แต่พอมาถึงซอยไทยโพสต์ที่คลองเตยนี่ อ้าว..ไหงเป็นงั้น
ไม่มีฝนซักเม็ด แถมแดดแจ๋เป็นด็อก ฮอลิเดย์!
ตอนเด็ก ฝนตกเป็นต้องลงท้องคลองเล่นน้ำฝน ยิ่งตากฝนนานเท่าไหร่ ยิ่งห่างไกลคุณหวัด แต่ตอนแก่ ถูกฝนทีไร โดยเฉพาะที่เป็นแบบไรๆ ละอองด้วยแล้วละก็คุณเอ๊ย...
แป๊บเดียวแหละ ไม่ร้อนเพียงตา แต่ร้อนไปทั้งตัว!
แบบนี้ ผมว่าน่ากลัว “เครียดสะสม” ที่อัดแน่นอยู่ในชั้นบรรยากาศมาเป็นเวลานานจะถึงเวลา “ระเบิดตูมตาม” ออกมาซะแล้ว ยิ่งฟัง “ดร.สมิทธ ธรรมสโรช” ท่านเตือนเรื่อง Strom Search อยู่บ่อยๆ ก็ชักเสียว
ความจริงเราคุยกันถึงเรื่อง “ภาวะโลกร้อน” ที่กำลังเป็นตัวเปลี่ยนภูมิศาสตร์โลกใบนี้กันมาปี-สองปีแล้ว แผ่นดินไหว น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด ล้วนเป็นสัญลักษณ์ “โลกปรับสมดุล” ทั้งนั้น
แต่อย่างว่า มนุษย์เราเป็น “สาวกเวลา” ฉะนั้น มักจะคอยให้เวลานั้นมาถึงเสียก่อน ไม่ตายแล้วค่อยว่ากัน!!
ก่อนสึนามิจะเกิดที่ภาคใต้เมื่อปี ๒๕๔๗ ดร.สมิทธท่านเคยเตือนล่วงหน้า แต่ไม่มีใครสนใจ ผมก็ไม่สนว่าสึนามิจะเป็นญาติข้างไหนของผมหรือเปล่า จนอีกปี-สองปี สึนามิมันมานั่นแหละ ถึงได้จำหน้าได้ว่า..
อ๋อ..ญาติข้างป่าช้านี่เอง!
นี่ท่านเตือนเรื่อง Strom Search คือคลื่นที่ถูกพายุกระหน่ำหนักซ้ำๆ ซ้อนๆ ก็จะมีสภาพเหมือนเราเอาผงซักฟอกกำมือเดียวใส่น้ำทั้งตุ่มแล้วคนๆๆๆๆ มันจะเกิดพลังซักฟอกเป็นฟองล้นตุ่ม Strom Search ผมว่าก็คงทำนองนั้น พายุมันจะเคี่ยวคลื่นจนเกิดพลังอัดแน่น เมื่ออัดมากๆ เข้า คลื่นแต่ละลูกก็จะโตอย่างมีฤทธิ์ แถมมีพลังอัดแน่นเป็นกำลังภายใน ยกคลื่นแต่ละลูกขึ้นสูงเป็นภูเขาเลากา
ลิ่วๆ เข้าอ่าวไทย แล้วน้ำที่ยกใส่ลิฟต์มามากกว่าปกติ ก็จะไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล ไม่ใช่พายุถล่มกรุงเทพฯ นะครับ หากแต่เป็นพายุหอบน้ำเข้ามาท่วม และขังอยู่! ดร.สมิทธท่านจึงเตือนจังหวัดต่างๆ ชายฝั่งอ่าวไทย จากชุมพร เรื่อยมาถึงกรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสงคราม รวมถึงผลกระทบไปเกือบทุกภาคของประเทศ
แต่ก็อย่างว่า สองคนยลตามช่องครับ ความสนุกของมนุษยชาติก็อยู่ตรงนี้ ตรงที่เรื่องเดียวกัน แต่ต่างคน-ต่างเจ๋งนี่แหละ ในขณะที่ ดร.สมิทธทำนายว่า มีเศษเปอร์เซ็นต์อยู่บ้าง ที่กรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดมีโอกาสถูก Strom Search
แต่ก็มีกูรูทางดินฟ้าอากาศอีกฝ่ายบอกว่า ไม่ต้องตกอก-ตกใจไปหรอก แค่เศษของเศษเปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะเกิด Strom Search มาถึงกรุงเทพฯ!?
เอางี้ดีกว่า ผมเชื่อตามทฤษฎี ดร.สมิทธ และบอกกับตัวเองว่า ถึงไม่เกิดตามคำทำนายท่าน ก็ไม่รู้สึกว่าท่านหน้าแหกแต่ประการใด เพราะทั้งหลาย-ทั้งปวง ท่านเตือนด้วยหวังดีตามหลักวิชา
ใครเชื่อ ก็ไม่ต้องจ่ายตังค์ ใครไม่เชื่อ-ตำรวจก็ไม่จับนี่ครับ!
ทบทวนความจำในเรื่องที่ท่านพูดไว้แต่เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๑ อีกสักครั้งดีไหม เพื่อเสริมชีวิตที่ไม่ประมาท ส่วนท่านที่มั่นใจว่าตัวเอง “เจ๋ง” แล้ว ก็เชิญตามอัธยาศัยเถอะ ดร.สมิทธเคยเตือนไว้อย่างนี้ครับ
“จากการศึกษาและติดตามสถานการณ์ภัยพิบัติมาโดยตลอด พบว่าภัยพิบัติที่จะกระทบ กทม.และปริมณฑลมีอยู่ ๒ ประเภท คือ ภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหว และภัยที่เกิดจากน้ำท่วมขัง ซึ่งเกิดจากสภาวะโลกร้อน
โดยภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหวเป็นภัยที่รุนแรง ประเทศไทยมีรอยเลื่อนที่มีพลังอยู่ ๑๓ รอย และจากการศึกษาพบว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิ รอยเลื่อนทั้งหมดเกิดรอยร้าวเพิ่มมากขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ถึงปัจจุบัน ซึ่งการเกิดรอยร้าวดังกล่าว ทำให้อาคารที่โครงสร้างไม่แข็งแรงในจังหวัดเชียงราย และเชียงใหม่ มีโอกาสถล่มลงมาได้
ในพื้นที่ กทม.อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากรอยเลื่อน ๒ รอย คือรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ กาญจนบุรี หากเกิดแผ่นดินไหวซ้ำขึ้นมาอีก เชื่อว่าจะส่งผลให้เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์แตก และทำให้น้ำปริมาณกว่า ๑๗ ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลทะลักเข้าสู่ราชบุรี นครปฐม และ กทม.
กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนดินเลน เมื่อได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวแล้ว ระยะสั่นสะเทือนจะขยายตัว ๒-๓ ริกเตอร์ ทำให้อาคารที่สูงไม่เกิน ๖ ชั้น อาจแตกร้าวและพังทลายลงมา ส่วนอาคารสูงไม่น่าเป็นห่วง เพราะวิศวกรได้ออกแบบอาคารไว้รองรับอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยไม่มีความพร้อมในการรับมือกับแผ่นดินไหว โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติ หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง อาจทำให้เกิดความเสียหายมาก
ภัยที่เกิดจากน้ำท่วมขังเนื่องจากสภาวะโลกร้อนขึ้นนั้น จากสถิติไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า พายุที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียจะมีแรงลมสูงมากถึงขนาดเป็นไซโคลน แต่ตอนนี้เกิดขึ้นแล้ว คือพายุไซโคลนนาร์กีส มีความเร็วลมสูงถึง ๑๔๐ กม./ชม. และเมื่อขึ้นฝั่งในลุ่มน้ำอิรวดี พม่า แรงลมสูงสุดถึง ๒๔๐ กม./ชม. มีความรุนแรงถึงระดับ ๔
ผมขอทำนายว่า ในเดือนสิงหาคม ถึงเดือนตุลาคมนี้ จะมีพายุขนาดใหญ่พัดถล่มประเทศไทยทางด้านอ่าวไทย ไล่ตั้งแต่ชุมพร สุราษฏร์ธานี เพชรบุรี เข้ามา ซึ่งอาจทำให้เกิดปรากฏการณ์ Strom Search หรือน้ำทะเลยกตัวสูงขึ้น ปรากฏการณ์ดังกล่าว จะทำให้น้ำทะเลไหลเข้ามาถึงบริเวณปากอ่าวเจ้าพระยา และเข้าท่วมพื้นที่ กทม.
โดยกว่าจะไหลย้อนกลับสู่ทะเลต้องใช้เวลานานกว่า ๒-๓ สัปดาห์ และหากน้ำท่วมคลองประปา จะทำให้ประชาชนไม่มีน้ำในการอุปโภค-บริโภค”
ครับ..ในงานสัมมนาเดียวกัน “นายต่อตระกูล ยมนาค” อดีตนายกสภาวิศวกรรมสถานฯ ท่านก็ให้ความเห็นทางวิชาการที่ควรจะทราบกันด้วยว่า
“มีความเป็นห่วงว่า หากเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นจริง จะทำให้อาคารและสิ่งปลูกสร้างที่สำคัญหลายแห่งเสียหาย โดยเฉพาะ “วัดพระแก้ว” ซึ่งก่อสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๑ ไม่ได้มีการฝังเสาลงดิน หากเกิดน้ำท่วมในพื้นที่พระบรมมหาราชวัง ก็อาจจะทำให้ความแข็งแรงลดลงอย่างรวดเร็ว”
เหล่านี้เป็น “คำทำนาย” ทางหลักวิชาการนะครับ ต้องฟังให้ได้ศัพท์ ก่อนจับไปกระเดียด Strom Search “มีความเป็นไปได้” ที่จะหอบน้ำมาท่วมขังกรุงเทพฯ เท่านั้น ไม่ใช่การฟันธงว่า ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม Strom Search จะหอบน้ำมาท่วมขังกรุงเทพฯ จริงๆ!
นี่..พูดกันทางหลักวิทยาศาสตร์ไปแล้ว ความจริงเรื่องภัยพิบัติเมืองไทยนี้ มีผู้ทำนายทางสมาธิศาสตร์ไว้นานแล้ว ผมเคยนำมาเล่าสู่กันฟังไปแล้วด้วยซ้ำ วานนี้ก็มีท่านหนึ่งอีเมล์มาให้ผมอีก ช่วยกันอ่านก็ได้นะครับ
“จะเกิดภัยพิบัติใหญ่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน ตุลาคม เจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน...ที่เป็นลูกศิษย์ของพระเกจิอาจารย์ (วัดเสาธงทอง) ที่เพชรบุรี เตือนมา และพระท่านก็ย้ำตอนไปถวายผ้าขาวห่อศพจำนวน ๒๐๐ ผืน (มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคด้วย) เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
หลังจากท่านได้นั่งสมาธิ เพราะท่านเป็นพระปฏิบัติ และได้นิมิตว่ามีศพลอยเกลื่อน ซึ่งสอดรับกับหน่วยงานราชการเกี่ยวกับการเตือนภัยพูด ท่านเลยขอรับบริจาคผ้าขาวห่อศพ เพราะคนจะตายจำนวนมากครับ และให้เราเตรียมตัวว่าจะเกิดน้ำท่วม และโดนพายุไซโคลนยิ่งกว่านาร์กีส
และดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจะทรุด แถวๆ ตึก...ให้ระวังเรื่องแผ่นดินทรุด น้ำท่วมอย่างฉับพลันด้วยครับ หลังโดนพายุเข้าทางอ่าวไทย น้ำท่วมสูงเท่าตึก ๒ ชั้นครับ ๔-๖ เมตร คิดว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลคงไม่รอดแน่
การเตรียมรับสำหรับความยากลำบากเป็นเวลาเดือน หรือสองเดือน ดังนี้
๑.เตรียมแสงสว่าง ซื้อเทียน ไม้ขีดไฟไว้ ไฟฟ้าดับแน่
๒.เตรียมน้ำสะอาดไว้ดื่ม
๓.เตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง แก๊สหุงต้ม
๔.ถุงดำเล็ก-ใหญ่ ไว้ทิ้งขยะและปลดทุกข์
๕.เก็บของขึ้นไว้ที่สูง
๖.เตรียมกระสอบทรายกั้นน้ำเข้าบ้าน
๗.อุปกรณ์ขอความช่วยเหลือ เช่น ชูชีพ นกหวีด
๘.อยู่ห่างตึก หรืออาคารสูง ถ้าเกิดแผ่นดินทรุดตัว
๙.ติดตามข่าวสารเรื่องภัยพิบัติต่อเนื่อง”
เอาละครับ ผมก็ตัดทอนเอาเท่าที่ควรรู้มาเล่า ขอย้ำ-มีอะไรน่าสนใจก็นำมาบอกเท่านั้น ไม่ใช่ให้เอาไปแตกตื่น จะเกิดขึ้นจริง หรือไม่เกิด ต่างคน-ต่างไม่รู้ล่วงหน้าทั้งนั้น แต่การมีอะไรเป็น “เป้าหมาย” รอพิสูจน์ ผมว่าทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวยดีออก อย่างน้อยก็ทำให้เราได้คิดกันบ้างว่า..น่าจะถึงเวลา “ย้ายเมือง” กันแล้ว!?
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพืไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 26 สิงหาคม 2551



